“คนรุ่นใหม่” กับ “การทำเกษตร” คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เสียแล้ว ด้วยระดับการศึกษาและการเปิดรับเทคโนโลยี ทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่มีแนวคิดและแนวทางการทำเกษตรบนพื้นฐานความรู้วิชาการ และปรับประยุกต์ตามบริบทของตนเอง สร้างรูปแบบการทำเกษตรเฉพาะตน

“ปลิว” หรือ พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์ เจ้าของฟาร์ม “แก้วพะเนาว์” ต.นาภู อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม อีกหนึ่งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีแนวทางการทำเกษตรบนพื้นฐานหลักวิชาด้านเกษตรที่ร่ำเรียนมา บวกกับประสบการณ์ที่เรียนรู้จากประเทศอิสราเอล หลอมหลวมให้เขานำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้พลิกผืนดินแห้งแล้งบ้านเกิดกลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่สร้างรายได้ และกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรที่ขึ้นชื่อของจังหวัดมหาสารคาม ไม่เพียงปรับเปลี่ยนพื้นที่ตัวเอง แต่เขาได้ขยายความรู้และสร้างเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจ 6 กลุ่มใน 6 หมู่บ้านของตำบลนาภู และกำลังขยับไปสู่การจัดตั้งเป็น “สหกรณ์”  

ความตั้งใจแรกที่กลับมาทำเกษตรบนพื้นที่ 7 ไร่ของครอบครัว “ปลิว” ต้องการทำให้เหมือนรูปแบบบริษัท จัดระบบการเพาะปลูกให้ครบวงจรในพื้นที่ ด้วยคิดว่าตัวเองทำได้

"กลับมาทำที่บ้านก็ต้องทำของตนเองก่อน คนที่กลับมาแล้วทำให้ชุมชนได้เลย อันนั้นเขามีทุน ตอนที่เริ่มทำ คิดว่าจะบริหารตัวเองได้ แต่ปรากฏว่าเรารับความเสี่ยงคนเดียว เราดูแลไม่ไหว ต้องจ้างคน แล้วก็มาคิดว่าถ้าจะทำเป็นธุรกิจ ต้องมีวัตถุดิบ ซึ่งเราทำเองทั้งหมดไม่ได้”

และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ “ปลิว” เข้าไปเกี่ยวข้องกับ “ชุมชน” โดยเริ่มจากชุมชนหมู่ 17 ที่ติดกับพื้นที่ของเขา ปลิวเข้าไปชักชวนให้ปลูกผัก โดยให้ความรู้ทุกขั้นตอนการผลิต วางปฏิทินการเพาะปลูก กำหนดปริมาณผลผลิตที่ต้องการ จนเกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจปลูกผักอินทรีย์หมู่ 17 มีพื้นที่ปลูกผักรวม 10 ไร่ ซึ่งรูปแบบนี้เป็นการแบ่งโควต้าการผลิตให้เกษตรกรแล้วนำผลผลิตที่ได้มารวมกัน โดย “ปลิว” เป็นผู้เชื่อมโยงตลาด

กลุ่มวิสาหกิจปลูกผักอินทรีย์หมู่ 17 เกิดขึ้นหลังจากที่ “ปลิว” กลับมาทำเกษตรได้ 3 ปี ปัจจุบันเขาได้ส่งเสริมให้เกิดกลุ่มวิสาหกิจในตำบลนาภูอีก 5 แห่ง ประกอบด้วย กลุ่มปลูกผักหมู่ 8 กลุ่มเลี้ยงโค-กระบือ กลุ่มธนาคารใบไม้ กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ และกลุ่มหมู่บ้านทฤษฎีใหม่ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นจากที่ชุมชนเข้ามาขอคำแนะนำจากเขา

“ชาวบ้านเข้ามาหาเพื่อให้ไปช่วยส่งเสริม จะพูดคุยกับชุมชนและดูบริบทของพื้นที่ แต่ละชุมชนมีสภาพพื้นที่และปัญหาต่างกัน อย่างกลุ่มเลี้ยงโคและกระบือ เป็นพื้นที่ดอนดินเค็ม ต้นกล้วยยังไม่อยากจะโต เขาเลี้ยงโคกันอยู่แล้ว แต่ต่างคนต่างเลี้ยง หลังจากคุยกันก็เกิดการรวมกลุ่มที่ชัดเจน มีการจัดอบรมให้ความรู้ทั้งวิธีการเลี้ยง พันธุ์หญ้าที่ใช้เป็นอาหาร จากเดิมที่ขายแต่มูลวัว เดี๋ยวนี้ก็ปลูกหญ้าแพงโกล่าซึ่งมีโปรตีนสูงขายด้วย”

จากจุดเริ่มความคิดที่จะทำเกษตรในรูปแบบบริษัทในพื้นที่ของตนเอง ขยับสู่งานส่งเสริมชุมชนให้เกิดการรวมกลุ่ม ภารกิจ “ส่งเสริมชุมชน” ที่ไม่ได้เป็นหมุดหมายของการกลับมาทำเกษตร แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ปลิว” ไปแล้ว และกลายเป็นจิ๊กซอว์สู่การสร้างสหกรณ์ของตำบล

“ความคิดนี้เกิดขึ้นหลังจากส่งเสริมชุมชนแรกและได้รู้จักคุณค่าของการส่งเสริม คนที่ได้สิ่งที่เราให้ เขามีความสุข เราก็มีความสุขกับเขา”

การเกิดขึ้นของกลุ่มวิสาหกิจทั้ง 6 กลุ่มที่ “ปลิว” เข้าไปเป็นที่ปรึกษา เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ “ปลิว” มองว่าจะนำไปสู่การจัดตั้งเป็น “สหกรณ์” จิ๊กซอว์แต่ละตัวเป็นต้นทางของวัตถุดิบในการปลูกผักทั้งเมล็ดพันธุ์ ขี้วัว หรือปุ๋ย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากแต่ละกลุ่มจะถูกส่งเข้าสหกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงตลาด

“การเป็นสหกรณ์มีคณะกรรมการบริหาร มีการตรวจสอบ มีความน่าเชื่อถือ ชุมชนมีส่วนร่วม คณะกรรมการได้รับค่าตอบแทน แต่หากเป็นกลุ่มวิสาหกิจ กรรมการไม่มีค่าตอบแทน คนทำก็ท้อ สุดท้ายก็ล้ม”

ทุกวันนี้ “ปลิว” ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แต่ละกลุ่ม เข้าไปช่วยคิด ให้ความรู้และแนะนำแนวทางให้กลุ่ม

“มาทำแบบนี้เหมือนจิตอาสา ไม่ได้อะไร แต่ได้ความสุข เป็นภาระมั้ย ถ้าว่างก็ไม่เป็นนะ อยากเห็นชุมชนทั้งหมดที่เราช่วยไปต่อได้ ก็เกิดความคิดแปลกๆ ว่า ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะทำ ทำไปเถอะ เดี๋ยวก็ไม่อยู่แล้ว"

# # #

 

“เขาเป็นครูของผม”  นายสันต์ ปุริมาโน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 หลังจากได้รับงบพัฒนาให้เป็น “หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง” ผู้ใหญ่เข้าไปขอให้ “ปลิว” มาช่วยส่งเสริมที่หมู่ 8 ให้ขับเคลื่อนได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

“เราเห็นหมู่ 17 ทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งดีต่อสุขภาพและตลาดก็ไปได้ แนวทางของเราจะเน้นให้ปลูกเพื่อกินก่อน ใครอยากกินอะไรให้ปลูก เหลือแล้วถึงขาย กลางปี 2559 ปลิวมาเป็นวิทยากรให้ความรู้ พาชุมชนทำ เริ่มจากคนที่สมัครใจมาทำเกษตรอินทรีย์ 20 คน ตอนนี้มีสมาชิก 40 คน”

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจปลูกผักอินทรีย์หมู่ 8 ใช้พื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านขนาด 10 ไร่ เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชผักและทำเกษตรผสมผสาน สมาชิกมีแปลงปลูกของตนเองเพื่อผลิตกินเองในครัวเรือน ขายในหมู่บ้าน และส่งให้ “ปลิว” โดยมีสมาชิกในกลุ่มเป็นคนประสานรับปริมาณสั่งซื้อ

“ภูมิใจที่หมู่บ้านเราทำได้แบบนี้ แต่ก่อนต่างคนต่างทำ เดี๋ยวนี้เกิดความสามัคคี ช่วยเหลือกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และยังมีรายได้ดี สุขภาพดี ได้กินผักปลอดภัย”

เช่นเดียวกับ “นางชลลดา ลอยสุวรรณ” สมาชิกของกลุ่มฯ ที่บอกว่า การมีแปลงปลูกผักอินทรีย์แบบนี้ ได้กินผักที่ปลอดภัย ได้ออกกำลังกาย และยังได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับคนอื่น

“เข้าร่วมกลุ่มตั้งแต่เปิดรับสมัคร เพราะคิดว่าดี ไม่ต้องใช้สารเคมี มาอบรมเรียนรู้ตั้งแต่เตรียมดิน เพาะกล้า ผักที่ปลูกมีทั้งไว้กินเองและส่งตามออเดอร์ด้วย เช่น ต้นหอม ผักบุ้ง หอมแดง หอมเขียว สลัด ขึ้นฉ่าย กุยช่าย หอมแดง รายได้จากปลูกผักกลายเป็นรายได้หลักไปแล้ว ทำนาก็ได้ครั้งเดียว แต่ปลูกผักได้ทุกวัน ถึงไม่ได้ส่งตามออเดอร์ เราก็ขายเองในหมู่บ้าน วันละ 100-200 ก็ได้อยู่”

 

นายอมรินทร์ ศรีสุข ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 15 ผู้นำที่มีใจพัฒนา คิดหาทางเปลี่ยนใบไม้ที่ร่วงหล่นเกลื่อนกลาดให้มีมูลค่าได้อย่างไร เขาเข้าไปพูดคุยและได้หลักการทำ “ปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง สูตรวิศวกรรมแม่โจ้” จาก “ปลิว” นำมาแปรเปลี่ยนใบไม้ไร้ค่าเป็น “วัสดุปรุงดิน” กิโลกรัมละ 5 บาท เกิดการรวมกลุ่มธนาคารใบไม้ หรือ "วิสาหกิจชุมชนใบไม้แห้งบ้านเหลาเม็ก" มีสมาชิก 25 คน

“ตอนแรกไม่มีคนเชื่อ เราก็ทำให้ชาวบ้านเห็นก่อน รวบรวมใบไม้ รับซื้อใบไม้กิโลกรัมละ 2 บาท ได้มูลวัวมาฟรี เอามาขึ้นกองปุ๋ย ทำอยู่คนเดียว ได้มา 1 ตัน ขายให้ฟาร์มปลิว 5,000 บาท ชาวบ้านตกใจ ได้เงินขนาดนี้ เขาก็เริ่มสนใจและเข้ามารวมกลุ่ม”

กิจกรรมของ "วิสาหกิจชุมชนใบไม้แห้งบ้านเหลาเม็ก" ใช่เพียงแค่ผลิตใบไม้ให้เป็นปุ๋ย หรือมีผลิตภัณฑ์ดินปลูกของตัวเองเท่านั้น หากที่นี่ยังจะกลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้การผลิตปุ๋ยจากใบไม้” มีกองปุ๋ยและค่าวิเคราะห์ปุ๋ยจากใบไม้ชนิดต่างๆ จากในชุมชน พร้อมเป็นแหล่งศึกษาดูงานอีกแห่งหนึ่งของตำบล

“เราเห็นความสำเร็จของเขาและเขาไม่ได้ขี้โม้ เขาทำให้เห็นว่าเขาดึงชาวบ้านได้ เขาก็เหมือนครูคนหนึ่ง ไม่มีใครที่จะบอกสูตรให้หมดแบบนี้” ผู้ใหญ่อมรินทร์ กล่าว

------------------------

ฟาร์มแก้วพะเนาว์ บ้านหนองบัว ต.นาภู อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม
โทรศัพท์ 061 3390734
facebook: แก้วพะเนาว์ Organic Farm