สวทช. กระทรวงวิทย์ ฯ เปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะฯ หรือ TOPIC เน้นจับมือเอกชนสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง นำร่องด้วยนวัตกรรมใหม่บนนิตยสารและบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะหรือ Smart Magazine และ Smart Packaging

553561_10150696519422940_611902939_9534191_991158258_n

27 มีนาคม 2555 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย รังสิต ปทุมธานี ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดศูนย์นวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ (Thailand Organic @ Printed Electronics Innovation Center ) หรือ  TOPIC เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตนวัตกรรมใหม่ของอิเล็กทรอนิกส์แบบพิมพ์ได้ ( Organic & Printed Electronics) เน้นความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยให้ก้าวสู่นวัตกรรมแห่งโลกอนาคต   นำร่องด้วยนวัตกรรมใหม่บนนิตยสารและบรรจุภัณฑ์ด้วยหมึกพิมพ์นำไฟฟ้าครั้งแรกในประเทศไทย หวังปลุกชีพอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งการโฆษณา สิ่งทอ บรรจุภัณฑ์พาณิชย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเด็ก ฯลฯ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายตลาดการค้าให้ภาคธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างมีศักยภาพทั้งในและต่างประเทศ โดย ดร.ทวีศักดิ์ฯ เปิดเผยว่า

“อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ถือเป็นอีกอุตสาหกรรมหลักในประเทศไทยที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและมีศักยภาพเป็นผู้นำด้านการพิมพ์ของอาเซียน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันอุตสาหกรรมการพิมพ์กำลังประสบกับวัฏจักร “ขาลง” ซึ่งฉุดอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งระบบให้ตกต่ำอีกด้วย ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเร่งหาเทคโนโลยี ที่จะมาเปลี่ยนแปลงหรือสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านสิ่งพิมพ์อย่างเร่งด่วน สวทช. เองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเป้าหมายและมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพัฒนางานวิจัยที่สามารถรับมือกับสภาพปัญหาได้ทันเหตุการณ์ ทั้งในแง่การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไปล่วงหน้า และการสนับสนุนภาคเอกชนในด้านการบริการวิจัยให้เอกชน การรับจ้างทดสอบ หรือแม้กระทั่งการร่วมลงทุนตั้งบริษัทกับเอกชน เพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และโดยอาศัยองค์ความรู้และงานวิจัยต่างๆ ที่ สวทช.ได้ริเริ่มดำเนินการไว้ และการทำงานที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานหลักๆ ในภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ สวทช.ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาหมึกพิมพ์นำไฟฟ้า ที่สามารถพิมพ์ลงบนพื้นผิวต่างๆ ทำให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดของอุตสาหกรรมการพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรวัสดุที่มีคุณสมบัติหลากหลาย ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ Smart Packaging บรรจุภัณฑ์ที่สามารถแสดงข้อมูลหรือภาพเคลื่อนไหวบนหีบห่อ เพื่อแสดงวิธีการใช้งานผลิตภัณฑ์ บอกคุณภาพของสินค้ากระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และสามารถส่งข้อมูลกลับมายังผู้ผลิตเพื่อการปรับปรุงคุณภาพสินค้าในอนาคต หรือ หมึกพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถนำมาใช้พิมพ์ RFID ไปพร้อมกับการพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์ ในราคาที่ถูกกว่า RFID แบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ,  E-paper หรือกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ม้วนได้ สามารถติดลงบนพื้นผิวโค้งงอเพื่อใช้ในงานโฆษณา หรือสิ่งพิมพ์อัจฉริยะ  จอแสดงผลชนิด OLED ซึ่งนำไปเป็นส่วนประกอบในกล้องดิจิตอลหรือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะให้ภาพที่คมชัดยิ่งขึ้น มีสีสันงดงาม ใช้พลังงานน้อยลง และต้นทุนการผลิตที่ต่ำ หรือเซลล์แสงอาทิตย์ที่เป็นฟิล์มบาง น้ำหนักเบาสามารถคลุมลงบนหลังคาหรือห่อหุ้มอาคารแทนการใช้ฟิลม์กรองแสงและสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในตัว ,อาคารประหยัดพลังงาน ที่นำเทคโนโลยีกระจกอัจฉริยะ ซึ่งสามารถควบคุมปริมาณแสงและความร้อนจากภายนอกที่จะส่องเข้าไปในตัวอาคารในระดับที่ต้องการ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการก่อสร้างอาคารอนุรักษ์พลังงาน หรือแม้แต่นวัตกรรมทางการแพทย์เช่น  เซ็นเซอร์ตรวจวัดน้ำตาลและไขมันในเลือด และเซ็นเซอร์เพื่อการตรวจสอบคุณภาพอาหาร เช่น สารตกค้างในอาหาร  ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถสร้างเซ็นเซอร์ที่มีราคาถูก ใช้แล้วทิ้ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบทำให้การบริโภคอาหารมีความปลอดภัย ตลอดจนเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์นวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ฯ จะเป็นศูนย์รวมเครือข่ายการทำงานระหว่างภาครัฐ และเอกชน โดยจะมีห้องปฏิบัติการ และบริการทางเทคนิค เพื่อบริการแก่ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการให้คำปรึกษาในการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ด้วยหมึกอิเล็กทรอนิกส์ หรือหมึกนำไฟฟ้า  นอกจากนี้ ไทยยังเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Organic Electronics Association หรือ O-EA ซึ่งเป็นสมาคมด้านอิเล็กทรอนิกส์และอินทรีย์ระดับโลกเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยระหว่างกลุ่มสมาชิกของ O-EA ที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ไทยมีฐานข้อมูล และเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยที่กว้างมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการปฏิวัติวงการพิมพ์ของไทยให้ก้าวไปสู่โลกอนาคต ซึ่งผมมั่นใจว่าภาคธุรกิจที่เข้ามาร่วมกับ สวทช.จะได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมใหม่นี้ที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการได้หลากหลายให้สามารถแข่งขันได้  ตลอดจนเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคได้เข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตอีกด้วย” ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

ภาคเอกชนรายใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ call center สวทช. 0 2564 8000

สวทช. ประกาศผลรางวัล “นวัตกรรมไทย สู้ภัยน้ำท่วม” อาทิ ระบบแจ้งขอความช่วยเหลือผ่าน GPS และ Social Network, หลอดดูดเซรามิกกรองน้ำดื่มฉุกเฉิน, ลำดีอินโนฟู้ดส์ อาหารพร้อมบริโภค ฯลฯ เป็นต้น หวังนำผลงานสานต่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอนาคต

537889_10150694448917940_611902939_9527516_305624039_n

26 มีนาคม 2555 ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย.ปทุมธานี มีการจัดแถลงข่าวประกาศผลรางวัลโครงการ “นวัตกรรมไทย สู้ภัยน้ำท่วม” ขึ้น โดย สวทช. ได้คัดเลือกและจัดพิธีมอบรางวัลให้แก่นวัตกรรมเพื่อรับมือน้ำท่วมที่มีความโดดเด่นทั้งด้านเทคนิค การใช้งาน และศักยภาพทั้งเชิงพาณิชย์ และเชิงสังคม ผู้แข่งขันที่ผลงานผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนจาก สวทช. ผ่านกลไกสนับสนุนการนำผลงานต่างๆออกสู่เชิงพาณิชย์ของ สวทช. รวมถึงรางวัลเพื่อเป็นการให้กำลังใจและเชิดชูเกียรติแก่ผู้คิดค้นนวัตกรรมที่สร้างคุณประโยชน์ต่อผู้อื่น อันจะช่วยสร้างโอกาสและกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานวัตกรรมในระดับชาติต่อไป

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล กล่าวว่า “มหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของราษฎร การคมนาคมขนส่ง เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ เกิดปัญหาโรคระบาดและความเครียดของประชาชน ในสถานการณ์ดังกล่าว การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเรื่องเร่งด่วนและจำเป็นที่จะต้องแข่งขันกับเวลา ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัลครั้งนี้สามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกเงื่อนไข แต่งานนวัตกรรมจะเกิดขึ้นและจบไป หากไม่ได้รับการเผยแพร่ และพัฒนาต่อยอดให้ออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ สวทช. จึงขอใช้เวทีการจัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2512 ในครั้งนี้ เป็นเวทีแสดงความชื่นชม และส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้ให้ทรงคุณค่ายิ่งๆขึ้นไป “

ด้านคุณสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีพันธกิจในการส่งเสริมงานวิจัยพัฒนา การออกแบบ และวิศวกรรม จนสามารถถ่ายทอดไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ สวทช. ได้จัดการประกวดในงานประชุมวิชาการประจำปีของ สวทช. ครั้งนี้ขึ้นเป็นปีแรก ในหัวข้อ “นวัตกรรมไทย สู้ภัยน้ำท่วม” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อกระตุ้นและเปิดโอกาสให้ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ได้ลงมือคิดและทำ รวมทั้งส่งเสริมให้งานนวัตกรรมชิ้นนั้นได้รับการต่อยอดออกสู่เชิงพาณิชย์ ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ผลรางวัลแบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล ได้รับโล่รางวัลจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี        รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้รับโล่รางวัลจาก สวทช.” โดยมีคณะกรรมการตัดสินรางวัลผู้ส่งคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน จากภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน ในครั้งนี้มีผลงานที่ได้รับรางวัลโครงการ “นวัตกรรมไทย สู้ภัยน้ำท่วม” จำนวน 3 ผลงาน จากผลงานที่ส่งเข้าประกวด ทั้งหมด 21 ผลงาน แบ่งเป็นผลงานที่ได้รับรางวัล ดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน i lert you  โดย บริษัท อรุณสวัสดิ์ ดอท คอม จำกัด ระบบแจ้งขอความช่วยเหลือผ่าน GPS และ Social Network โดยอาศัยหลักการให้ผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือสามารถส่ง Location ไปให้กับคนใน Social network เป็นทั้งผู้ขอความช่วยเหลือ และป้องกันดูแลเมื่อเกิดเหตุภัยอันตราย
·       รางวัลชมเชย ได้แก่ ผลงานหลอดดูดกรองน้ำดื่มฉุกเฉิน โดย ผศ.ดร.ธนากร วาสนาเพียรพงศ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักการใช้กรองน้ำดื่มได้ทันที โดยการจุ่มหลอดดูดเซรามิกกรองน้ำดื่มฉุกเฉินในน้ำ
·       รางวัลชมเชย ได้แก่ ผลงานลำดีอินโนฟู้ดส์ จากบริษัท เชียงใหม่วนัสนันท์ จำกัดหลักการเป็นอาหารพร้อมบริโภค ไม่ต้องผ่านกระบวนการปรุงสุก สามารถรับประทานได้ทันที

สวทช.ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ซึ่งสนับสนุนให้เกิดการกระตุ้นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้แก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการรับมือน้ำท่วม ซึ่งเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่สร้างความเสียหายอย่างมากในปี 2554 ในปีนี้ สวทช. จึงได้กำหนดจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC 2012) ในหัวข้อ “รู้ สู้พิบัติภัยไปกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ระหว่างวันที่ 24-28 มีนาคม 2555 และได้จัดโครงการประกวด “นวัตกรรมไทย สู้ภัยน้ำท่วม” ขึ้น โดยคัดเลือกและมอบรางวัลให้แก่นวัตกรรมเพื่อรับมือน้ำท่วมที่มีความโดดเด่นทั้งด้านเทคนิค การใช้งาน และศักยภาพเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม รวมถึงเพื่อเป็นการให้กำลังใจและเชิดชูเกียรติแก่ผู้คิดค้นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์น้ำท่วมของประเทศ นอกจากนี้การเกิดขึ้นของนวัตกรรมเหล่านี้ ยังสามารถขยายผลไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ อันจะช่วยสร้างโอกาสและกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานวัตกรรมในระดับชาติต่อไป

เอ็มเทค จับมือ มธ. จัด “โครงการผ่าตัดแก้ไขความพิการของกะโหลกศีรษะและใบหน้าให้กับผู้ป่วยยากไร้จำนวน 84 ราย”

เอ็มเทค จับมือ มธ. จัด “โครงการผ่าตัดแก้ไขความพิการของกะโหลกศีรษะและใบหน้าให้กับผู้ป่วยยากไร้จำนวน 84 ราย” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา และเพื่อฉลองวาระครบรอบ 25 ปี การก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และวาระครบรอบ 24 ปี การก่อตั้งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

16 กันยายน 2554 ห้องประชุม M 506 อาคารเอ็มเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จัดการแถลงข่าวโครงการผ่าตัดแก้ไขความพิการของกะโหลกศีรษะและใบหน้าให้กับผู้ป่วยยากไร้จำนวน 84 ราย ในระยะเวลา 1 ปี โดยผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา และฉลองวาระครบรอบ 25 ปี การก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และวาระครบรอบ 24 ปี การก่อตั้งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และรองศาสตราจารย์ ดร. กำพล รุจิวิชชญ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้เกียรติเป็นประธานในการแถลงข่าวร่วมกับ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ศุภชัย ฐิติอาชากุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ดร.กฤษณ์ไกรพ์ สิทธิเสรีประทีป และรศ.นพ.ภัทรวิทย์ รักษ์กุล หัวหน้าโครงการวิจัย

รองศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา การใช้วัสดุฝังในจากเทคโนโลยีการสร้างต้นแบบรวดเร็วได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่งจากศัลยแพทย์ไทยในสถานพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ และมีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดใส่วัสดุฝังในจากเทคโนโลยีนี้แล้วมากกว่า 900 ราย จากสถานพยาบาลกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ (นับถึงสิงหาคม พ.ศ. 2554) โดยวัสดุฝังในที่ผลิตขึ้นโดยเอ็มเทคนี้มีมูลค่าอยู่ที่ 10,000 – 50,000 บาท (ราคาขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของวัสดุฝังใน) ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าชิ้นงานที่สั่งจากต่างประเทศมาก แต่เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามสวัสดิการต่างๆ ของประชาชน จึงทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงการใช้วัสดุฝังในจากเทคโนโลยีต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์ได้ ทำให้เทคโนโลยีถูกจำกัดเฉพาะในผู้ป่วยที่มีรายได้สูงเท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยที่ยากไร้ได้มีโอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและทัดเทียมกับผู้ป่วยอื่น เอ็มเทคจึงร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จัดทำโครงการผ่าตัดแก้ไขความพิการของกะโหลกศีรษะและใบหน้าให้กับผู้ป่วยยากไร้จำนวน 84 ราย ในระยะเวลา 1 ปี โดยผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา และฉลองวาระครบรอบ 25 ปี การก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และวาระครบรอบ 24 ปี การก่อตั้งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในปี พ.ศ. 2554

ด้าน ดร.กฤษณ์ไกรพ์ สิทธิเสรีประทีป หัวหน้าโครงการวิจัย ฯ เอ็มเทค กล่าวว่าในปี พ.ศ. 2542 เอ็มเทคได้ริเริ่มงานวิจัยและพัฒนาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต้นแบบรวดเร็วในทางการแพทย์ ร่วมกับสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำในประเทศหลายแห่ง จนสามารถขึ้นรูปหุ่นจำลองทางการแพทย์ 3 มิติ (Medical Models) เครื่องมือช่วยในการผ่าตัดเฉพาะบุคคล (Customized Surgical Tools) และวัสดุฝังในเฉพาะบุคคล (Customized Implants) ของอวัยวะต่างๆ ของผู้ป่วย เพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัย วางแผนการผ่าตัด และทดแทนอวัยวะที่เสียหาย/สูญเสีย ได้โดยอาศัยข้อมูลจากเครื่อง CT scan ของผู้ป่วยเป็นพื้นฐานในการออกแบบ ซึ่งจุดเด่นของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้คือ สามารถสร้างชิ้นงานได้ล่วงหน้าก่อนการผ่าตัด ชิ้นงานมีความสวยงาม และรูปทรงพอดีกับสรีระของผู้ป่วยแต่ละบุคคล ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษาผู้ป่วย กล่าวคือทำให้ระยะเวลาการผ่าตัดและการดมยาสลบลดลง จึงลดความเสี่ยงของผู้ป่วยในการติดเชื้อลงได้ ผลการผ่าตัดมีความสวยงามมากขึ้น มีความสมดุลกับโครงสร้างกะโหลกศีรษะของแต่ละบุคคล คนไข้ฟื้นตัวได้เร็ว และใช้ระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อยลง เป็นการลดค่าใช้จ่ายทั้งต่อตัวผู้ป่วยและโรงพยาบาล อีกทั้งศัลยแพทย์สามารถลดขั้นตอนการปั้นแต่งกะโหลกศีรษะเทียมด้วยมือ (วิธีดั้งเดิม) ที่สามารถกระทำในห้องผ่าตัดหลังจากที่เปิดแผลผ่าตัดแล้วเท่านั้น โดยใช้กะโหลกศีรษะเทียมที่เตรียมไว้ล่วงหน้าซึ่งมีขนาดพอดีกับช่องโหว่ของกะโหลกศีรษะมาปลูกถ่ายในคนไข้ได้ทันที

ดร.กฤษณ์ไกรพ์ สิทธิเสรีประทีป ยังกล่าวต่ออีกว่า คุณสมบัติของผู้ป่วยที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้ป่วยคนไทยที่มีความพิการของกะโหลกศีรษะและใบหน้า มีฐานะยากไร้ ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์ ไม่จำกัดถิ่นที่อยู่อาศัย แต่สามารถเดินทางมาผ่าตัดได้ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้ ไม่ว่าจะเดินทางตัวตนเอง หรือประสานงานส่งตัวผ่านโรงพยาบาลอื่น ทั้งนี้ การคัดกรองผู้ป่วยยากไร้ โครงการจะให้ทีมบุคลากรของห้องปฏิบัติการต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์ของเอ็มเทค ศัลยแพทย์ และหน่วยสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาลฯ เป็นผู้ประเมิน สำหรับค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยจะได้รับการสนับสนุนจากโครงการจะมีค่าวัสดุฝังในจากเทคโนโลยีต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์ และค่าวัสดุสำหรับยึดติดกะโหลกศีรษะเข้ากับวัสดุฝังใน (สนับสนุนโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ), ค่าทำ CT Scan, ค่าห้องผ่าตัด, ค่าศัลยแพทย์, ค่ายาและเวชภัณฑ์ และค่าห้องพักฟื้น (สนับสนุนโดยโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ) จึงกล่าวได้ว่า ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการผ่าตัดรักษา

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ www.medical-rp.org, www.mtec.or.th หรือติดต่อ คุณยุพาพร แก้วพรม โทร. 085 834 8460; ห้องปฏิบัติการต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์ หน่วยวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โทร. 0 2564 6500 ต่อ 4021, 4026; แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โทร. 0 2926 9137-8 ดร.กฤษณ์ไกรพ์ กล่าวเสริม

ซอฟต์แวร์พาร์ค กระตุ้นอุตสาหกรรมไอทีไทยตื่นตัวรับมือ AEC 2015 ในงาน “Software Park Annual Conference 2011″

software-1

ซอฟต์แวร์พาร์ค กระตุ้นอุตสาหกรรมไอทีไทยตื่นตัวรับมือ AEC2015 ในงาน Software Park Annual Conference 2011”

เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย(Software Park Thailand) เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมไอทีไทย เตรียมความพร้อมรับมือ AEC2015 ในงาน Software Park Annual Conference 2011 ภายใต้หัวข้อ“การเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยสู่เวทีอาเซียนในปี 2015” หวังเสริมสร้างความรู้ พัฒนาทักษะ เครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน กระตุ้นผู้ประกอบการ บุคลากรไอที ปักธงเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอาเซียน

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) เปิดเผยว่า เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและบุคลากรในวงการไอทีของไทย ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดตลาดสู่เวทีอาเซียนในปี 2015 งานสัมมนาวิชาการประจำปีของซอฟต์แวร์พาร์ค Software Park Annual Conference 2011 ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “การเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยสู่เวทีอาเซียนในปี 2015” มุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่เวที AEC2015 โดยเฉพาะการปรับตัวรับมือในเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน การเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านไอที ให้แข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ รวมทั้งการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะให้กับบุคลากรทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภายในงานมีกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยในหลากหลายมิติ แบ่งเป็น

• การประชุมสัมมนาวิชาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ทั้งในด้านการพัฒนาธุรกิจ การสร้างโอกาสทางการตลาด การพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากรไอที รวมทั้งการเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
• การจัดนิทรรศการ แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย บูธแสดงสินค้า และบริการขององค์กร หน่วยงานที่สนับสนุนการจัดงาน อาทิ บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีชั้นนำ ภาคการศึกษา บริษัทฝึกอบรมด้านไอที บริษัทที่ปรึกษาไอที และการปรับปรุงกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทจัดหางาน ร้านหนังสือ และสื่อด้านไอที บูธประชาสัมพันธ์ซอฟต์แวร์พาร์ค และเครือข่ายพันธมิตร TSPA และ หอเกียรติยศ Software Park Thailand’s Hall of Fame 2011 เพื่อเผยแพร่ผลงาน และแสดงศักยภาพของผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทยที่สร้างชื่อเสียงให้กับสังคมและประเทศ โดยในปีนี้มีผู้ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ”Software Park Thailand Hall of the Fame 2011 จำนวน 3 องค์กร ประกอบด้วย

1.กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีวิสัยทัศน์ ในการส่งเสริมภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญและส่งเสริม การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปใช้ในการเพิ่มผลผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยได้จัดโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ และโครงการบ่มเพาะวิสาหกิจ เพื่อกระตุ้นการจัดตั้งธุรกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และไอที ซึ่งถือว่าเป็น Supply Side ของเทคโนโลยีต่างๆ ให้สามารถเติบโตเป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพ รวมทั้งโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ECIT ที่ช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการในภาคการผลิต ซึ่งถือเป็น Demand Side ให้สามารถมีโอกาสในการนำไอทีหรือซอฟต์แวร์ของคนไทยไปใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งโครงการดังกล่าว ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทย สามารถขยายตลาด และพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าในโครงการฯโดยในระหว่างปี 2551-2554 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้จัดสรรงบประมาณ กว่า 120 ล้านบาทในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมด้วยไอที ในปัจจุบัน โครงการ ECIT ถือได้ว่าเป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จที่สามารถเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการและตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

2.มูลนิธิโอเพ่นแคร์ เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ดำเนินงานภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อ “ป้องกันและบรรเทา” ความเสียหายจากภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติต่างๆ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาทำหน้าที่เป็นศูนย์รวบรวมและกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆและส่งกระจายต่อเพื่อให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้อย่างทันท่วงที โดยมีความเชื่อมั่นว่าเมื่อทุกฝ่ายได้รับข้อมูลที่ “ถูกต้อง รวดเร็ว” จะทำให้สามารถตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างดี โดยไม่ได้ตั้งรับแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งผลงานดังกล่าวได้ส่งผลและเป็นคุณูปการต่อผู้ประสบภัยและต่อสาธารณะเป็นอย่างดียิ่ง และส่งผลทำให้สามารถลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอันจะเกิดจากภัยพิบัติต่างๆได้อย่างมหาศาล

3.อาจารย์ปริญญา หอมเอนก เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการไอที ในฐานะผู้เชี่ยวชาญระบบความปลอดภัยสารสนเทศ หรือ IT Security และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกระบบความปลอดภัยสารสนเทศของประเทศไทย ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา อาจารย์ปริญญา ได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์มากมาย โดยได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองวิชาชีพจากสถาบันสากลต่างๆ มากที่สุดในประเทศไทย ทั้งในด้านใบรับรองผู้เชี่ยวชาญระดับสากล หรือ International Certificate ต่างๆ อาทิ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ด้านการวิเคราะห์สถาปัตยกรรมความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ด้านการทดสอบเจาะระบบ การตรวจสอบการทุจริต การกู้ระบบในภาวะวิกฤติ ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาด้านมาตรฐานต่างๆ ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศให้แก่องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนตลอดระยะเวลากว่าสิบปี นอกจากนั้นยังได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และได้รับเชิญให้เป็นหนึ่งในคณะผู้แก้ไขเนื้อหาโครงสร้างในการออกข้อสอบของสถาบัน International information Systems Security Certification Consortium หรือ (ISC)2 และยังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ Thailand Information Security Association (TISA) และปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการ รวมทั้งเป็นกรรมการและที่ปรึกษาขององค์กรวิชาชีพด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศระดับโลก หลายองค์กร
รศ.ดร.ธนชาติ กล่าวต่อไปว่า หากอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยมีการเตรียมความพร้อมรับมือ AEC2015ในทุกมิติและมีการร่วมมือวางแผนประสานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เชื่อได้ว่าจะทำให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพและมีโอกาสที่จะขยายตลาดไปยังตลาดอาเซียนได้อย่างแท้จริง ในส่วนของซอฟต์แวร์พาร์ค ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีบทบาทสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศ พร้อมที่จะสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทยให้เข้มแข็งและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง
**********************

เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย : โทรศัพท์ 0 2583 9992 ต่อ 1420-5: โทรสาร 0 2583 2884

กระทรวงวิทย์ ฯ ร่วมมือ กระทรวงสาธารณสุข สานต่อโครงการ ฝังรากฟันเทียม ให้บริการประชาชน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ โดยมี นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นประธาน

เรียน    บรรณาธิการ

 ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำบันทึกความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทันตกรรม (2550-2555) โดยรับสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการรักษาด้วยทันตกรรมรากฟันเทียมที่มีราคาถูกที่ผลิตได้ในประเทศ อันส่งผลให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสได้เข้าถึงการรักษาด้วยรากฟันเทียมอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ โครงการระยะแรกจะสิ้นสุดลงในวันที่ 18 มกราคม 2555 ซึ่งการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือดังกล่าวมีผลการดำเนินงานที่เด่นชัด อาทิ โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ที่ได้ให้บริการรากฟันเทียมแก่ผู้ด้อยโอกาสไปแล้วจำนวน 10,000 ราย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้คณะทำงานได้เข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลรายงาน พร้อมทั้งได้พระราชทานคำแนะนำเพื่อนำมาปรับปรุงโครงการไปแล้วนั้น

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯและกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงได้ร่วมกันขยายเวลาของบันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีทางทันตกรรมต่อไป เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับการรักษาโรคช่องปากและฟันอย่างมีประสิทธิภาพด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำตามพระราชดำริฯ โดยกำหนดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทันตกรรม ครั้งที่ 2 ในวันจันทร์ที่  12 กันยายน  2554 เวลา 11.00  - 13.00 น. ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ โรงแรมสยามซิตี้ ถนน ศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพ ฯ  ทั้งนี้ ฯพณ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีดังกล่าว

 การนี้ จึงใคร่ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกท่านเข้าร่วมทำข่าว/รายงานพิเศษ ในวันและเวลาดังกล่าวด้วย จักขอบพระคุณยิ่ง  โดยสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสรินยา , คุณโกเมศ , คุณกัญรินทร์ และคุณปริเยศเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  โทรศัพท์ 02-644-8150-89  ต่อ 237,217,212,712  หรือ 081-9886614,  081-668-1064, 084-529-0006  และ 084-910-0850

ทรูไอดีซี ผนึก ซอฟต์แวร์พาร์ค ประกาศผลโครงการ “ทรู คลาวด์ วินเนอร์”

ทรูไอดีซี ผนึก ซอฟต์แวร์พาร์ค  ประกาศผลโครงการ “ทรู คลาวด์ วินเนอร์”เผยโฉมนักพัฒนาซอฟต์แวร์บนคลาวด์ คอมพิวติ้งรายแรกในไทย พร้อมต่อยอดซอฟต์แวร์สู่ธุรกิจคลาวด์ คอมพิวติ้งเต็มรูปแบบ

c001

กรุงเทพฯ 6 กันยายน 2554 – ทรูไอดีซี ร่วมกับ ซอฟต์แวร์พาร์ค ประกาศผลโครงการ “ทรู คลาวด์ วินเนอร์” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำงานบนระบบคลาวด์ คอมพิวติ้งให้หลากหลายมากขึ้น เฟ้นหานักพัฒนาซอฟต์แวร์บนคลาวด์ คอมพิวติ้งรายแรกในไทย เดินหน้าเพิ่มศักยภาพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยเติบโตสู่ตลาดโลก ปั้นซอฟต์แวร์สู่ธุรกิจคลาวด์ คอมพิวติ้งอย่างเป็นรูปธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับทรูไอดีซีในโครงการ ทรู คลาวด์ วินเนอร์ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันของผู้ให้บริการคลาวด์ทุกภาคส่วน ทั้งผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ประกอบการด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย และยังเป็นการกระตุ้นให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยตระหนักถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์บนเทคโนโลยีคลาวด์ เพื่อสนับสนุนให้เกิดบริการบนเทคโนโลยีคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบ  ซึ่งซอฟต์แวร์พาร์คทำหน้าที่หลักในการเป็นสื่อกลางให้ความรู้ แนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีคลาวด์ โดยเป็นสื่อกลางระหว่างผู้เชี่ยวชาญทุกด้านที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญ ซอฟต์แวร์ที่เข้าร่วมโครงการนี้ ต้องมีการออกแบบการดำเนินธุรกิจตามแนวทางของคลาวด์ คอมพิวติ้งอย่างแท้จริง จึงมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยปรับเปลี่ยนการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบเดิม มาพัฒนาบนคลาวด์เทคโนโลยี  และเพิ่มศักยภาพให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้”

c002

นายเจนวิทย์ คราประยูร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ทรูไอดีซี ยินดีกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ได้รับคัดเลือกในโครงการ ทรู คลาวด์ วินเนอร์ ซึ่งทุกผลงานแสดงศักยภาพของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถออกแบบซอฟต์แวร์ที่เป็นประโยชน์และนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการนี้ เป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างทรูไอดีซีและซอฟต์แวร์พาร์ค เพื่อสนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย ให้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบ Software as a Service (SaaS) บนเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง อีกทั้งยังส่งเสริมและผลักดันให้ธุรกิจซอฟต์แวร์ของไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในตลาดไอทียุคใหม่ ที่เทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

โครงการทรู คลาวด์ วินเนอร์ มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการกว่า 30 ราย โดยคณะกรรมการตัดสินประกอบด้วยตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากทรูไอดีซีและซอฟต์แวร์พาร์ค  กำหนดหลักเกณฑ์การตัดสินผลงานจากเงื่อนไขที่ต้องตรงกับรูปแบบของ SaaS อย่างแท้จริง อาทิ  ต้องสามารถทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยใช้งานผ่านเว็บเบราเซอร์หลากหลายแพลตฟอร์ม ผู้ใช้บริการต้องสามารถบริหาร จัดการ ตรวจสอบโปรแกรมเฉพาะในส่วนที่ตนเองเลือกใช้บริการได้ ผู้ให้บริการต้องสามารถปรับปรุงเวอร์ชั่นซอฟต์แวร์ได้โดยที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องดำเนินการใดๆ  และโปรแกรมต้องสามารถคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงได้ (On Demand) สามารถคิดค่าบริการเป็นรายวันหรือรายเดือนได้ โดยไม่ต้องมีข้อผูกมัดใดๆ  และผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องลงทุนหรือจัดซื้ออุปกรณ์เอง  โดยประกาศผลงานที่ผ่านหลักเกณฑ์และได้รับรางวัลดังนี้

c003

รางวัลชนะเลิศ :

ซอฟต์แวร์ ERP Modules Working on SaaS Model

พัฒนาโดย บริษัท Absolute Management Solutions Co., Ltd.

ซอฟต์แวร์ ERP Modules Working on SaaS Model เป็นระบบบริหารธุรกิจภายในองค์กร มีบริการฟังก์ชั่นการทำงานของประเภทธุรกิจซื้อมาขายมา คือระบบบริหาร Stock ,Inventory, Procument, Retail, Whosales และ Finance  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.absolute.co.th

รางวัลรองชนะเสิศ 3 รางวัล

  • ซอฟต์แวร์ iFakeproof (CRM on Demand)    พัฒนาโดย บริษัท Open Enterprise Systems Co.,Ltd

ซอฟต์แวร์ iFakeproof (CRM on Demand)  เป็นระบบตรวจสอบการปลอมแปลงสินค้า ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าของสินค้านำรหัส iFakeProof ที่สร้างขึ้นจากการเข้ารหัสความปลอดภัยไปติดอยู่บนสินค้าของตนเอง เพื่อผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ในขณะที่ซื้อสินค้าว่าเป็นสินค้าแท้จากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือไม่ ผ่าน SMS ,อินเทอร์เน็ต และ ผ่านอินเทอร์เน็ต เบราเซอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน เป็นต้น โดยรหัสดังกล่าวจะไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละกล่อง/ชิ้น ไม่มีการเก็บรหัสดังกล่าวในฐานข้อมูลและใช้ตรวจสอบได้เพียงครั้งเดียว สามารถป้องกันการปลอมแปลงตัวรหัส ซึ่งทำให้ป้องกันการแอบอ้างชื่อสินค้าไปปลอมแปลงและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการใช้สินค้า ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ifakeproof.com

  • ซอฟต์แวร์ ICON Customer Relationship Management (ICON CRM)  พัฒนาโดย บริษัท Trinity Solution Provider Co., Ltd.

ICON CRM เป็นระบบบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า เรียนรู้ความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า และตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยสินค้า หรือบริการที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคน ICON CRM ยังรองรับการสร้างโปรโมชั่นหรือแคมเปญ โดยสามารถกำหนดการส่งเสริมการขาย และกลยุทธ์ทางการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมได้ผ่านช่องทาง ทั้งทางอีเมล์, SMS หรือจดหมาย (Label)  รวมถึงการติดตามการขายของพนักงานขายและกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างพนักงานขายกับลูกค้า และรองรับการติดตามในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นภายหลังการขายอาทิ การบริการหลังการขาย การบันทึกนัดหมายแจ้งเตือนการบริการ และคำแนะนำติชมต่างๆ เป็นต้น  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.iconcrm.com

  • ซอฟต์แวร์ Vtiger CRM Cloud   พัฒนาโดย บริษัท Infotronics Co.,Ltd.

ระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์  Customer Relationship Management  ควบคุมกระบวนการตั้งแต่ทำการตลาด, การขาย บริการลูกค้าหลังการขาย (life circle) จนกระทั่งปิดการขาย จัดโปรโมชั่น สามารถใช้งานบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ Android, iPad และ iPhone ได้ โดยระบบนี้จะช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถดูแลลูกค้าได้มากขึ้น ลดความผิดพลาดของพนักงานขาย ลดเวลาในการขาย ได้เงินเร็วขึ้น ทั้งยังใช้งานง่ายในรูปแบบของแอพพลิเคชั่นที่ทำงานบน iphone หรือ android ได้อย่างลงตัว   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.ecitcrm.com

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในโครงการทรู คลาวด์ วินเนอร์ จะได้รับรางวัล iPad และผู้ได้รับรางวัลทุกรายจะได้รับการขยายอายุบัญชีการใช้บริการทรู คลาวด์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 6 เดือน (สิ้นสุด 31 มกราคม 2555)
การให้คำปรึกษาด้านเทคนิคและด้านสินค้าและบริการ รวมถึงความช่วยเหลือพิเศษด้าน Infrastructure as a Services (IaaS) และการสนับสนุนการขาย SaaS ของลูกค้าบนบริการทรูคลาวด์

สำหรับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่สนใจพัฒนาซอฟต์แวร์บนเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง หรือต้องการทดลองใช้บริการทรูคลาวด์ ทรูไอดีซีจัดโปรโมชั่นพิเศษให้ทดลองใช้บริการฟรีเป็นเวลา 1 เดือน ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02 699 1400 หรือ อีเมล์ cloud@trueidc.co.th

ข้อมูล บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด

ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (ทรู ไอดีซี) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2547 เป็นบริษัทร่วมทุนแห่งแรกภายใต้แบรนด์ทรู จากการร่วมทุนของ 2 องค์กรระดับประเทศจากประเทศไทยและประเทศเกาหลี ได้แก่ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต จำกัด ในเครือทรู และ LG U Plus  องค์กรเทคโนโลยีการสื่อสารจากเกาหลี ซึ่งมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ มีบริการเชื่อมต่อทั่วโลก และมีอินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ทรู ไอดีซี ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ครบวงจร ด้วยศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์ 2 แห่ง คือ ศูนย์ทรู ทาวเวอร์ และศูนย์เมืองทองธานีที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 20000  และ ISO/IEC 27001 พร้อมให้บริการโซลูชั่นด้านการสื่อสารต่างๆ สำหรับลูกค้ากลุ่มองค์กรขนาดเล็ก ธุรกิจ SMEs และองค์กรขนาดใหญ่ ในทุกประเภทธุรกิจ และทุกภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถค้นหาได้ที่  www.trueidc.co.th

สำหรับสื่อมวลชน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่: อ้างอิง (134) 06/09/2554
สายงานสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์การตลาด กลุ่มทรู อีเมล์ pr@truecorp.co.th

สวทช. ขานรับ นโยบาย รมว.วท. เร่งผลักดันนโยบายด้าน ว & ท สู่ภาคเอกชน

สวทช. ขานรับ นโยบาย รมว.วท. เร่งผลักดันนโยบายด้าน ว & ท สู่ภาคเอกชน หวังขยายตลาดทุนในอนาคต พร้อมเตรียมพื้นที่วิจัยรองรับแก่เอกชน กว่า 124,000 ตารางเมตร ในอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ

dsc_2616

5 กันยายน 2554 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย รังสิต ปทุมธานี : ดร. ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานร่วมประชุมหารือกับภาคธุรกิจเอกชน ผู้เช่าสถานที่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย กว่า 40 ราย เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแนวทางการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆที่จะรองรับความต้องการและสนับสนุนภาคเอกชน  เพื่อเร่งสร้างและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่สังคม

dsc_2621

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วท กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี   ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 หนึ่งในนโยบายหลักทั้งแปด คือ นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม โดยมีนโยบายที่สำคัญอยู่หนึ่งข้อ คือ การสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสร้างแหล่งงานเพื่อรองรับบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา ดังนั้น เพื่อเป็นการเร่งผลักดันนโยบายดังกล่าวสู่เชิงปฏิบัติและสร้างบรรยากาศการลงทุนและเพิ่มกำลังแข่งขันของธุรกิจใหม่ๆ ที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นฐานที่จะก้าวสู่ตลาดทุนในอนาคต กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ซึ่ง มีหน้าที่สร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐาน ด้วยการนำองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาถ่ายทอดสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการนำไปต่อยอดเชิงธุรกิจ เกิดมูลค่าเพิ่มและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง อันจะนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการรวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

dsc_2650

นอกจากนี้  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเอกชนเพื่อทำการวิจัย หรือร่วมวิจัยกับภาครัฐ โดย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย(Thailand Science Park) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งหวังให้เป็นศูนย์รวมการขับเคลื่อนการวิจัยพัฒนาด้าน ว และ ท ที่ครบวงจร เชื่อมโยงกิจกรรมวิจัยพัฒนาให้เกิดการขยายผลในเชิงพาณิชย์และเกิดประโยชน์ต่อชุมชน ต่อพื้นที่ ตลอดจนเป็นแหล่งพัฒนากำลังคนและสร้างมวลรวม (Critical Mass) ด้านวิจัยพัฒนา ให้กับประเทศ และกระตุ้นจูงใจให้เอกชนมีการลงทุนด้านธุรกิจเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันได้ขยายการดำเนินงานในระยะที่ 2 โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารนวัตกรรม 2 ซึ่งจะมีขนาดพื้นที่อาคารเพิ่มขึ้นอีก 124,000 ตารางเมตร จะเปิดดำเนินการได้ในปี 2556 ในช่วง 2 ปีต่อจากนี้

ดร.ปลอดประสพฯ รมว.วท. กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย สวทช. คงจะเน้นหนักในเรื่องการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับ phase 2 และเติมเต็มสิ่งที่ขาด เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการเทคโนโลยีเพิ่มเติมจากระยะที่ 1 ที่ให้บริการเต็มพื้นที่แล้ว ซึ่ง สวทช. ได้ลงทุนเพิ่มเติมในส่วนห้องปฏิบัติการวิจัยของภาครัฐเพื่อรองรับความจำเป็นเร่งด่วนด้าน ว และ ท ของประเทศ คาดว่าเมื่อเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบแล้วจะมีผู้ประกอบการเทคโนโลยีเช่าพื้นที่ประมาณ 200 ราย เกิดการจ้างงานประมาณ 2,000 คน และจะทำให้ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย(Thailand Science Park)  เป็นแกนกลางในการเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาทั้งจากนักลงทุนไทยและต่างประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ

dsc_2644

ด้านดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผอ.สวทช.กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการทั้งหมดที่เช่าใช้พื้นที่Thailand Science Park ใน Phrase 1เพื่อทำวิจัยพัฒนาปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 115 บริษัท แบ่งเป็นประเภทของธุรกิจ เช่น ด้านอาหาร การเกษตร และการแพทย์   ยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบ พลังงานและสิ่งแวดล้อม คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ Business Support โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการมีความพึงพอใจและได้รับประโยชน์ในการใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆเพื่อทำการวิจัยพัฒนา อาทิ เครือเบทาโกร ซึ่งได้มาจัดตั้ง Betagro Science Center เพื่อเป็นศูนย์วิจัยพัฒนาของเครือเบทาโกร และให้บริการตรวจวิเคราะห์และเป็นห้องปฏิบัติการกลางเพื่อการทดสอบอาหารสัตว์ การเฝ้าระวังสุขภาพและวินิจฉัยโรคสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เพื่อการบริโภค หรือบริษัท ไฮกริม เอนไวรอลเมนทอล แอนด์ รีเสิร์ช จำกัด ซึ่งร่วมทุนวิจัยกับไบโอเทค สวทช.วิจัยและผลิตสารชีวบำบัดจากจุลินทรีย์ เพื่อขจัดและบำบัดน้ำมัน น้ำเสีย ในโรงงานอุตสาหกรรม และปั๊มน้ำมัน และยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเป็นกลยุทธ์การสร้างความสามารถทางการแข่งขันใหม่ (Green Strategy) ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ และบริษัท แอร์ โพรดักส์ เอเชีย (เทคโนโลยีเซ็นเซอร์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกในเรื่องเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร ที่ตัดสินใจตั้งศูนย์เทคโนโลยีอาหารแห่งใหม่ในเอเชีย เพื่อที่จะนำเอาเทคโนโลยีการแช่เย็น และระบบบรรจุภัณฑ์แบบใหม่มาสู่ลูกค้าในเอเชีย ก็ตัดสินใจเข้ามาทำงานในอุทยานวิทยาศาสตร์เนื่องจากเล็งเห็นความพร้อมในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ตลอดจนห้องปฏิบัติการทางจุลวิทยาที่จำเป็นที่อยู่ที่ศูนย์ไบโอเทค สิ่งนี้ได้ช่วยทำให้สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ ฯลฯ

สวทช. และ เมอร์ค ร่วมวิจัยพัฒนาพลาสติกเพื่อการเกษตรลดความร้อนภายในโรงเรือนด้วยผงสีโซล่าร์แฟลร์®

001_0

Thai International Plastics and Rubber Exhibition 2011

ห้องสัมมนา  ไบเทค บางนา

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2554

บริษัท เมอร์ค จำกัด สาขาของบริษัท เมอร์ค เคจีเอเอ ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกทางด้านเคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์ ได้พัฒนาสารเติมแต่งชนิดพิเศษ โซล่าร์แฟลร์® ที่สามารถกรองรังสีความร้อนช่วงใกล้จากดวงอาทิตย์  ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาแผ่นฟิล์มพลาสติกคลุมโรงเรือนเพาะปลูกสำหรับลดความร้อนแรงของแสงแดดภายในโรงเรือน จึงได้ร่วมดำเนินงานวิจัยภายใต้โครงการวิจัย Development of SolarFlair® filled plastic films covered Greenhouse for solar heat reduction กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาแผ่นฟิล์มพลาสติกคลุมโรงเรือนที่สามารถลดการส่องผ่านของรังสีความร้อนช่วงใกล้จากดวงอาทิตย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพของพืชผลทางการเกษตรขณะเติบโต ให้ผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพสูงได้มาตรฐาน  อันจะเป็นประโยชน์และช่วยเร่งให้เกิดการก้าวกระโดดแห่งนวัตกรรมในประเทศไทย และจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งโครงการความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของเมอร์คที่ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมสังคมและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

มร. อมันน์ บัตทาจาร์จี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์ค จำกัด กล่าวว่า “การร่วมมือวิจัยในครั้งนี้ถือเป็นการร่วมวิจัยครั้งแรกในแถบเอเซีย ซึ่งนับได้ว่ามีความสำคัญและเป็นประโยชน์ในการพัฒนาด้านการเกษตร เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในปัจจุบัน ส่งผลให้เทคโนโลยีโรงเรือนเพาะปลูกมีความสำคัญและเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น  เพราะเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยประหยัดพลังงาน  และลดการสูญเสียผลผลิตจากสภาวะโลกร้อน”

002_0

ด้าน สวทช. มีความเห็นว่า การเผยแพร่ผลงานวิจัยในครั้งนี้ นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน  ที่มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน ในการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการของผู้ใช้งานและหวังว่าจะเป็นการสร้างจุดเปลี่ยนให้เทคโนโลยีโรงเรือนมีการนำไปใช้แพร่หลายมากขึ้น

ผงโซล่าร์แฟลร์® เป็นผงโปร่งแสง ที่มีคุณสมบัติสะท้อนรังสีความร้อน ลดการส่องผ่านของรังสีความร้อนช่วง 780 – 1400 นาโนเมตร และหากผสมลงในพลาสติกใสในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้แสงช่วงที่ตามองเห็น ซึ่งเป็นช่วงแสงที่เหมาะต่อการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโตของพืช ส่องผ่านได้ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการนำไปใช้เป็นพลังงานของพืช ด้วยคุณสมบัตินี้จึงสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาแผ่นฟิล์มพลาสติกคลุมโรงเรือนลดความเข้มของรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่สูงเกินไปของระบบการเพาะปลูกในโรงเรือน

003_0

ในการศึกษาครั้งนี้ได้เลือกใช้โรงเรือนผักไฮโดรโพนิกมาเป็นต้นแบบ ซึ่งผลการทดสอบพบว่าผักไฮโดรโพนิกที่ปลูกภายใต้โรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกที่มีผงสีโซล่าร์แฟลร์® เป็นส่วนประกอบ  มีปริมาณและคุณภาพของผลผลิตดีกว่าผักไฮโดรโพนิกภายใต้โรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกที่มีขายในท้องตลาด   ผลการทดสอบนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจน     สำหรับการทดสอบในภูมิภาคตะวันออกเฉียง-เหนือ

จากผลความสำเร็จของการวิจัยครั้งนี้ บริษัท เมอร์ค จำกัด  ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดย  ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ได้จัดสัมมนาเชิงวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการลดความร้อนภายในโรงเรือนด้วยฟิล์มผสมผงสี โซล่าร์แฟลร์® ในวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2554 ณ ห้องสัมมนา MR219 ภายในงาน Thai International Plastics and Rubber Exhibition 2011

004

ในงานสัมมนาครั้งนี้ นอกจากผู้เข้าร่วมงานจะได้รับความรู้และเปิดโลกทัศน์ด้านงานวิจัยแล้ว ภายในงานสัมมนายังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่สนใจในงานวิจัย และผลิตภัณฑ์ ทำการเจรจาธุรกิจเพื่อต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ภาคการตลาด ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษ ในการรับโปรโมชั่นจากทางคณะผู้จัดงานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผงโซล่าร์แฟลร์® อีกด้วย

ข้อมูลเกี่ยวกับ สวทช.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีหน้าที่ในการดำเนินการวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม ให้บริการทางเทคนิค และวางรากฐานการพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก อีกทั้งยังให้การสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม และด้านอื่นๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่องค์กรของรัฐและเอกชน ลงทุนและให้การสนับสนุนในกิจการ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วย 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) และศูนย์แห่งชาติอีก 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ (MTEC) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ทั้งนี้สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th

ข้อมูลเกี่ยวกับ บริษัท เมอร์ค จำกัด

บริษัท เมอร์ค จำกัด ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ. 2534 โดยเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท เมอร์ค เคจีเอเอ ประเทศเยอรมนี และบริษัท บี. กริม (ประเทศไทย) ถือเป็นการขยายกิจการของกลุ่มบริษัท เมอร์ค ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในประเทศเยอรมนี ที่มียอดขายถึง 9.3 พันล้านยูโรในปี 2553 และมีประวัติยาวนานกว่า 340 ปี มีพนักงานประมาณ 40,000 คน ใน 67 ประเทศทั่วโลก เมอร์ค ประเทศไทย เป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ และเวชภัณฑ์ เพื่อจัดจำหน่ายให้กับโรงพยาบาล สถาบันการศึกษา และอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย โดยผงสีโซล่าร์แฟลร์อยู่ในส่วนผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผงสีมุกในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ สิ่งพิมพ์ พลาสติก การเคลือบ ยานยนต์ และผงสีมุกสำหรับเครื่องสำอางค์ นอกจากนี้ เมอร์คยังมีเคมีภัณฑ์เพื่อตอบสนองความก้าวหน้าของเทคโนโลยี อาทิ Liquid Crystal สำหรับจอทีวี น้ำยาเคลือบเลนส์  สารเรืองแสงสำหรับหลอดไฟ LED และสารเคลือบทำแผงโซล่าเซลล์ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมอร์ค ประเทศไทยได้ที่ www.merck.co.th และข้อมูลเกี่ยวกับเมอร์ค เคจีเอเอได้ที่  www.merck.de

ซอฟต์แวร์พาร์ค ผลักดันไอทีไทยเตรียมพร้อมเดินหน้าสู่ AEC2015 ในงาน Software Park Annual Conference 2011

308908_256488917719135_100000740875295_868651_2968843_n

เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย(Software Park Thailand) ร่วมกับ ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เตรียมจัดงานสัมมนาวิชาการครั้งยิ่งใหญ่ Software Park Annual Conference 2011 ภายใต้หัวข้อ “การเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยสู่เวทีอาเซียนในปี 2015” หวังยกระดับความรู้ ทักษะ เสริมสร้างเครือข่าย พร้อมเผยแพร่ผลงาน ศักยภาพผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทย สู่เวทีนานาชาติ ในวันที่ 13 กันยายน 2554 นี้ ณ ห้องบอลรูม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) เปิดเผยว่า ในฐานะที่ซอฟต์แวร์พาร์คเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มีบทบาทในการสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศ พร้อมทั้งมุ่งพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ให้มีความเข้มแข็ง และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง งานสัมมนาวิชาการประจำปีของซอฟต์แวร์พาร์คปีนี้ หรือ Software Park Annual Conference 2011 จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “การเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยสู่เวทีอาเซียนในปี 2015” เพื่อมุ่งเน้นส่งเสริมให้ทั้งภาคธุรกิจและบุคลากรในวงการไอทีตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่เวที AEC2015

ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า  หากขาดการเตรียมพร้อมและการปรับตัวที่ดี อุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบเชิงลบค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน  แรงงานที่มีความสามารถอาจเคลื่อนไปสู่องค์กรขนาดใหญ่ในอาเซียนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ในทางกลับกัน ช่วง 3 ปีครึ่งจากนี้ หากอุตสาหกรรมไอทีไทยร่วมมือกันวางแผน และปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ก็เชื่อว่า AEC2015 จะกลายเป็นโอกาสทางการตลาดและเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมไอทีไทยอย่างแท้จริง

กิจกรรมในงานจะประกอบไปด้วย ส่วนนิทรรศการ บูธแสดงสินค้าและบริการของเจ้าของเทคโนโลยีชั้นนำ ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทย ศูนย์ฝึกอบรมด้านไอที  และอื่นๆ การสัมมนาเชิงวิชาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชน รวมถึง หอเกียรติยศ Software Park Thailand: Hall of Fame 2011 ซึ่งเป็นการประกาศเกียรติคุณผู้ทำประโยชน์ให้แก่อุตสาหกรรมไอทีในระดับประเทศ

311077_256485554386138_100000740875295_868633_3651655_n

ดร.ประสบโชค ประมงกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท ไมโครซอฟท์(ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า AEC 2015 เป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะปักธงในอาเซียน และเป็นการส่งสัญญาณไปสู่ประชาคมโลก โดยในการสร้างความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการมีปัจจัยหลัก 3 ประการคือ 1.คน.2.ตลาด 3.ไอซีที ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยนั้นมองว่า เป็นวาระแห่งชาติที่การผลักดันเป็นภารกิจของประเทศซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน โดยต้องพัฒนาคนให้เก่ง ทำตลาดให้กว้าง และพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวไกล ทั้งนี้ต้องมีการสนับสนุนอย่างจริงจัง อาจทำเป็นรูปแบบคลัสเตอร์ในแต่ละSolution หรือการสร้างมูลค่าตลาดให้มากขึ้น

คุณเจนวิทย์ คราประยูร ผู้จัดการทั่วไป True Internet Data Center Co.,Ltd. (True IDC) เปิดเผยว่า สิ่งที่ Technology vendor ต้องเตรียมรับมือกับ AEC2015 ที่กำลังจะมาถึงคือ การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน เพราะเมื่ออาเซียนเป็นตลาดเดียวกันแล้วก็จะทำให้ตลาดด้านเทคโนโลยีมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย สินค้า บริการ ทุนและแรงงานวิชาชีพที่มีฝีมือจะสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างอิสระทั่วภูมิภาคซึ่งอาจส่งผลให้แรงงานวิชาชีพสำคัญของไทยอาจเลือกไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลตอบแทนสูง นอกจากนี้ประเทศไทยอาจเสียประโยชน์ประเทศอื่นๆในอาเซียนเพราะมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี กฏหมาย และขีดความสามารถของบุคลากร รวมทั้งมีโอกาสได้รับผลกระทบจากากรเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในไทยมากขึ้น จากปกติที่มีสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติมากอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจเกิดการแข่งขันรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นนอกจาก Technology vendor ทั้งหลายต้องพยายามรักษาบุคลากรแรงงานที่มีฝีมือในบริษัทของตนแล้ว ขณะเดียวกันยังมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรเหล่านั้นควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ ในขณะเดียวกันก็ควรดำเนินการตลาดแบบเชิงรุกกลับคู่แข่งเช่นกัน อาทิ การสนับสนุนให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางของ network ในภูมิภาค โดยจูงใจให้ผู้ให้บริการเครือข่ายระหว่างประเทศเข้ามาตั้ง node ในประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Content ในภูมิภาค

นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SSC Solution Co.,Ltd. และกรรมการกิจการอาเซียนสภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยต้องเตรียมปักธงว่าจะมีความโดดเด่นด้านไหนหากเปิดตลาดอาเซียน การเตรียมตัวที่จะเป็นอันดับหนึ่งของตลาดนอกจากผู้ประกอบการที่ต้องเตรียมพร้อมแล้วต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและต้องทำงานร่วมกันกับสมาคมหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องด้วยเพื่อให้อุตสาหกรรมไทยพร้อมที่จะแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพ

311077_256485541052806_100000740875295_868629_3242413_n

นายปริญญา หอมเอนก ประธานและผู้ก่อตั้ง ACIS Professional Center Co., Ltd. เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญคือภาครัฐควรสนับสนุนการสอบใบรับรองความสามารถของบุคลากรไอทีของไทย โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณบางส่วนเพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีการวัดความรู้ความสามารถของบุคลากรทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลของประเทศอาเซียนมีการตื่นตัวและพัฒนาบุคลากรด้านไอทีกันแล้ว จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันให้มีการวัดระดับความสามารถบุคลากรไทยเพื่อให้แข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

นายอดิเรก ปฏิทัศน์ นายกอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย(ATCI) เปิดเผยว่า ภาครัฐควรช่วยให้ความรู้ด้านกฎระเบียบและข้อบังคับของแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงสำรวจความต้องการของตลาด IT และ IT Services เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อม รวมถึงการส่งเสริมและให้การฝึกอบรมในการใช้ภาษาอังกฤษ (Intensive English Program) เพื่อการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ภาครัฐควรมีการจัดสัมมนา และเชิญผู้รู้ในอุตสาหกรรม IT และ IT Services มาร่วมให้ข้อมูลในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเกิดความตื่นตัว และพร้อมที่จะแข่งขันในอีก 3 ปีข้างหน้า

นายสมพร มณีรัตนะกูล นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (ATSI) เปิดเผยว่า การเตรียมรับมือ AEC 2015 สำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ATSI ได้เตรียมรับมือหลายรูปแบบ และได้จัดทำมาตรการรองรับในรูปของระเบียบ ข้อกำหนด เงื่อนไข การตรวจสอบ การรับรอง ฯลฯ ที่อยู่ในรูปแบบที่ปฏิบัติได้ รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคซอฟต์แวร์ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย เช่น การออกใบรับรองคุณภาพ และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ การกำหนดความสามารถ-คุณภาพของซอฟต์แวร์ในระดับต่างๆ การออกใบรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ และที่สำคัญคือการรวมตัวของผู้ประกอบการซอฟต์แวร์เฉพาะด้านในการร่วมกันคิดและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

311077_256485551052805_100000740875295_868632_2552005_n

ดร.พีรสัณห์ บุณยคุปต์ นายกสมาคมส่งเสริมการส่งออกอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย(TSEP) เปิดเผยว่า AEC 2015 จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ใน 2 เรื่องหลักคือ เงินลงทุนที่จะหมุนเวียนไหลเข้าและออก โดยจะมีเงินลงทุนเข้ามาในบริษัทไอทีของไทย ทั้งจากในประเทศกลุ่มอาเซียนและนอกกลุ่มอาเซียนมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องเตรียมรับมือ อีกเรื่องคือ บุคลากร จะมีการเคลื่อนย้ายไปยังประเทศหรือเมืองที่มีศักยภาพในการทำงาน มีค่าจ้างที่อยู่ได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยต้องมีการเตรียมรับมือที่จะทำให้ประเทศ หรือ บางพื้นที่ของประเทศไทยมีอินฟาสตรัคเจอร์ที่จะมารองรับและดึงดูดคนที่มีศักยภาพและประสบการณ์ ให้มาทำงาน เพราะเมื่อเปิดตลาดปรากฏการณ์สมองไหลก็จะเกิดขึ้น

พลาดไม่ได้กับงาน สัมมนาวิชาการครั้งยิ่งใหญ่ Software Industry towards ASEAN Economic Community-AEC 2015 อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน2015 ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 13 กันยายน 2554 นี้  พร้อมพบกับ แบไต๋ไฮเทคทอล์คโชว์ ตอน App ไทยไป App โลก พบ หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ จิ๊กโก๋ไอทีพี่หลาม อาจาร์ยศุภเดช ที่จะมาล้วงลึกวงการแอพตู้ที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของการพัฒนาแอพลิเคชั่นไทยบน Smart Device ต่างๆ ร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาแบบเจ็บๆคันๆมันส์ๆในสไตล์แบไต๋ไฮเทค 1ชม.เต็มอิ่มในงาน

สวทช.จับมือ 15 สถาบันการศึกษา และบริษัท ทรู อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพไอทีให้แก่บุคลากรไทยในภาคการผลิต และบริการ

322526_252958111405549_100000740875295_856446_1139704_o

สวทช.จับมือ 15 สถาบันการศึกษา และบริษัท ทรู อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพไอทีให้แก่บุคลากรไทยในภาคการผลิต  และบริการ  เพื่อรับมือกับ AEC 2015  ในเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในวิชาชีพด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

24 สิงหาคม 2554: สถาบันวิทยาการ สวทช. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมมือกับ 15 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และบริษัท ทรู อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด ในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกันจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและพิธีแถลงข่าวการจัดตั้งเครือข่ายในโครงการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในภาคการผลิตและบริการ  โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล   ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  เป็นประธาน

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล   ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ/ สวทช. กล่าวว่า  การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในครั้งนี้  เป็นความร่วมมือและการสนับสนุนระหว่าง สวทช. และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานหรือองค์กรจากภาคเอกชน  ในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถด้านมาตรฐานวิชาชีพไอทีขั้นสูงของนักศึกษาและบุคลากรของไทย  ให้มีความรู้ ความสามารถและทักษะที่ได้มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง เพื่อให้องค์กรสามารถนำมาตรฐานนี้ไปใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา สรรหา คัดเลือก ปรับ/ เลื่อนตำแหน่ง บุคลากรกรสายไอที  ตลอดจนเป็นการกระตุ้นให้สถาบันการศึกษามีแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน   การดำเนินการสอบวัดมาตรฐานทักษะความรู้ด้านไอที  จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรที่สอบผ่านได้รับใบรับรองในคุณภาพของความรู้และทักษะวิชาชีพด้านไอทีระดับมาตรฐานสากล เป็นเครื่องมือในการรับประกันคุณภาพและความเชื่อมั่นที่ดีแก่ผู้ประกอบการหรือตลาดแรงงานทั้งในและนอกประเทศ   และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเตรียมพร้อมของแรงงานไทยที่จะรับมือในเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี ในสาชาวิฃาชีพด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์  ของการเป็นภาคีหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC 2015 ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจำนวน 15 แห่งในครั้งนี้   เป็นรูปแบบที่สถาบันการศึกษาจะให้การสนับสนุนการจัดสอบมาตรฐานวิชาชีพไอทีในฐานะเป็นศูนย์สอบและศูนย์ติวสอบ  และสนับสนุนให้นักศึกษาและบุคลากรทั้งภายในและเครือข่ายภายนอกเข้าร่วมสอบ    โดยสถาบันการ ศึกษาที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้  ประกอบด้วย  มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ,  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี,  มหา วิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,  มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์,   มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์,  มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,  มหาวิทยาลัยสยาม,มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ และสถาบันการจัดการปัญญาวิภัฒน์

334574_252959618072065_100000740875295_856452_410959_o

ผศ.ดร.เมธี สรรพานิช รองอธิการบดีวิทยาเขตภูเก็ต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะผู้แทนของสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ  เปิดเผยว่า  การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก 4 ปีข้างหน้า ส่งผลให้สถาบันการศึกษาของไทยต้องปรับตัวทั้งในแง่ของหลักสูตร  การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงาน   เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น  การสอบวัดมาตรฐานความรู้วิชาชีพ ITPE  จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาและยกระดับมาตราฐานความรู้ของบัณฑิตไทยโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร   ซึ่งสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมเครือข่ายในวันนี้  ต่างได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่นักศึกษาของตนจะได้รับจาก ITPE  ทั้งในแง่ของการยอมรับในความสามารถของบัณฑิตจากนานาประเทศ   โอกาสการได้งานทำทั้งในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน  นอกจากนั้น การสอบมาตรฐานยังทำให้เกิดการผลักดันให้เกิดการยกระดับการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาต่างๆ ของประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

และพร้อมกันนี้  บริษัท ทรู อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด  ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคเอกชนชั้นนำด้านไอทีได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนโครงการนี้  โดยได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนามาตรฐานบุคลากรด้านไอทีขององค์กร  และการสร้างกลยุทธ์ในการพัฒนาบุคลากรในสายงานที่เกี่ยวข้องกับไอที   จึงได้มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงานที่ผ่านโครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพ ITPE    มีการจัดส่งบุคลากรของบริษัทฯ เพื่อร่วมติวและร่วมสอบในโครงการฯ  อย่างต่อเนื่อง  ตลอดจนมีการสนับสนุนความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ และแลกเปลี่ยนบุคลากรประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงานด้านไอที   ในกรณีที่มีการประชุม–สัมมนาเชิงวิชาการ  การจัดอบรม และการเรียนการสอนในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไอที

334574_252959628072064_100000740875295_856455_4277445_o

นอกจากนี้ ดร.ทวีศักดิ์ ผอ. สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทาง สวทช. ได้มอบหมายให้สถาบันวิทยาการ สวทช. (NSTDA Academy) จัดทำโครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที (Information Technology Professional Examination-ITPE) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ Information Technology Promotion Agency (IPA) ภายใต้การกำกับดูแลของ Minister of Economy, Trade and Industry (METI)   หรือ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลักดันให้มีการสอบมาตรฐานวิชาชีพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไม่อิงผลิตภัณฑ์ในประเทศขึ้น โดยร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย มองโกเลีย พม่า ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ภายใต้ชื่อ IT Professionals Engineer Examination Council (ITPEC)

โครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2549 และจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยมีวิชาเปิดสอบในปัจจุบันจำนวน 2 วิชา คือ Fundamental Information Technology Professional Examination (FE)  และ วิชา Information Technology Passport Examination (IP) และมีนักศึกษา และคนทำงานในสายวิชาชีพไอที สมัครเข้าร่วมในโครงการจำนวน 5,579 คน มีผู้เข้าสอบจำนวน 5,037 คน และมีผู้สอบผ่านจำนวน 493 คน  คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของการสอบผ่าน 9.79 %  การดำเนินความร่วมมือเพื่อจัดตั้งเครือข่ายในครั้งนี้   จะผลักดันให้มีจำนวนผู้สมัครสอบโดยรวมของประเทศทั้งสิ้นมากกว่า 2,000 คนต่อปี

สำหรับการสอบในปี 2554 นี้ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าสมัครสอบ โดยมีศูนย์ติวสอบทั่วประเทศ เพื่อเป็นอีกแนวทางในการเตรียมตัวสอบ พร้อมตัวอย่างข้อสอบเก่าที่ได้รวบรวมไว้ที่หน้าเว็บโครงการฯ สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันวิทยาการ สวทช. โทร. 02-642-5001   โทรสาร 02-642-5014 หรือ http://www.nstdaacademy.com/ และ e-mail: mailto: itpe@nstda.or.th