เทคนิคการปลูกงา

การปลูก

สำหรับการปลูกงาของประเทศไทย โดยทั่วไปนิยมปลูก 2 ช่วงฤดูกาล คือ

ก. ปลูกงาต้นฤดูฝน เป็นการปลูกงาหลังเก็บเกี่ยวข้าว มีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ โดยจะปลูกงาประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ซึ่งการปลูกงาในช่วงนี้จะขึ้นกับวันเวลาที่ฝนตกครั้งแรกของฤดูกาล และปริมาณการกระจายตัวของฝน โดยสิ่งดังกล่าวนี้จะแตกต่างกันขึ้นกับที่ตั้งของพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนแรกประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ (เรียกว่า ฝนชะช่อมะม่วง) ด้วยเหตุนี้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงนิยมปลูกงาประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยใช้ฝนแรกเพื่อการงอก ใช้ปริมาณฝนในเดือนมีนาคมและเมษายน ซึ่งเป็นฝนที่เกิดจากการเปลี่ยนฤดูกาลเพื่อการเจริญเติบโตจนถึงเมล็ดสุกแก่ ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวงาได้ในเดือนพฤษภาคม ส่วนทางภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน (เช่น จังหวัดเพชรบูรณ์ สุโขทัย และ นครสวรรค์ ลพบุรี เป็นต้น) จะมีฝนแรกในช่วงเดือนเมษายน ด้วยเหตุนี้พื้นที่ทางภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบนจะนิยมปลูกงาในเดือนเมษายน และสามารถเก็บเกี่ยวงาได้ในเดือนมิถุนายน ดังนั้น การปลูกงาต้นฝนจะเก็บเกี่ยวงาในช่วงฝนพอดี ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการลดความชื้นของเมล็ดให้เหลือประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะงาดำหรือน้ำตาลแดง  ถ้ามีความชื้นสูงจะทำให้ค่ากรด (acid value) ในเมล็ดสูง จะทำให้เมล็ดมีกลิ่นกรด เมื่อนำมาบริโภคจะมีกลิ่นเหม็น

สำหรับในกรณีที่ต้องการปลูกงาภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าวทันที (ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม) โดยอาศัยปริมาณความชื้นในดินที่เหลืออยู่ สามารถกระทำได้ แต่จะต้องนำระดับอุณหภูมิร่วมพิจารณาด้วย เพราะช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวอากาศยังคงหนาวเย็นอยู่ ถ้าอุณหภูมิของดินต่ำ กว่า 15 องศาเซลเซียส จะทำให้งางอกช้า อาจใช้เวลางอกนานถึง 14 – 21 วัน มีเปอร์เซ็นต์การงอกลดลงเล็กน้อย และมีการเจริญเติบโตในระยะแรกค่อนข้างช้ามาก อย่างไรก็ตามในบางปีและบางพื้นที่สามารถปลูกได้ เพราะบางปีไม่มีช่วงหนาวเย็นเลย หรือมีแต่ก็เป็นช่วงสั้น ๆ การปลูกงาในช่วงนี้จะได้เมล็ดงาที่มีคุณภาพ เพราะไม่มีปัญหาเรื่องความชื้นของเมล็ด

ข. ปลูกงาปลายฤดูฝน เป็นการปลูกงาในสภาพพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ โดยจะปลูกงาประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม และเก็บเกี่ยวงาประมาณเดือนตุลาคม พฤศจิกายน ดังนั้นเมล็ดงาจากการปลูกฤดูนี้จะมีคุณภาพดีกว่างาต้นฝน อย่างไรก็ตามการปลูกงาปลายฝนจะมีปัญหาเรื่องการเตรียมดิน แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก สุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ และเลย เป็นต้น

การปลูกงาในช่วงฤดูฝนจะไม่เหมาะสมนัก เพราะว่างาจะไม่ชอบน้ำมาก  ถ้ามีน้ำมากจะมี โรคเกิดขึ้นกับต้นงาหลายชนิด เช่น โรครากเน่า โรคโคนเน่า โรคทางใบต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเลยจะปลูกงาในฤดูนี้

การเตรียมดิน

การเตรียมดินเป็นปัจจัยที่สำคัญในการปลูกงา เนื่องจากงามีเมล็ดขนาดเล็ก การเตรียมดินจะมีจำนวนครั้งของการไถขึ้นกับโครงสร้างและชนิดของเนื้อดิน ถ้าเป็นดินร่วนทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวควรไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ละเอียด เช่น การเตรียมดินที่เป็นดินร่วนทรายควรมีการไถดะ 1 ครั้ง และควรตากดินทิ้งไว้นาน 3-7 วัน เพื่อเป็นการกำจัดวัชพืช โรคและแมลง หลังจากนั้นไถแปร 1 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ละเอียด กำจัดวัชพืชที่เหลืออยู่และวัชพืชที่งอกมาใหม่ การเตรียมดินดีจะช่วยให้เมล็ดงาได้รับความชื้นจากดินอย่างสม่ำเสมอ  สามารถงอกโผล่พ้นดินได้ง่าย ทำให้เมล็ดงางอกสม่ำเสมอ มีเปอร์เซ็นต์และอัตราการงอกดี มีการเจริญเติบโตดีและมีอายุเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกัน นอกจากนี้หากดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า  1 เปอร์เซ็นต์ ให้หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 1,000-1,500 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถพรวนกลบ หากดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำ กว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาว อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถพรวนกลบ ก่อนปลูก 10-15 วัน และหากดินเป็นดินเหนียว มีการระบายน้ำเลว  ควรเตรียมดินแบบยกร่องปลูกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาพน้ำใแช่ขัง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อต้นงาต่อไป

วิธีการปลูก

          วิธีการปลูกงาในประเทศไทยมี 2 วิธี คือ

          1. การปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีการปลูกที่เกษตรกรนิยมปฏิบัติ โดยจะหว่านเมล็ดงาด้วยแรงงานคนหลังจากเตรียมดิน หว่านเมล็ดให้กระจายอย่างสม่ำเสมอในแปลงปลูก และคราดกลบทันที เพื่อป้องกันเมล็ดถูกแดดเผา หากเมล็ดถูกแดดเผานาน เมล็ดงาจะตกมัน ทำให้เมล็ดไม่งอกหรืองอกไม่สม่ำเสมอ การปลูกด้วยวิธีนี้จะใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 2.0-2.5 กิโลกรัมต่อไร่ ข้อที่ควรปฏิบัติคือ ควรเตรียมดินดี และหว่านเมล็ดให้มีการกระจายอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการปลูกแบบหว่านจะได้ต้นงาที่ขึ้นไม่เป็นระเบียบ (ไม่เป็นแถวเป็นแนว) ทำให้ไม่สะดวกเข้าไปปฏิบัติงาน เช่น กำจัดวัชพืช เป็นต้น หากมีวัชพืชขึ้นมากจะทำให้คุณภาพเมล็ดงาที่ได้มีเมล็ดวัชพืชปนทำให้เป็นปัญหาในการคัดแยก และการแปรรูป

2. การปลูกแบบโรยเป็นแถว เป็นวิธีการปลูกที่ใช้คราดกาแถว ทำร่องสำหรับโรยเมล็ด หรือทำเป็นแถวแบบยกร่อง โดยให้ระยะระหว่างแถวประมาณ 50-75 เซนติเมตร เปิดร่องลึกประมาณ 5 เซนติเมตร โรยเมล็ดให้มีจำนวนต้นประมาณ 10-20 ต้นต่อความยาวแถว 1 เมตร ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 1.0-1.5 กิโลกรัม/ไร่ การปลูกเป็นแถวจะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบหว่าน เพราะสามารถเข้าไปดูแลจัดการได้สะดวก

ปัจจุบันมีการนำเครื่องปลูกงาที่ใช้ติดท้ายรถแทรกเตอร์แบบหว่านและโรยแถวมาใช้ โดยเครื่องปลูกงาแบบหว่านจะมีตัวเครื่องประกอบด้วยผาน 4 ผาน ถังบรรจุเมล็ดพันธุ์และมีช่องปล่อยเมล็ดพันธุ์ให้งาออกตามอัตราที่กำหนด เมื่อเมล็ดงาตกลงพื้นดิน ผานทั้ง 4 ผานจะไถดินตาม ทำให้เมล็ดถูกกระจายออกและถูกดินกลบ ต้นงาที่งอกขึ้นมาจะกระจายตัวคล้ายการหว่านด้วยมือ