ชันโรงstingless beeเป็นผึ้งไม่มีเหล็กในที่มีบทบาทสำคัญในการผสมเกสรดอกไม้ในธรรมชาติ ซึ่งมักทำรังอยู่ตามโครงธรรมชาติและโพรงเทียม เป็นสาเหตุให้เกษตรกรที่ทำสวนผลไม้ เช่น เงาะ ลำไย ทุเรียน มักนำชันโรงมาเลี้ยงไว้ในสวนเพื่อช่วยผมสเกสร และเก็บน้ำหวานที่เป็นผลพลอยได้นำมาขายเพื่อเสริมรายได้ สำหรับการเลี้ยงชันโรงในสวนนั้น จะต้องเลือกบริเวณที่มีดอกประมาณ 20 – 30 ช่อต่อตารางเมตร ซึ่งบนพื้นที่ 1 ไร่ จะเลี้ยงชันโรงได้ 160 รัง ซึ่งชันโรง 1 รัง เลี้ยงได้นานถึง 20 ปี

โดยทั่วไปการเลี้ยงชันโรงมี 2 รูปแบบ คือการเลี้ยงแบบตั้งรังถาวรอยู่กับที่ (stationary stingless beekeepings) และการเลี้ยงแบบเคลื่อนย้ายรังชันโรงไปตามแหล่งดอกไม้บาน หรือแหล่งอาหาร (migratory stingless beekeeping) โดยสายพันธุ์ชันโรงที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงมากที่สุดคือ ชันโรงหลังลาย (T. fuscobalteata (Cameron)) เพราะเป้นชนิดที่ปรับตัวได้ดีและอาศัยได้หลายพื้นที่ แต่ปัญหาที่สำคัญต่อการเพาะเลี้ยงชัน คือ การเกิดรังสายเลือดชิด (inbred colony) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการผสมพันธุ์กันเองในหมู่รังที่เป็นเครือญาติกัน ทำให้อัตราการเพิ่มประชากรต่ำ ส่งผลให้ผลผลิตต่ำและทำให้รังล่มสลายในที่สุด

 

 

ในปี 2554 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล็งเห็นความสำคัญในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยยกระดับและการสร้างอาชีพ จึงสนับสนุนมหาวิทยาลัยรามคำแหงเพื่อศึกษาการปรับปรุงการเลี้ยงชันโรงหลังลาย T.fuscobalteata (Cameron) เพื่อแก้ไขปัญหาการเกิดรังสายเลือดชิดผู้วิจัยได้พัฒนาวิธีการผลิตชันโรหลังลายผสม โดยทำการคัดแยกรังชันโรงที่มีลักษณะดี ได้แก่ ไข่ดก เก็บน้ำผึ้งได้มาก ปรับตัวได้ดี ใช้เป็นแม่พันธุ์ และพ่อพันธุ์ที่ตางสายเลือกัน จากการทดสอบพบว่า ชันโรงหลังลายลูกผสมมีการปรับตัวและอยู่รอดได้ โดยนำไปทดสอบในสวนเกษตกรในพื้นที่จังหวัด จังหวัดเชียงใหม่ สมุทรสงคราม  สุราษฎร์ธานี จันทบุรี นครศรีธรรมราช และปัตตานี นอกจากนี้ ผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนาวิธีการผลิตนางพญาพรหมจรรย์ เพื่อแก้ไขปัญหานางพญาพรหมจรรย์ที่มีจำนวนน้อยในพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งส่งผลให้จำนวนชันโรงมีจำนวนมากขึ้นด้วย

 

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา คณะผู้วิจัยได้นำความรู้เผยแพร่แก่ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงชันโรงจำนวน 30 ชุมชน ในจังหวัดทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงอย่างยั่งยืน ไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยในปี 2555 เกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากการขายน้ำผึ้งโดยตั้งราคาขวดละ (750 มิลลิลิตร) 1,000 บาท และขายรังได้รังละ 700 บาท คิดเป็นรายได้รวมปีละ 200,000 บาทต่อคน ปัจจุบันมีเกษตรที่เลี้ยงทั้งหมด 150 ราย จาก 30 ชุมชน คิดเป็นรายได้รวมทั้งสิ้น 30.6 ล้านบาทต่อปี

 

ลักษณะการเพาะเลี้ยงชันโรงหลังลายในสวนผลไม้เพื่อช่วยเพิ่มการผสมเกสร