สท. ร่วมงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC 2017)

สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ร่วมงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC 2017) นำเสนอความสำเร็จ-ความก้าวหน้าการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนและส่งเสริมเกษตกรและชุมชนกว่า 200 ชุมชน พร้อมกิจกรรมสัมมนา เวทีเสวนา และเวิร์กช้อป ให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม-1 เมษายน 2560 ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2560 สวทช. หรือ NAC 2017 สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร ร่วมเสนอการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ชุมชน พื้นที่ดำเนินการเป้าหมาย 200 ชุมชน โดยนำเสนอตัวอย่างการดำเนินงานใน 4 พื้นที่ 

 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. และเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.)

“ฮาลา-บาลา จ.นราธิวาส” นำเสนอพัฒนาการที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตลอดช่วงเวลา 15 ปีที่ สวทช. ได้นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่ชุมชน สร้างคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับชุมชนและทรัพยากรทางธรรมชาติในพื้นที่ ระยะแรก พ.ศ.2542-พ.ศ.2547 สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ ระยะที่สอง พ.ศ.2548-พ.ศ.2552 ส่งเสริมงานวิจัยในพื้นที่-เครือข่ายวิจัยป่าฮาลา-บาลา และระยะที่สาม พ.ศ.2553-ปัจจุบัน ถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตจากฐานทรัพยากรชุมชน

"เกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง" การเติบโตอย่างเข้มแข็งของกลุ่มวิสาหกิจเกษตรอินทรีย์โนนกลาง บ้านหนองมัง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างรายได้ และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้สมาชิก ผลผลิตของกลุ่มฯ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคทั้งในและนอกพื้นที่ และยังจัดส่งผลผลิตให้ซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในกรุงเทพฯ ปัจจุบันกลุ่มฯ จัดทำกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS (Participatory Guarantee System) ได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) และมีทายาทเกษตรกรและนักการตลาดรุ่นใหม่ที่บ่มเพาะความรู้เพื่อต่อยอดการทำเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มฯ ให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ชุดเทคโนโลยีที่นำไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูก อาทิ ระบบการปลูกพืชผักในโรงเรือนคัดเลือกแสง การจัดทำระบบปัจจัยการผลิตแบบอินทรีย์ เช่น การผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน การผลิตปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี

"ทุ่งกุลาร้องไห้" เป็นแหล่งผลิตพันธุ์ข้าวชั้นดีของไทย โดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มูลค่าการส่งออกต่อปีถึงกว่า 24,000 ล้านบาท (ปี 2556) ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของข้าวไทยทุ่งกุลาที่มีความหอม นุ่ม และคุณภาพดี รัฐบาลจึงให้ความสำคัญนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือพัฒนาการผลิตข้าวไทยทุ่งกุลาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างรายได้ให้เกษตรกร และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยทุ่งกุลา โดยเป็นโครงการพัฒนาระหว่างปี 2560-2564 ซึ่งชุดเทคโนโลยีที่ สวทช. จะนำไปใช้ในพื้นที่เป้าหมาย อาทิ พันธุ์ข้าวต้านทานโรคไหม้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ระบบสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการแปลงผลิต การโซนนิ่ง เช่น Agri-Map, TAMIS, ระบบพยากรณ์เตือนภัยการระบาดแมลงศัตรู เครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือก การแปรรูปข้าวพันธุ์พื้นเมือง เป็นต้น

"จากเปลือกข้าวโพดสู่อาหารโค: สร้างรายได้ ลดปัญหาหมอกควัน" ในแต่ละปีมีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดยเฉพาะเปลือกและซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก เกษตรกรนิยมเผาทำลายก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือเผชิญกับปัญหาหมอกควัน ในขณะที่เกษตรกรประสบปัญหาการขาดแคลนพืชอาหารสัตว์เช่นกัน ซึ่งอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 1 แสนไร่ มีผลผลิตมากถึง 97,966 ตัน และมีเศษตอซังข้าวโพดมากถึงประมาณ 22,400 ตันต่อปี สวทช. ได้สนับสนุนงานวิจัย "การพัฒนาอาหารโคต้นทุนต่ำจากเศษเหลือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อการเลี้ยงโค" โดยดร.ขรรค์ชัย ดั้นเมฆ คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา และดร.มนตรี ปัญญาทอง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สูตรอาหารโคที่มีประสิทธิภาพ สร้างรายได้ให้เกษตรกร และช่วยลดปัญหาหมอกควันจากการเผาทำลายเปลือกและซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลายแห่งในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มได้ให้ความสนใจและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่ มีเกษตรกรนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปผลิตอาหารหมักได้ถึง 15 ตันต่อเดือน

 
บรรยากาศผู้เข้าร่วมชมนิทรรศการของ สท.

"ผลิตภัณฑ์จากผึ้งและชันโรงเพื่อสุขภาพ" ผึ้งและชันโรงเป็นแมลงผสมเกสรที่มีความสำคัญในระบบนิเวศ ร้อยละ 35 ของพืชอาหารทั่วโลก อาศัยผึ้งและแมลงช่วยผสมเกสร สวทช. ได้สนับสนุน รศ.ดร.สมนึก บุญเกิด และนายพุทธวัฒน์ แสงสุริโยทัย คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พัฒนาวิธีการผลิตนางพญาชันโรงด้วยวิธีเลียนแบบกึ่งธรรมชาติจนประสบความสำเร็จ ลดต้นทุนและประหยัดแรงงาน

"กุ้งกุลาดำโอเมก้า" นักวิจัยไบโอเทค สวทช. พบว่า ราทะลหรือจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งสร้างและสะสมกรดไขมันโอเมก้าที่เรียกว่า ดีเอชเอ จึงได้ร่วมกับเกษตกรเลี้ยงกุ้งกุลาดำในจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ต นำราทะเลมาเสริมอาหารเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ทำให้กุ้งกุลาดำที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริมมีปริมาณกรดโอเมก้าสูงกว่ากุ้งที่ไม่ได้อาหารเสริม นับเป็นนวัตกรรมการผลิตกุ้งพรีเมียมที่เรียกว่า กุ้งโอเมก้า สำหรับกลุ่มผู้บริโภคผู้รักสุขภาพ ซึ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัว โอเมก้า 3 และ 6 มีประโยชน์ต่อการพัฒนาเซลล์ประสาทและสมอง รวมทั้งป้องกันโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ปัจจุบันมีการผลิตกรดไขมันไม่อิ่มตัวในกลุ่มโอเมก้าในรูปอาหารเสริม เช่น ในน้ำมันตับปลา หรือน้ำมันที่สกัดมาจากเมล็ดพืช เช่น อีฟนิ่งพริมโรส เรฟซีด เป็นต้น รวมทั้งยังใช้เป็นอาหารเสริมในสัตว์ เช่น ปลาแซลมอน หรือไก่ไข่

นอกจากนี้ในพื้นที่จัดแสดงของ สท. ยังได้นำเสนอวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย ได้แก่
"เขาดินสอ: แหล่งดูนกอพยพระดับโลก" สวทช. สนับสนุนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีติดตามเหยี่ยวอพยพเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่เขาดินสอ จ.ชุมพร โดยติดเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมพลังแสงอาทิตย์ (Solar powered satellite tags) บนตัวเหยี่ยว 2 ชนิด ได้แก่ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน (Chinese Sparrowhawk) และเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น (Japanese Sparrowhawk) ซึ่งจะส่งเสริมการท่องเที่ยวติดตามนกอพยพในภูมิภาคอาเซียน และเป็นต้นแบบในการติดตามสัตว์ชนิดอื่นได้อีกทางหนึ่งด้วย

"ทะเลตรัง: แหล่งชมพะยูนและหญ้าทะเลหนึ่งเดียวในไทย" สวทช. สนับสนุนงานวิจัยใช้หุ่นยนต์อากาศยานขนาดเล็ก หรือโดรน ชนิด 6 ใบพัด และ 4 ใบพัด สำรวจและติดตามหญ้าทะเลและพะยูน จังหวัดตรัง พื้นที่อยู่อาศัยของพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดและฝูงสุดทายในประเทศไทย หนึ่งในสัตว์ป่าสงวนอันดับที่ 15 และขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์และผืนใหญ่ที่สุดของประเทศ
 
"รักษ์ทะเลไทย" ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรชีวภาพที่หลากหลายและสวยงาม แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเล ไม่ว่าจะเป็น การกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) ปะการังฟอกขาว และขยะในทะเล สวทช. ได้พัฒนา “ระบบเฝ้าระวังเพื่ออนุรักษ์ทะเลไทย” เป็นเครื่องมือติดตามการเปลี่ยนแปลงทางทะเลที่ทันสถานการณ์

นอกจากนี้ยังมีหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจและได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ได้แก่ ผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม, สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชเกษตรยุคใหม่, การเพิ่มมูลค่าผักอินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีการผลิตอาหารหมัก: กิมจิ, การผลิตสารชีวภัณฑ์อย่างมืออาชีพ, เทคโนโลยีการอบแห้งเพื่อรักษาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้ง

# # #