ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน
 
 
        บ้านอุดม หมู่ที่ 5 ตำบลชุมแสง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ แต่เดิมชาวบ้านได้อพยพม่าจากบ้านเก่า คือ บ้านผาง ชาวบ้านได้ถางป่าเพื่อทำไร่ทำนา เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นเนินสูงใหญ่ไม่ค่อยมีแหล่งน้ำ สภาพโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง ชาวบ้านจึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านตามสภาพภูมิศาสตร์ที่เรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า กูกทม หรือโคกใหญ่ แต่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นชื่อว่า “บ้านอุดม” ต่อมาจนถึงปัจจุบัน บ้านอุดม ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลชุมแสง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์  มีระยะห่างจากตัวอำเภอ ประมาณ 20 กิโลเมตร
  อาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ข้างเคียง
  ทิศตะวันออก
ทิศตะวันตก
ทิศเหนือ
ทิศใต้
ติดกับ
ติดกับ
ติดกับ
ติดกับ
บ้านอาคุณ ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม
บ้านชุมแสง ตำบลชุมแสง อำเภอจอมพระ
บ้านผาง ตำบลชุมแสง อำเภอจอมพระ
บ้านขาม ตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ์
   
  ประชากร
   
 
 บ้านอุดม มีจำนวนหลังคาเรือนทั้งหมด 168 ครัวเรือน มีประชากร 904  คน แยกเป็นชาย 436 คน หญิง 468 คน
   
  อาชีพ
 
 
        การประกอบอาชีพของชาวบ้านอุดม อาชีพหลัก ร้อยละ 97 คือ เกษตรกรรม  อาชีพรอง ร้อยละ  2  คือ การรับจ้างทั่วไป เช่น งานก่อสร้าง รับจ้างตัดอ้อย และอาชีพอื่นๆอีก   ร้อยละ 1 พื้นที่ทั้งหมดของบ้านอุดม มีจำนวน  3,350  ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตร 2,618 ไร่ ที่อยู่อาศัย 130  ไร่ พื้นที่ทำเลสาธารณะ 25  ไร่ และพื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนา 675 ไร่
 
  การศึกษา
 
 
         หมู่บ้านอุดมมีโรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชน มีนักเรียนประถมศึกษาทั้งสิ้น  105  คน มัธยมศึกษา 55 คน  และอุดมศึกษา  16  คน โรงเรียนชื่อว่า โรงเรียนบ้านผางอุดมสมบูรณ์วิทยา  โรงเรียนมี 3 หมู่บ้านที่มาเรียนร่วมกัน โดยโรงเรียนจะตั้งอยู่ที่บ้านอุดม มีครูทั้งหมด 18  ท่าน แยกเป็นครูผู้หญิง 10 ท่าน  ครูผู้ชาย 8 ท่าน มีนักการภารโรง  1  ท่าน มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 300 กว่าคน
   
  ด้านภาษาและวัฒนธรรม
   
 
         การนับถือศาสนา ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ มีวัด 1 แห่ง ชื่อว่า วัดบ้านอุดม มีพระสงฆ์ อยู่ 4 รูป
เดือน 1   (แขเมียกอะเสรน)
เดือน 2   (แขเบาะ)
เดือน 3   (แขเมียกทม) ชาวบ้านจะพากันเซ่นไหว้พระแม่โพสพ ในยุ้งเพื่อที่จะเอาแม่โพสพ ออกขาย หรือนำไปรับประทาน หรือไม่ก็จะจัดเป็นพิธีสู่ขวัญพระแม่โพสพเลย
เดือน 4   (แขประกุน) ทำบุญมหาชาติ (การทำบุญพระเวส) งานแต่งงาน , การทำบุญขึ้นบ้านใหม่
เดือน 5   (แขแจดหรือสงกรานต์) มีการก่อเจดีย์ทรายที่วัดในวันขึ้น 1 ค่ำ ในวันขึ้น 2 ค่ำ ชาวบ้านจะพากันออกไปสรงน้ำพระที่วัด และไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่มีอยู่ในแต่ละบ้าน ในวันขึ้น 3 ค่ำ จะมีการทำบุญตักบาตรและในระยะเวลา 3 วันนั้นชาวบ้านจะพากันเล่นน้ำสงกรานต์จะไม่มีการทำงานใด ๆ ทั้งสิ้นแม้แต่การทอผ้าในบ้านหรือการออกไปไร่ไปนา (ทุกคนจะต้องอยู่ร่วมในพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อความสนุกสนาน)
เดือน 6   (แขประสาก) ก็จะมีเซ่นไหว้เจ้าปู่ตา เพื่อที่จะลงทำนากัน ซึ่งจะมีการนำเอาไข่ต้มสุก 1 ฟอง หลังการเซ่นไหว้เสร็จแล้วก็จะมีการเสี่ยงทายดูถึงความอุดมสมบูรณ์ในการทำนาในปีนั้นๆ คือ นำไข่มาแกะเปลือก ดูว่าถ้าปีไหนฝนตกดีไข่แดงจะมีสีออกดำคล้ำ  หรือแม่ไก่ต้มสุกแล้ว 1 ตัว จะดูที่คางไก่ ถ้ามีลักษณะโค้งสวยงาม แปลว่าในปีนั้นน้ำท่าจะอุดมสมบูรณ์ ข้าวออกรวงสวยงาม
เดือน 7   (แขเจ็อะสาด) เป็นหน้าทำนา ทุกคนจะพากันเริ่มทำนา
เดือน 8   (แขเจ๊) ก็จะพากันทำบุญเข้าพรรษา แห่ธูปเทียน ทำบุญตักบาตร
เดือน 9   (แขสราบ) บางคนก็พากันไปเซ่นไหว้ตาพระภูมิ (หรือเซ่นไหว้พระแม่โพสพอีกครั้ง) หลังจากการดำนาเสร็จแล้ว ก็จะเอากำกล้ามา 4 มัด ทำไม้ไผ่เป็นชั้นๆ ทำเป็นดอกบัว และมีข้าวปลาอาหาร ข้าวต้มมัด และสิ่งสำคัญคือไก่ตัวผู้ต้มสุก 1 ตัวเพื่อใช้เสี่ยงทายดูอีกครั้งว่า หลังจากการดำนาเสร็จแล้วนั้น ข้าวในนาจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ มาก – น้อยแค่ไหน โดยจะดูจากคางไก่ว่ามีความโค้งสวยงามแค่ไหน และตรงกลางของคางไก่นั้นมีความอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี ก็แปลว่าในปีนั้นจะได้ข้าวเยอะเป็นพิเศษ
เดือน 10  (แขบรบท) หรือที่เรียกว่าประเพณีโดนตา ลูกหลานพี่น้องที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ หรือที่ไกลจากบ้าน ก็จะพากันกลับมาร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ได้ล่วงลับไปแล้ว สำหรับในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 นั้นก็จะมีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่บ้านกันตลอดทั้งวัน พอถึงค่ำก็จะพากันออกไปเข้าวัดเพื่อฟังธรรม และในวันรุ่งเช้าต่อมาก็จะมีการทำบุญตักบาตรและแห่กระจาดโดนตาไปเทในช่วงเช้า  และจะมีการนำข้าวปลาอาหารที่ใช้สำหรับเซ่นไหว้ (หรือที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า บายเบ็น) ออกไปเทที่นาตามความเชื่อที่ว่าจะได้ให้พระแม่โพสพได้รับประทานอาหารที่สมบูรณ์
เดือน 11  (แขอะโส๊จ) เป็นเดือนที่มีการทำบุญตักบาตร ปวารณาออกพรรษา ตักบาตรเทโวโรหะนะ ชาวบ้านจะพากันกวนข้าวทิพย์
เดือน 12   (แขกระเดิ้ก) มีการทำบุญทอดกฐิน ทำบุญลอยกระทง
   
  จุดเด่นของชุมชน
   
 
         จากสถานการณ์การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของทางภาครัฐ  ทำให้กระแสการถากถางพื้นที่ ป่าเพิ่มมากขึ้นส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการเข้าใจผิดของชุมชนที่คิดว่าหากทิ้งพื้นที่ไว้โดยไม่ได้
้ใช้ประโยชน์อาจทำให้ต้องคืนที่ดินให้กับภาครัฐ ประกอบกับกระแสของการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เข้าสู่ชุมชน  จึงเกิดการรวมตัวกันของชุมชนในการคิดหาทางออกจัดการป่าที่เหลืออยู่ให้คงอยู่และหา แนวทางในการขยายพื้นที่ป่าให้เพิ่มมากขึ้น 
ชุมชนตำบลชุมแสงจึงมีการจัดทำโครงการการจัดการป่าหัวไร่ปลายนาเพื่อชีวิตและชุมชน  เมื่อปี 2548 ถึงปี 2549 ก่อเกิดคณะกรรมการป่าชุมชนและหัวไร่ปลายนา ตำบลชุมแสงขึ้น ซึ่ง ประกอบ ด้วยผู้แทนจากหลายฝ่าย ทั้งผู้นำชุมชน ตัวแทนกลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ จากการทำ โครงการดังกล่าวมีการรวบรวมพื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนาทั้งหมดของตำบลชุมแสง เป็นจำนวน พื้นที่ 2409 ไร่ มีพื้นที่กระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้ง 7 หมู่บ้าน บทสรุปตอนท้ายของชุมชนคือ  ป่าหัวไร่ปลายนาเป็นเรื่องที่ต้องพูดถึงการจัดการป่าในลักษณะสิทธิส่วนบุคคล  ที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้เต็มที่ และการดูแลป่านั้นเป็นเรื่องของส่วนร่วมที่ช่วยเหลือกัน  การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้จำเป็นต้องดำเนินต่อไป  และจากโครงการการจัดการป่าหัวไร่ปลายนาเพื่อชีวิตและชุมชน ชุมชนเองยังเห็นความสำคัญในการสร้างกระบวน การเรียนรู้ ให้กับกลุ่มผู้นำชุมชน  และชุมชน  กระบวนการชุมชนวิทยาศาสตร์จึงเข้ามาเกี่ยวข้อง  โดยเริ่มจากกลุ่มผู้นำ ของ 3 หมู่ที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งเป็นคณะกรรมการป่าชุมชนและหัวไร่ปลายนา  เพื่อให้ชุมชนได้เรียนรู้ตนเอง  ทบทวนตนเอง  มากยิ่งขึ้นเพื่อค้นหาศักยภาพ จุดอ่อน  จุดด้อยของชุมชนต่อไป