การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักขึ้นใช้เองเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินที่ใช้เพาะปลูก และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี มีความสำคัญในระดับนโยบายของประเทศ แต่ในขั้นตอนของการผลิตปุ๋ยหมักแล้ว เกษตรกรยังประสบปัญหาด้านการพลิกกลับกองปุ๋ยซึ่งไม่จูงใจให้ผลิตปุ๋ยหมักขึ้นใช้เอง ในขณะที่ผลงานวิจัยการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่ต้องพลิกกลับกองด้วยระบบกองเติมอากาศพบว่ามีศักยภาพช่วยให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักเสร็จภายใน 30 วัน ได้ปริมาณมากครั้งละไม่ต่ำกว่า 15 ตัน
จากผลการวิจัยพบว่า การผลิตปุ๋ยหมักระบบกองเติมอากาศ (Aerated Static Pile System) มีความเหมาะสมกับการทำงานแบบการมีส่วนร่วมของกลุ่มสมาชิก ไม่เหมาะกับการทำงานแบบนายจ้าง-ลูกจ้าง ชุมชนนำร่องบ้านแพะพัฒนา ต.เขื่อนผาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ สามารถผลิตปุ๋ยหมักเดือนเว้นเดือนจากเศษพืชที่เหลือจากการเกษตรกรรม เช่น เปลือกข้าวโพด ฟางข้าว ใบไม้แห้ง และต้นถั่วเหลือง เป็นต้น ได้ปุ๋ยหมักเฉลี่ยครั้งละ 10.6 ตัน การผลิตเสร็จภายในเวลา 30 วัน มีคุณภาพใกล้เคียงกับมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร ปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ถูกนำไปแบ่งกันใช้ภายในกลุ่ม มีรายได้จากการจำหน่ายปุ๋ยหมักเฉลี่ยครั้งละ 8 พันบาท ปัญหาที่พบได้แก่ ความไม่ชำนาญในการดูแลความชื้นภายในกองปุ๋ย ส่วนปัจจัยที่มีผลทำให้การผลิตปุ๋ยหมักระบบกองเติมอากาศของชุมชนนำร่องดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง คือ ความง่ายของระบบที่ไม่ต้องพลิกกลับกองปุ๋ย ภาวะผู้นำของผู้นำกลุ่ม กระบวนการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งภายในกลุ่ม และแนวโน้มการเกษตรอินทรีย์ของประเทศ
การผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่ต้องพลิกกลับกองด้วยระบบกองเติมอากาศนี้ หากได้รับการขยายผลให้มีการนำไปประยุกต์ใช้ย่อมก่อให้เกิดผลดีหลายประการคือ มีการนำประโยชน์กลับคืนจากเศษพืชที่เหลือจากการเกษตรกรรมแทนที่จะเผาทิ้งทำลายซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ประชาชนและเกษตรกรมีสุขภาพที่ดีจากการทำเกษตรอินทรีย์ กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งจากการทำงานแบบมีส่วนร่วม เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตจากการผลิตปุ๋ยหมักขึ้นใช้เอง จำหน่ายปุ๋ยหมัก และลดการใช้ปุ๋ยเคมี การพัฒนาประเทศมีความยั่งยืน และเป็นการสนองนโยบายของประเทศ
|