สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  มีเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) ของการเป็นแหล่งผลิตและตลาดการค้า “เมล็ดพันธุ์” ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งนอกจากจะต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเมล็ดพันธุ์ การปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆที่มีคุณสมบัติและความต้านทานโรคตรงตามความต้องการของตลาดโดยผ่านการวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการแสวงหาลู่ทางการค้าการลงทุนในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าเมล็ดพันธุ์ด้วย จากข้อมูลการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชของไทยจากสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ในปี 2554 ไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชกว่า 30 ชนิด ปริมาณรวมราว 24,693 ตัน มีมูลค่าสูงถึง 3,854 ล้านบาท จนถึงปี 2558 มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 31,108 ตัน มูลค่ากว่า 5,050 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ผักและเมล็ดพันธุ์พืชไร่ ซึ่งมีตลาดส่งออกหลักเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา เมียนมาร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว เวียดนาม จึงเห็นได้ว่าภูมิภาคอาเซียนนับเป็นตลาดการค้าที่สำคัญและยังมีโอกาสขยายโอกาสทางการค้าสินค้าเมล็ดพันธุ์ไทยได้อีกมาก

 

 

ทั้งนี้ เมื่อได้ศึกษาข้อมูลโอกาสทางการค้าของประเทศในภูมิภาคอาเซียนแล้ว พบว่า เมียนมาร์เป็นตลาดการค้าการส่งออกเมล็ดพันธุ์และสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพและมีขนาดใหญ่ เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นราว 56 ล้านคน มีที่ตั้งที่เหมาะสม โดยมีอาณาเขตติดกับจีน อินเดีย บังคลาเทศ ลาว และไทย ทำให้เมียนมาร์เป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชียใต้ ทำให้มีความได้เปรียบในการติดต่อทำการค้า การส่งออกและนำเข้า รวมทั้งการส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศต่างๆ เมียนมาร์ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร ธรรมชาติ เหมาะแก่การเป็นฐานการผลิตทั้งด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมให้กับประเทศไทยได้ สินค้าของไทยเป็นที่ชื่นชอบและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคและผู้นำเข้าจากทางเมียนมาร์อยู่แล้ว รวมทั้งเมียนมาร์ยังมีความต้องการนำเข้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอยู่เป็นจำนวนมากทั้งเรื่อง เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และเคมีการเกษตร เป็นต้น จึงเห็นได้ว่า เมียนมาร์เป็นตลาดการค้าการส่งออกเมล็ดพันธุ์และสินค้าเกษตรที่น่าสนใจของผู้ประกอบการไทยเป็นอย่างยิ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการค้าและการลงทุนในตลาดสินค้าของเมียนมาร์ก็มีอยู่หลายประการ เช่น การขาดสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานที่จะสนับสนุนการทำธุรกิจกับต่างประเทศ กฎระเบียบทางการค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย รวมทั้งการขาดข้อมูลการค้าการลงทุน และกฎระเบียบต่างๆที่เพียงพอและเป็นข้อเท็จจริงจึงทำให้เกิดปัญหาความไม่แน่ใจในการทำการค้าการลงทุน เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยยังเข้าไปทำการค้าการลงทุนกับเมียนมาร์ไม่มากนักแม้ว่าจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ

สวทช. โดยโปรแกรมเมล็ดพันธุ์ ได้นำบริษัทเมล็ดพันธุ์และหน่วยงานภาครัฐของไทย เดินทางไปศึกษาและดูงานที่ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ 13-17 มกราคม 2560 การเดินทางครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเดินทางทั้งหมด 22 คน จากภาคเอกชน 16 คน (จาก 12 บริษัท) ภาครัฐ 2 คน (2 หน่วยงาน) และ สวทช. 4 คน โดยมีวัตถุประสงค์ของการเข้าเดินทาง ดังนี้

  1. เผยแพร่เทคโนโลยีด้านชุดตรวจโรคพืชของ สวทช. ให้กับหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการ สมาคม ในกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าทางการเกษตร และเมล็ดพันธุ์เมียนมาร์
  2. พบผู้แทนหน่วยงานด้านการเกษตรของเมียนมาร์เพื่อศึกษากฏระเบียบการนำเข้า-ส่งออกสินค้าการเกษตร และ เมล็ดพันธุ์ของเมียนมาร์
  3. เยี่ยมสถานีวิจัยและพัฒนาการเกษตรในเขตการเพาะปลูกทางการเกษตรที่สำคัญของเมียนมาร์ รวมทั้ง ศึกษาความก้าวหน้าเทคโนโลยีด้านการปรับปรุงพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ของเมียนมาร์เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างความร่วมมือต่อไป
  4. พบปะและหารือโอกาสทางธุรกิจกับผู้ประกอบการ/สมาคม ในกลุ่มสินค้าทางการเกษตร และเมล็ดพันธุ์เมียนมาร์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านตลาดเมล็ดพันธุ์ และ ลักษณะของสินค้าที่ต้องการ 

สรุปการเดินทางเยี่ยมชมงาน

1. การเยี่ยมชมตลาดตี่ลี่มิงกาลาเซ เป็นตลาดขายส่งผัก ผลไม้ ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองย่างกุ้ง จากการสำรวจตลาดทำให้ทราบลักษณะผักและผลไม้ที่คนเมียนมาร์นิยมบริโภค โดยพบว่าชนิดของพืชผักไม่ค่อยมีความหลากหลาย แม้ว่าจะมีการขนส่งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมาจากหลากหลายพื้นที่ สาเหตุเนื่องมากจากผลิตทางการเกษตรที่บริโภคในเมียนมาร์ส่วนใหญ่จะเป็นพืชพื้นเมือง ซึ่งแต่ละพื้นที่จะปลูกพืชคล้ายกัน และส่วนผลผลิตทางการเกษตรอีกส่วนหนึ่งจะเป็นการปลูกเพื่อส่งไปขายในตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เป็นหลัก เมื่อผลิตแล้วจึงไม่ได้กลับเข้าสู่ตลาดในประเทศ รวมทั้งเมียนมาร์ยังไม่มีการพัฒนาเรื่องการวิจัยพัฒนา และปรับปรุงพันธุ์พืช และเมล็ดพันธุ์ของตนเองมากนัก จึงอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมียนมายังไม่มีความหลากหลายของพันธุ์พืชเท่าที่ควร

2. การเยี่ยมชมงานที่ Vegetables and Fruits Research and Development Centre (VFRDC) VFRDC เป็นศูนย์วิจัยเกษตรที่ดำเนินการวิจัยและถ่ายทอดความรู้พืชในกลุ่มผักและผลไม้ของเมืองย่างกุ้ง อยู่ภายใต้กรมวิชาการเกษตรของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นหน่วยงานหนึ่งในไม่กี่แห่งของเมียนมาร์ที่สามารถปรับปรุงพันธุ์พืชและผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรในเมียนมาร์นำไปใช้เพาะปลูกได้ เนื่องด้วยยังขาดแคลนทรัพยากรทั้งงบประมาณจากภาครัฐ และ บุคลากรทั้งที่เป็นนักวิจัยและนักปรับปรุงพันธุ์ นอกจากนี้มีการศึกษาวิจัยด้าน Post harvest รวมทั้งงานด้าน GAP โดยกลุ่มสารชีวภัณฑ์ที่ใช้มีเพียง 2 ชนิดคือ Trichoderma และ Mycorhizaทาง VFRDC มีความสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะมีความร่วมมือกับประเทศไทยในเชิงวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ในกับหน่วยงาน ทั้งนี้ บุคลากรที่ VFRDC ทั้งในระดับปฏิบัติการและผู้บริหารมีความเข้าใจสถานภาพความก้าวหน้าทางการวิจัยด้านการเกษตรของไทยเป็นอย่างดี เนื่องจากหลายๆ ท่านได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจากประเทศไทย และมีความชื่นชมในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเกษตรของไทยมาก

3. การประชุมหารือกับอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ผู้เข้าร่วมประชุมฝ่ายไทย ได้พบและหารือกับคุณ Kyaw Win ผู้บริหารของ Myanmar Agri Foods Co., Ltd. และเป็นอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรของเมียนมาร์คนล่าสุด โดยได้หารือเรื่องกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจด้านการเกษตรโดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาร์ โดยมีประเด็นสำคัญจากการประชุมดังนี้

ประเทศไทยและเมียนมาร์มีความร่วมมือทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจยังมีน้อย โดยเมียนมาร์ต้องการทำความร่วมมือกับไทยในหลายด้าน หากทางฝ่ายไทยสนใจที่จะผลักดันความร่วมมือกับทางเมียนมาร์ ควรมีการหารือร่วมกันในระดับนโยบาย และการมีเอกสารความร่วมมือที่เป็นทางการรองรับน่าจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมความร่วมมือของสองฝ่ายเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น แต่ที่ผ่านมา ภายหลังจบการแลกเปลี่ยนการเยือน การหารือกันแล้วก็ไม่ค่อยได้เกิดกิจกรรมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างกันมากนัก

ความร่วมมือของภาคธุรกิจ ทางฝ่ายเมียนมาร์ได้ให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการไทย ดังนี้

  • ปัจจุบันพม่าเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการที่เป็นต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในเมียนมาร์ได้ แต่จะต้องจดทะเบียนบริษัทในเมียนมาร์ (company registration) ซึ่งบริษัทต่างชาติสามารถมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทได้สูงสุดถึง 90% และมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นคนเมียนมาร์ 10%
  • การนำเข้าสินค้าประเภทเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และ สารเคมีเพื่อการเกษตรจากต่างประเทศเข้ามาในเมียนมาร์ บริษัทผู้ประกอบการจะต้องจดทะเบียนเพื่อให้สามารถขอใบอนุญาตนำเข้าได้ (import license registration)
  • การทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ในเมียนมาร์ นอกจากการจดทะเบียนบริษัทแล้ว จะต้องมีการดำเนินการเรื่อง field trial เมล็ดพันธุ์ชนิดนั้นๆก่อนตามพื้นที่ที่กำหนด (แล้วแต่ชนิดพืช ซึ่งแต่ละพืชอาจจะใช้พื้นที่ field trial ไม่เหมือนกัน) อย่างน้อยสามพื้นที่ ในระยะเวลาสองปี เมื่อได้ผล field trial ที่ผ่านตามมาตรฐานแล้ว จึงสามารถไปขออนุญาตนำเข้าเมล็ดพันธุ์มาเพื่อการค้าได้ ทั้งนี้ ตามจำนวนที่ไปขอนุญาตไว้ (การขอนำเข้าไม่มีการจำกัดชนิดพืชและจำนวนการนำเข้า แต่แจ้งขอนำเข้าไว้ในพืชชนิดใดและปริมาณเท่าใด ก็ต้องนำเข้าตามจำนวนที่แจ้ง)
  • การขึ้นทะเบียนนำเข้าเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้า 1 ครั้ง จะครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี และระหว่างระยะเวลา 10 ปี ทางหน่วยงานราชการ (กรมวิชาการเกษตรของเมียนมาร์) จะเข้ามาสุ่มตรวจสอบเป็นระยะๆ หากการตรวจสอบไม่ผ่านตามมาตรฐานที่ทางการระบุไว้ ใบอนุญาตนั้นจะถูกเพิกถอน
  • การนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศมาที่เมียนมาร์ แบ่งออกเป็นสองประเภท
    • การนำเข้าเพื่อทดสอบตลาด --> ผู้นำเข้าสามารถนำเมล็ดพันธุ์ (รวมทั้ง ปุ๋ย และ สารเคมี) เข้ามาให้เกษตรกรของเมียนมาร์ทดสอบปลูกได้เลย โดยมักเป็นการนำสินค้ามาให้ทดลองใช้โดยไม่เก็บเงิน เพื่อดูผลตอบรับของสินค้าที่นำเข้ามาว่าตลาดมีการตอบรับอย่างไร หากมีการตอบรับดี ผู้นำเข้าจึงค่อยดำเนินการขึ้นทะเบียนนำเข้าเพื่อการค้าต่อไป
    • การนำเข้าเพื่อการค้า --> ต้องดำเนินการตามกระบวนการดังนี้ Field trial --> Registration --> Import license application --> Phytosanitary certificate application (กระบวนการตั้งแต่ registration ถึง import license application จะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน)

­           เมียนมาร์ไม่มีบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่เป็นของคนเมียนมาร์เอง ดังนั้น จึงต้องนำเข้าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมี จากต่างประเทศ เพราะเมียนมาร์ยังไม่มีการพัฒนาในเรื่องการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ หน่วยงานที่สามารถพัฒนาพันธุ์พืชและผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้แก่เกษตรกรจะมีเพียงหน่วยงานภาครัฐบางแห่ง ได้แก่ VFRDC ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจำนวนการผลิตยังมีน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และใช้ระยะเวลานานในการพัฒนาพันธุ์ ทั้งนี้ พบว่าเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้ามาในเมียนมาร์ส่วนใหญ่มาจากประเทศไต้หวัน รองลงมาคือจีนและญี่ปุ่น และพบเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ส่วนใหญ่มากจาก บ.know you บ.East west Seed บ.เจียไต๋ จำกัด

­           ภูมิภาคมัณฑะเลย์ เหมาะสำหรับการปลูกพืช โดยพืชที่ปลูกส่วนใหญ่ ได้แก่ พริก มะเขือเทศ กลุ่มแตง หอมใหญ่

­           ความท้าทายของเมียนมาร์ในปัจจุบันนอกจากการขาดแคลนบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของตนเอง ยังมีประเด็นเรื่องของการขาดบุคลากรที่เป็นนักปรับปรุงพันธุ์อย่างมากด้วย ซึ่งในประเด็นนี้อยากให้ฝ่ายไทย (สวทช.) ได้พิจารณาการทำความร่วมมือกับหน่วยงานราชการในเมียนมาร์ (กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรของเมียนมาร์) ในเรื่องของการพัฒนากำลังคน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากไทยมาสู่เมียนมาร์ ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมอไปสู่การค้าและการลงทุนในอนาคตได้เป็นอย่างดี

 

4. การเยี่ยมชมตลาดผักสด พืชไร่ และตลาดเมล็ดพันธุ์ของเมืองอองบัน รัฐฉาน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง (อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณสี่พันฟุต) และมีอากาศเย็น เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชพันธุ์เมืองหนาวหลายชนิดทั้งพืชผัก ผลไม้ และดอกไม้

5. เยี่ยมชมงานที่ฟาร์มของบริษัท Big M Group Service เป็นบริษัทของผู้ลงทุนจากประเทศไทยที่เข้าไปทำธุรกิจการเกษตรในหลายเขตของเมียนมาร์มากว่ายี่สิบปีแล้ว โดยฟาร์มของบริษัท Big M Group Service ที่ตั้งอยู่ในเมืองอองบัน ทำการผลิตพืชในหลายชนิด เช่น สตอร์เบอร์รี่ และ ราสเบอร์รี่ (นำพันธุ์มาจากสวีเดน) ผักสลัดและสมุนไพร เพื่อส่งออกไปยังลูกค้าในต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และไทย เป็นต้น

 

6. เยี่ยมชมแปลงปลูกพืชผักลอยน้ำบริเวณทะเลสาปอินเล โดยพืชผักที่ปลูก ได้แก่ มะเขือเทศ แตงกวา แตงร้าน ฟัก แฟง โดยมีชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณทะเลสาปอินเลได้ทำการเกษตรบนน้ำมากว่าร้อยปีแล้ว แปลงปลูกจะทำจากพืชน้ำที่มีแกนกลางลักษณะคล้ายโฟมช่วยพยุงให้ลอยน้ำได้ดีมาทำเป็นแพ นำมาต่อกันและตัดแต่งตัดแต่งให้มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ๆจะใช้ทำแปลงผัก หลังจากนั้นจะทับด้วยดินและสาหร่ายเป็นชั้นๆ แล้วยึดไว้ด้วยไม้ไผ่ลำยาว ซึ่งจะเป็นค้างให้พืชเกาะยึดขึ้นไปได้ด้วย ซึ่งทะเลสาบอินเลถือเป็นแหล่งผลิตมะเขือเทศที่สำคัญของประเทศแห่งหนึ่ง นอกจากทะเลสาบอินเลจะยังคงเป็นแหล่งเพาะปลูกการเกษตรที่สำคัญของประเทศ ยังได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่ได้รับความสนใจมาก รวมทั้งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมงานหัตถกรรมของคนในชุมชน เช่น การทอผ้าไหมจากไยบัว และการทอผ้าฝ้ายพื้นเมือง เป็นต้น

7. การประชุมหารือกับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล่อนและแตงโมของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์กลุ่มคณะผู้เดินทางจากไทยได้ประชุมหารือร่วมกับประธานกลุ่มฯ และกลุ่มเกษตรกรจาก 3 ภูมิภาคที่เพาะปลูกเมล่อนและแตงโมมากที่สุด ได้แก่ ภูมิภาคสะกาย ภูมิภาคมัณฑะเลย์ และภูมิภาคย่างกุ้ง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาดและหารือความร่วมมือ โดยมีประเด็นสำคัญจากการประชุมดังนี้

­           ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกส่วนใหญ่จะทำการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นหลัก โดยเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์จากจีนมาเพื่อผลิตผลสด ทั้งนี้ พบว่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมานั้นมีปัญหาโดยพบเมล็ดมีการปลอมปน โดยเมื่อปลูกแล้วไม่ได้ลักษณะตามที่แจ้งไว้หน้าซอง ซึ่งอาจมากถึง 1 ใน 3 ของเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมา  และพบโรคที่ติดมากับเมล็ด เช่น โรคผลเน่า (fruit blotch) โดยมีการระบาดรุนแรงในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูปลูกที่เป็นหน้าฝนของเมียนมาร์

­           ตัวแทนกลุ่มเกษตกรฯ เมียนมาร์ มีความสนใจที่จะทดลองใช้เมล็ดพันธุ์จากไทยมาปลูกทดสอบในพื้นที่ของตนเอง โดยแจ้งว่าหากบริษัทเมล็ดพันธุ์จากไทยมีพันธุ์ดีที่ตรงกับความต้องการของตลาดจีน เกษตรกรยินดีให้ใช้พื้นที่ในการทดสอบปลูกและจะทำตลาดให้ด้วย โดยลักษณะผลผลิตในกลุ่มแตงโม และ เมล่อนที่เป็นความต้องการของตลาดประเทศจีน มีดังนี้ แตงโม ต้องมี เปลือกแช็งและลูกใหญ่ ส่วน เมล่อน ลูกกลม ต้องมีเปลือกนอกมีสีทองเข้ม (ไม่ชอบสีเหลืองอ่อน) ผิวเกลี้ยงและเนียน น้ำหนักประมาณ 1.5 - 2.5 กิโลกรัม เนื้อกรอบ

­           การปลูกเมล่อนในพม่านั้นจะนิยมปลูกในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม  ส่วนเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์นั้น จะมีปัญหาลูกแตก เนื่องจากอากาศกลางวันร้อน และกลางคืนหนาวจัด

­           สวทช. ได้สาธิตวิธีการใช้ชุดตรวจสำเร็จรูปสำหรับตรวจหาเชื้อก่อโรคในพืชตระกูลแตง 3 เชื้อได้พร้อมกันในคราวเดียว ได้แก่ เชื้อ Watermelon mosaic virus-2 (WMV-2) เชื้อไวรัสในกลุ่ม Potyvirus และเชื้อ Acidovorax avenae subsp. citrulli (Aac) ให้แก่กลุ่มเกษตรกร โดยได้รับความสนใจและมีความต้องการที่จะนำไปใช้ในแปลงปลูกของตน เนื่องจากเกษตรกรไม่มีความรู้เรื่องโรคมากนัก โดยได้ความรู้เรื่องโรคพืชจากบริษัทปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชเท่านั้น ดังนั้น เกษตรกรสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องโรคพืชและการป้องกันกำจัดที่ถูกวิธีจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ สวทช. ได้มอบชุดตรวจฯ ให้แก่ ประธานกลุ่มเกษตรกรฯ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้เกษตรกรภายในกลุ่มได้ทดลองใช้ต่อไป

­           ภูมิภาคสะกาย มีพื้นที่เพาะปลูกเมล่อนและแตงโมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ คิดเป็นพื้นที่ 15,000 เอเคอร์ พื้นที่ 1 เอเคอร์ใช้เมล็ดพันธุ์เมล่อน 30 ซอง (300 เมล็ดต่อซอง) ราคาซองละ 155 หยวน โดยซื้อเมล็ดพันธุ์เมล่อนของจีน ชื่อพันธุ์ ชุยซิน ทั้งนี้ มีสายพันธุ์เมล่อนอื่นๆ ที่เกษตรกรซื้อและปลูกเอง ได้แก่ พันธุ์ฮามิกัว เบอร์ 13, 17 เมล็ดพันธุ์ฮามิกัว 3,000 เมล็ด ราคา 40,000 จ๊าด/1,042 บาท และพันธุ์ร๊อคเก็ต เบอร์ 434 ของ บ.Know you เกษตรกรขายผลสดราคา 4-5 หยวน/กิโลกรัม

­           เกษตกรเมียนมาร์เคยใช้พันธุ์แตงโมของ บ.know you พันธุ์ 164 (ใช้มา 6 ปี) ต่อมาเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ 001 ของจีน ต่อมา บ.know you ได้ส่งพันธุ์ 3855 (เปลือกแข็ง ลูกใหญ่ ยาว) มาให้เกษตรกรปลูก แต่พันธุ์นี้มีโรคติดมากับเมล็ดทำให้เกษตรกรเสียหายมากโดยบริษัทไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือ เมล็ดพันธุ์แตงโม 20 กรัม (400-500 เมล็ด) ราคา 16,800 จ๊าด (ประมาณ 425 บาท)

­           พม่าส่งออกแตงโมไปยังตลาดจีน 6 แสนตันต่อปี คณะผู้เดินทางฝ่ายไทยได้เดินทางไปเยี่ยมชมแปลงปลูกเมล่อนขนาด 12,000 เอเคอร์ ณ มิ้นกอง วิลเลจ เมืองชองอู ภูมิภาคสะกาย โดยที่แห่งนี้จะมีน้ำท่วมในเดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน และจะเริ่มปลูกในเดือนตุลาคมได้ให้เกษตกรผู้ปลูกเมล่อนได้ทดลองใช้ชุดตรวจสำเร็จรูปสำหรับตรวจหาเชื้อก่อโรคในพืชตระกูลแตง 3 เชื้อได้พร้อมกันในคราวเดียว โดยเกษตรกรมีความต้องการที่จะซื้อชุดตรวจฯ เนื่องจากใช้งานได้สะดวกและง่ายในการตรวจโรคที่แปลง โดยมีผู้ประกอบการไทย ประสงค์จะขอเป็นตัวแทนจำหน่ายชุดตรวจของ BIOTEC สำหรับตลาดเมียนมาร์ด้วยเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงต้องการเรียนรู้เทคโนโลยีในการอบแห้งจากไทย 

 

แผนการดำเนินงานต่อไป

           นัดประชุมหารือกับอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเมียนมาร์ เพื่อเจรจราหารือความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาร์ในการวิจัยร่วม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร การพัฒนาบุคลากร และการปลูกทดสอบพันธุ์พืช เป็นต้น โดยมีเป้าหมายในการทำ MOU ระหว่าง สวทช กับ DOA ของพม่า

           จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเมล่อนและแตงโมของเมียนมาร์ในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช โดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทย

           สำเนาหนังสือกฎระเบียบการนำเข้าและค้าขายเมล็ดพันธุ์ในประเทศพม่าและส่งให้ผู้เข้าร่วมเดินทางทุกคน

           ทดสอบเมล็ดพันธุ์เมล่อนและแตงโมของไทยในแปลงเกษตกรเมียนมาร์ และนำเมล็ดพันธุ์เมล่อนและแตงโมที่เกษตรกรเมียนมาร์ปลูกอยู่ไปทดสอบที่แปลงปลูกในประเทศไทย เพื่อดูลักษณะพันธุ์และเปรียบเทียบ

 

 

บันทึกการเดินทางโดย

นางสาวกัญจนา ดำรงค์ไชย นางสาวศศิวิมล บุญอนันต์ ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา และ นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์