การ ประชุมวิชาการ “การ บริหารจัดการความ หลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 1

ขอเชิญเข้าร่วม การ ประชุมวิชาการ “การ บริหารจัดการความ หลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 1
วันที่ 12 – 14 ตุลาคม 2554 ณ ศูนย ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จ.ปทุมธานี

จากการจัดตั้งโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย หรือ โครงการ BRT
ในปี พ.ศ. 2539 โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้การวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเกิดองค์ความรู้ใหม่ในหลายสาขา มีการขยายเครือข่ายนักวิจัยในสาขาวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

โครงการ BRT ได้จัดการประชุมวิชาการเป็นประจำทุกปี เพื่อรวบรวมและจัดแสดงความก้าวหน้าทางวิชาการ และสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในปีนี้ การจัดประชุมได้ครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ประกอบกับโครงการ BRT ได้ปรับรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ เน้นการมีส่วนร่วมจากนักวิจัย นักวิชาการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชนท้องถิ่น เพื่อร่วมกันบริหารจัดการความรู้ให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟู นำความรู้ไปใกล้ชิดชุมชนท้องถิ่น สร้างคุณภาพชีวิตและระบบนิเวศที่มีคุณภาพ จึงได้ปรับการประชุมให้มีกลุ่มเป้าหมายกว้างกว่าเดิม โดยประสานเชื่อมโยงไปยังกลุ่มนักวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อให้มีส่วนร่วมในการนำเสนอผลงานทางวิชาการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น การประชุมวิชาการโครงการ BRT ในปีนี้ จึงได้เปลี่ยนชื่อการประชุมเป็นการประชุมวิชาการ “การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “วิจัยทรัพยากรชีวภาพ เพื่อพัฒนาชุมชนและระบบนิเวศ” โดยความร่วมมือระหว่างศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และคลัสเตอร์ทรัพยากร ชุมชนชนบท และผู้ด้อยโอกาส สวทช. เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัย นักวิชาการ และนักศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ได้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป

วัตถุประสงค์
เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในระหว่างนักวิจัย นักวิชาการ
ชุมชนและผู้ใช้ประโยชน์

เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน

วันที่จัดประชุม: 12 – 14 ตุลาคม 2554
สถานที่: ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
รูปแบบของการประชุม: - การบรรยายพิเศษ
- การเสวนา
- การนำเสนอผลงานวิชาการภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์ ในหัวข้อต่างๆ อาทิ
การเพาะเลี้ยงสัตว์ท้องถิ่นเพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
การฟื้นฟูป่า พื้นที่เสื่อมโทรม ราที่ก่อให้เกิดโรค แนวทางการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี
ีีเป็นต้น
- การแสดงนิทรรศการ ในหัวข้อเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทาง
ชีวภาพ อาทิ ราแมลง คืนชีวิตให้ซากสัตว์ เป็นต้น การนำเสนอผลงานของหน่วยงานรัฐ
สถาบันการศึกษาและภาคเอกชนเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ
- การสาธิตการสตัฟสัตว์ การวาดรูปราจากกล้อง การเก็บรักษา
สายพันธุ์ราแบบถาวร เป็นต้น
- การออกร้านแสดงผลิตภัณฑ์จากชุมชน อาทิ น้ำผึ้งจากชันโรง เป็นต้น

กำหนดการสำคัญ:

ลงทะเบียนในอัตราพิเศษ วันที่ 20 มิถุนายน – 15 กันยายน 2554
เสนอผลงานวิชาการ วันที่ 20 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2554
ประกาศผลการพิจารณา วันที่ 7 กันยายน 2554
ส่งบทคัดย่อฉบับแก้ไข (ถ้ามี) วันที่ 12 กันยายน 2554
ลงทะเบียนในอัตราปกติ วันที่ 16 – 30 กันยายน 2554
วันประชุม วันที่ 12 – 14 ตุลาคม 2554

โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ

เรื่อง การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์

ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ณ.มูลนิธิพัฒนาอีสาน จังหวัดสุรินทร์

********************************************************

หลักการและเหตุผล

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้เปรียบเทียบสมรรถนะของประเทศไทยกับนานาชาติ โดยใช้ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการ หรือ International Institute for Management Development (IMD) ในปี 2552 โดยจัดอันดับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวม 57 ประเทศ โดยนำเสนอทั้งหมด 329 ตัวชี้วัด นำมาจัดอันดับภาพรวมเพียง 245 ตัวชี้วัด โดยได้ข้อมูลจาก 2 ทาง คือ (1) ข้อมูลทุติยภูมิ และ (2) ข้อมูลจากการสำรวจ นำเสนอเปรียบเทียบองค์ประกอบ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ผลประกอบการของเศรษฐกิจ
(2) ประสิทธิภาพของรัฐ (3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และ (4) โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีการศึกษาเป็นหนึ่งในปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผลจากการเปรียบเทียบ พบว่าภาพรวมความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติของประเทศไทย ได้อันดับที่ 26 และหากเปรียบเทียบสมรรถนะในแต่ละองค์ประกอบหลัก โดยเน้นไปที่ “สมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งพิจารณาจาก 5 ปัจจัยย่อย ได้แก่ (1) โครงสร้างและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (2) โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (3) โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ (4) สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และ(5)ด้านการศึกษา พบว่า ความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานในทุกกลุ่มยังด้อย โดยภาพรวมอยู่ในอันดับ 42  ในปัจจัยด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อยู่อันดับ 50 โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ อันดับ 40 และด้านการศึกษา อันดับ 47 มีเพียงกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ที่อยู่อันดับ 36

สำหรับสมรรถนะโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ พบว่าไทยมีจุดเด่นอยู่ที่สัดส่วนบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ต่อจำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีทั้งหมด สูงกว่าประเทศอื่นๆ โดยสูงถึงร้อยละ 68.9 โดย IMD จัดให้อยู่อันดับที่ 1 ในทางตรงข้ามจุดอ่อนอยู่ที่บุคลากรด้านวิจัยและพัฒนายังน้อยมาก คือ 1 คน ต่อประชากร 1 หมื่นคน อยู่อันดับ 47 งบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาต่อหัวน้อยมากเพียง 7.6 ดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 52 บทความด้านวิทยาศาสตร์ที่เผยแพร่ในระดับสากลของไทยยังน้อย 1,249 เล่ม ในปี พ.ศ.2548 อันดับที่ 39 และจากผลสำรวจของ IMD ยังพบว่า การสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนของประเทศไทย ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยอยู่อันดับ 32 และหากพิจารณาจาก “ความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทย” แล้ว จะพบว่าภาพรวมสมรรถนะด้านการศึกษาในปี 2552 ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับ 47 จากทั้งหมด 57 ประเทศ หล่นลงมาจากปี 2551 ถึง 4 อันดับ  ซึ่งสรุปได้ว่าสมรรถนะการศึกษาไทยยังอยู่ในระดับไม่เป็นที่น่าพอใจ และยังล้าหลังกว่าหลายประเทศ ทั้งด้านโอกาส คุณภาพ และประสิทธิภาพการจัดการศึกษา

ดังนั้นหากต้องการให้เด็กไทยทั่วทั้งประเทศ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น จำเป็นต้องเร่งยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาไทยให้สูงขึ้นในทุกๆ ด้าน เพื่อให้เทียบเคียงกับนานาอารยประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก แนวทางหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ควรจะมีการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมในการศึกษา ค้นคว้า และลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ เพื่อค้นพบข้อความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อันประกอบด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเป็นผู้มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แล้วเสนอผลการศึกษาในรูปแบบของการเขียนโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมีครู อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษาตามบทบาท  นอกจากนั้นการเรียนรู้แบบโครงงานยังถือว่าเป็นการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาอันนำไปสู่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แสวงหาข้อมูล และแนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งวิธีการเรียนรู้วิธีนี้ สามารถจูงใจให้เด็กมีความสนใจและเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ และก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพของครู และอาจารย์ ให้มีความรู้และทักษะกระบวนการที่ดี สามารถการบูรณาการการเรียนการสอนให้เข้ากับชีวิตประจำวัน ทำให้บรรยากาศของเรียนรู้ของเด็กมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น ดังนั้น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กิจกรรมพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STKC) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมูลนิธิพัฒนาอีสาน จึงได้ร่วมมือกันจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์ ให้กับครู อาจารย์ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และโรงเรียนในสังกัดหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ขึ้น

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเพิ่มศักยภาพของการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนผ่านโครงงานวิทยาศาสตร์ ให้กับครู และอาจารย์ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์

2. เพื่อพัฒนากลุ่มครูให้สามารถนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ และนำไปบูรณาการกับชีวิตประจำวันได้

3. เพื่อให้ครู อาจารย์ได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น มาบูรณาการการเรียนการสอนด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์

กลุ่มเป้าหมาย (จำนวน 40 คน)

ครู และอาจารย์ ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และในพื้นที่หมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 40 คน

เป้าหมายของโครงการ

1. ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้และเทคนิคไปใช้ในการพัฒนาโครงงานวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

2. ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้และเทคนิคที่ได้ไปประยุกต์ใช้ มีการบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน  และทำให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์

3. ผู้เข้าร่วมอบรมมีความตระหนักถึงความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์

วิทยากร

1.  อ.นพมาศ นามแดง  คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

2.  คุณดำเกิง มุ่งดี ผู้นำกลุ่มเกษตรอินทรีย์ หมู่บ้านวิทยาศาสตร์บ้านอุดม-สมบูรณ์

3.  นักวิจัยและนักวิชาการ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

หน่วยงานที่รับผิดชอบ

1.  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

2.  มูลนิธิพัฒนาอีสาน

ระยะเวลา

ระยะเวลา 2 วัน  (วันที่ 14 – 15 มิถุนายน 2554)  เวลา 8.00 – 18.00 น.

สถานที่จัดอบรม

มูลนิธิพัฒนาอีสาน จ.สุรินทร์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส    ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง  อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120

โทร 02 564  7000 ต่อ  1405-9  หรือ อีเมลล์  cup@nstda.or.th

โทรสาร 02 564 7004    หรือ  02 564 7000 ต่อ 1621

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.nstda.or.th/rural

กำหนดการอบรมอบรมเชิงปฏิบัติการ

เรื่อง การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์

ระหว่าง วันที่ 14-15  มิถุนายน พ.ศ. 2554

ศูนย์ประชุม มูลนิธิพัฒนาอีสาน จ.สุรินทร์

วันที่ 14 มิถุนายน 2554

8.00 น. – 9.00น.        ลงทะเบียน

9.00 น.- 9.20 น.        พิธีเปิดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องกระบวนการเรียนการสอนด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์

9.20 น.- 11.00น.        เพิ่มพูนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์

11.00น.-11.10น.        รับประทานอาหารว่าง

11.10น.-12.30น.        ปฏิบัติการฐานเวียน เรื่อง “เทคโนโลนีสำหรับชุมชนผ่านโครงงานวิทยาศาสตร์”

(รอบที่ 1)

12.30น.-13.30น.                  รับประทานอาหารกลางวัน

13.30น.-15.00น.        ปฏิบัติการฐานเวียน เรื่อง “เทคโนโลนีสำหรับชุมชนผ่านโครงงานวิทยาศาสตร์”

(รอบที่ 2)

15.00น.-15.15น.        รับประทานอาหารว่าง

15.15น.-16.45น.        ปฏิบัติการฐานเวียน ในหัวข้อ “เทคโนโลนีสำหรับชุมชนผ่านโครงงานวิทยาศาสตร์”(รอยที่ 3)

ฐานที่ 1 โครงงานประเภทสำรวจ +การวิเคราะห์ข้อมูล

โดย อาจารย์นพมาศ นามแดง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ฐานที่ 2 โครงงานประเภททดลอง + ตัวแปร+การออกแบบการทดลอง

โดย วิทยากรจาก สวทช.

ฐานที่ 3  โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์

โดย คุณธีรพงศ์ ฟองจันทร์

หน่วยวิจัยระบบอัตโนมัติและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ศอ.

16.45น.-17.45น.        สรุปกิจกรรมฐาน  ทบทวนแบบแผนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์

และตอบคำถาม โดย ทีมวิทยากร จาก สวทช.

17.45น.-18.15น.        วางแผนคิดโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องใกล้ตัว

วันที่ 15 มิถุนายน 2554

8.00 น. – 9.00 น.       ลงทะเบียน (แบ่งตามกลุ่ม)

9.00 น. – 9.30 น.       จุดประกายโครงงานวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น

โดย คุณ ดำเกิง  มุ่งดี ผู้นำกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านอุดม-สมบูรณ์

หมู่บ้านวิทยาศาสตร์ จังหวัดสุรินทร์

9.30 น. – 10.30น.      ฝึกปฎิบัติการกลุ่ม หัวข้อ การเขียน(ร่าง)โครงงานวิทยาศาสตร์และการวิพากษ์โครงงาน

10.30น.-10.45น.        รับประทานอาหารว่าง

10.45น.-12.00น.        ฝึกปฎิบัติกลุ่ม หัวข้อ การเขียน(ร่าง)โครงงานวิทยาศาสตร์ (ต่อ)

12.00น.-13.00น.        รับประทานอาหารกลางวัน

13.00น.-14.30น.        วิพากษ์ร่างโครงงานวิทยาศาสตร์

โดย ทีมวิทยากรจาก สวทช. และคณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

14.30น.-14.45น.        รับประทานอาหารว่าง

14.45น.-15.45น.        วิพากษ์ร่างโครงงานวิทยาศาสตร์

โดย ทีมวิทยากรจาก สวทช. และคณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

15.45น.-17.30น.        สรุปข้อผิดพลาดจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และ

แนวทางในการประยุกต์ใช้โครงงานวิทยาศาสตร์  พร้อมถาม-ตอบ

โดย ทีมวิทยากรจาก สวทช. และคณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

17.35น.-17.45น.        พิธีปิด และถ่ายรูปหมู่ที่ระลึก

หมายเหตุ : กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

เอ็มเทค สวทช.กระทรวงวิทย์ฯ ส่งมอบรถบรรทุกอเนกประสงค์ “ไทยพัฒนา” มาตรฐานปลอดภัยสูง บรรทุกได้ 3 ตัน นำร่อง 10 อบต.

เอ็มเทค สวทช.กระทรวงวิทย์ฯ ส่งมอบรถบรรทุกอเนกประสงค์ “ไทยพัฒนา” มาตรฐานปลอดภัยสูง บรรทุกได้ 3 ตัน นำร่อง 10 อบต.

2 พฤษภาคม 2554  ณ  บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย  จังหวัดปทุมธานี : ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีมอบรถบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการเกษตร มาตรฐานความปลอดภัยสูง  รับน้ำหนักบรรทุกได้ 3 ตัน ประหยัดน้ำมัน 17-20 กิโลเมตร/ลิตร ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนในการขนย้ายผลิตผลทางการเกษตรฯ

ติดตามรายละเอียด ข่าว http://www.mtec.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1539&Itemid=165

พิธีมอบต้นแบบรถบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการเกษตร

ตามที่ ศว. ได้รับ อนุมัติงบประมาณภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ให้ดำเนินโครงการผลิตรถบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการเกษตร ในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ นั้น  ศว. ได้มีกำหนดการจัดพิธีมอบต้นแบบรถบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการเกษตรและอบรมการ ใช้งานรถต้นแบบแก่หมู่บ้านวิทยาศาสตร์ที่ได้รับคัดเลือก ในวันจันทร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ โดยได้รับเกียรติจาก รมว.วท. เป็นประธานในงานดังกล่าว >>กำหนดการ

อบรมเชิงปฏิบัติการ “การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช”

การอบรมเชิงปฎิบัติการ

หลักสูตร “การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออย่างง่าย”

ระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม   2554

ณ   บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

หลักการและเหตุผล

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจัดเป็นเทคนิคพื้นฐานที่นำมาใช้ประโยชน์ในการขยายพันธุ์พืช การศึกษา และการค้นคว้าวิจัย ส่วนใหญ่การนำมาใช้ในการผลิตและขยายพันธุ์พืช  การผลิตในเชิงการค้า เนื่องจากสามารถผลิตพืชให้มีคุณภาพดีสม่ำเสมอได้ปริมาณมาก ในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเทียบกับวิธีการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศอื่นๆ  การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ถูกนำมาใช้จนเกิดผลเป็นรูปธรรมกับพืชหลายชนิด และประสบความสำเร็จและได้ผลตอบแทนดี คือพวกไม้เนื้ออ่อน เช่น กล้วยไม้ หน้าวัว  ลิลลี่ เบญจมาศ กล๊อกซีเนีย เยอบีร่า เป็นต้น

ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้พัฒนาและประยุกต์ออกมาเป็นเทคโนโลยีง่ายๆ สามารถประยุกต์ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถจัดหาเองได้และมีราคาไม่สูงมากนัก ใช้ดำเนินการ ในขั้นตอนต่างๆของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช  ซึ่งสามารถนำความรู้ไปพัฒนาเป็นอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้  ขณะนี้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในบ้านเราโดยเฉพาะ กล้วยไม้ โด่งดังไปทั่วโลก และทำเป็นการค้ากันมาก

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช) เห็นว่าเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถนำมาพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมในระดับครัวเรือน  ชุมชน หรือรวมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็กๆ และในส่วนของศึกษา เช่น โรงเรียนสามารถทำได้ ให้คุณครูนำไปเป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียน สามารถพัฒนาความรู้และทักษะไปสู่การสร้างรายได้ เช่น เป็นของชำร่วย ขายตามเทศกาลต่างๆ  เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ สวทช.  จึงได้จัดให้มีการอบรมเชิงปฎิบัติการครั้งนี้ขึ้น

วัตถุประสงค์

1.   เพื่อถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่เหมาะสม

2.   เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

3.   เพื่อเพิ่มแนวทางการผลิตพืชให้กับผู้เข้าร่วมอบรม ในการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการเพาะขยายพันธุ์พืช

ในครัวเรือน และผลิตเพื่อจำหน่ายทางการค้า

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเกษตรกร   นักวิชาการ  ครู อาจารย์ นักวิจัย จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้สนใจทั่วไป

เป้าหมายของโครงการ

1.   ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้และเทคนิคที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้อย่างเหมาะสม

2.   ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออย่างง่ายไปพัฒนาเป็นอาชีพภายในครัวเรือน
และเพื่อจำหน่ายได้

ระยะเวลาการฝึกอบรม

จำนวน 1 วัน / 7 ชั่วโมง  (เวลา 09.00 – 16.00 น.)

จำนวนผู้เข้าอบรม

จำนวน 40 คน

กำหนดวันจัดฝึกอบรม

วันเสาร์ อาทิตย์ ที่  7-8  พฤษภาคม   2554

สถานที่จัดฝึกอบรม

บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   เลขที่ 111
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย  ถนนพหลโยธิน  ต.คลองหนึ่ง  อ.คลองหลวง  จ.ปทุมธานี 12120

โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1406-9   โทรสาร 0 2564 7004

หน่วยงานที่รับผิดชอบ

ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส  ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมเสียค่าลงทะเบียนคนละ  2,000  บาท

โดยจะได้รับเอกสารคู่มือประกอบการอบรม , อาหารกลางวัน  อาหารว่าง , และต้นไม้

สำรองที่นั่งได้ คุณเลอทีชา เมืองมีศรี , คุณกัลยารัตน์  รัตนะจิตร

ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส  ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ถนนพหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120  โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1405-9 โทรสาร 0 2564 7004  E-mail: cup@nstda.or.th มือถือ 081 647 6014 , 081 554 9925

ติดต่อที่พักได้ที่ ฝ่ายทะเบียนห้องพัก สำนักงานจัดการทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โทร. 0 2986 8555 ต่อ 114

โทรสาร 0 2986 8555 ต่อ 124

ห้องพักเอเชี่ยนเกมส์ โทร. 0 2151 0021

สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา โทร. 0 2564 5003