MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

 

httpnstdachannel.tv

 

nac2014

    รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก วอชิงตัน เดือนเมษายน 2555

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      พบการสร้างไข่จากเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในรังไข่ของผู้ใหญ่

      ได้เวลาเปลี่ยนแปลงตำราเรียนครั้งใหม่แล้ว เนื่องจากเป็นระยะเวลากว่า 60 ปี ที่นักเรียนในระดับมัธยมปลายได้รับการสอนจากครูวิชาชีววิทยาว่าผู้หญิงเกิดมาพร้อมกับไข่จำนวนหนึ่ง ซึ่งจะไม่มีการสร้างเพิ่มเติมในภายหลัง แต่มีการค้นพบล่าสุดว่าเซลล้ต้นกำเนิด (stem cells) สามารถสร้างไข่ของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ได้ โดยไข่นี้ได้จากรังไข่ของผู้หญิงที่มีอายุช่วง 22-23 ปี

      ผลงานวิจัยนี้ได้รับเผยแพร่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใน Nature Medicine โดย Jonathan Tilly และคณะ ซึ่งทำงานที่ Massachusetts General Hospital ณ เมืองบอสตัน ซึ่งงานวิจัยนี้สอดคล้องกับการค้นพบของกลุ่มนักวิจัยในเซี่ยงไฮ้ที่ได้ทำการแยกเซลล์ต้นกำเนิดจากหนูทดลองในปี พ.ศ. 2552 แต่อย่างไรก็ตามงานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้ รวมทั้งงานวิจัยในหนูทดลองของ Tilly ก่อนหน้านี้ยังคงได้รับการโต้แย้งจากนักวิจัยท่านอื่นๆ อีกทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่เชื่อว่าจะมีเซลล์ต้นกำเนิดอยู่

      Tilly กล่าวว่า งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เพียงแต่ถูกต้องในหนูทดลองแล้ว แต่สิ่งที่ Tilly พยายามเสนอมาตลอด 8 ปี ว่าประชากรมนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากเซลลืต้นกำเนิดที่พบในเนื้อเยื่อขงผู้ใหญ่ที่อายุน้อยยังถูกต้องอีกด้วย

       

      การประเมินผลกระทบของการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง

      กลุ่มนักวิจัยกล่าวว่า เขื่อนที่สร้างขึ้นบนแม่น้ำสาขาต่างๆ ก่อให้เกิดผลเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพของปลามากกว่าการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง และยังส่งผลถึงความมั่นคงทางอาหาร

      การพัฒนาพลังงานน้ำบนแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระดับเทียบเท่ากับบนแม่น้ำโขง นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมชื่อ Guy Ziv ที่ Standford University ในมลรัฐ California กล่าวว่าได้ให้ความสนใจศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่โดยมุ่งเน้นศึกษากับเขื่อนที่ถูกเสนอให้สร้างบนแม่น้ำโขง เช่น เขื่อไชยบุรี (Xayaburi dam) ในประเทศลาว แต่มีเพียงการศึกษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาขา ปต่ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Proceeding of the National Academy of Science ฉบับเดือนมีนาคม 2555 โดย Ame Trandem กรรมการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับกลุ่มสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำนานาชาติในกรุงเทพมหานคร ได้ระบุ จำเป็นต้องมีการพิจาราณาใหม่ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นสำหรับการพัฒนาพลังงานน้ำในทั้งลุ่มแม่น้ำแม่โขงทั้งสาย

       

      ความเป็นกรดในน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของปลา

      การศึกษานี้ ได้อธิบายถึงความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์เหนี่ยวนำที่ให้ค่าความเป็นกรดของมหาสมุทรต่างๆ ซึ่งค่าความเป็นกรดที่เพิ่มสูงขึ้นนี้เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมปลาได้ เช่น การว่ายกลับตัวของปลาโดยทั่วไปแล้วการตอบสนองของเซลล์ประสาทปลาสามารถเกิดในทิศทางตรงกันข้ามได้ในสภาวะน้ำทะเลที่เป็นกรดทำให้ระบบการทำงานของปลาเกิดการแปรปรวน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการควบคุมค่าความเป็นกรดด่างในร่างกายรวมทั้งสมองของปลาเกิดขึ้นได้อย่างไร

      จากการเผยแพร่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Nature Climate Change เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555 นักประสาทวิทยาชื่อว่า Andrew Dittman ของ  National Oceanic and Atmosperic Administration's Northwest Fisheries Science Center ณ เมือง Seattle ได้อธิบายข้อสงสัยว่า จากการสังเกตเกี่ยวกับระบบสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงของปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำในสภาวะที่เป็นกรด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของปลา คือ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่ออยู่ในสภาวะที่ถูกล่า ทำให้มันกลายเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจของผู้ล่ามากยิ่งขึ้น

       

      การเพิ่มการบริโภค Trans Fat มีผลเชื่อมโยงกับพฤติกรรมความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้น

      นักวิจัยจาก San Diego School of Medicine ที่ University of California (UC) แสดงให้เห็นถึงการบริโภค dietary trans fatty acids (dTFA) ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมความหงุดหงิดและความก้าวร้าว

      งานวิจัยนี้นำโดยรองศาสตร์จารย์ Beatrice Golomb, MD, PhD ที่ UC San Diego Department of Medicine เผยแพร่ออนไลน์ผ่าน PLoS ONE ซึ่งจากการศึกษาในชายและหญิงเกือบ 1,000 คน และได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนของการเชื่อมโยงระหว่าง dTFA กับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่อคนรอบข้าง ตั้งแต่ความใจร้อนไปจนถึงพฤติกรรมที่ก้าวร้าว

      สาร dTFA เป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ได้จากกระบวนการเติมไฮโดรเจน (hydrogrnation) เข้าไปในน้ำมันไม่อิ่มตัว เพื่อทำให้น้ำมันเหล่านั้นเกิดการแข็งตัวที่อุณหภูมิห้อง สามารถพบสาร dTFA ในปริมาณที่สูงได้ในมาการีน เนยขาว และอาหารต่างๆ ที่ผ่านการปรุงแล้ว โดยเฉพาะในน้ำมันพืช เช่น มันฝรั่ง และเฟรนช์ฟรายและสามารถจำแนกผลกระทบของสาร dTFAs ต่อสุขภาพได้เป็นระดับไขมัน การเผาผลาญ การต้านฮอร์โมนอิซูลิน ปฏิกิริยาออกซิเดชัน การติดเชื้อ และสุขภาพของหัวใจ

       

      NIST พัฒนาการวัดเพื่อให้เซลแสงอาทิตย์สารอินทรีย์มีประสิทธิภาพขึ้น

      การพัฒนาเซลแสงอาทิตย์สารอินทรีย์ หรือ Organic Solar Cells ให้มีประสิทธิภาพมากพอที่จะถูกจำหน่ายสู่ตลาด ใกล้เป็นความจริงมากขึ้น ด้วยกระบวนการการวัดประสิทธิภาพการทำงานที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างพื้นฐานในความเข้าใจเพื่อการพัฒนาต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก the National Institute of Standard and Technology (NIST) และthe U.S. Naval Research Laboratory (NRL)

      ในปัจจุบัน การพัฒนาต้นแบบเซลแสงอาทิตย์ที่ทำจากวัสดุอินทรีย์ ค่อนข้างไปได้ช้ากว่าการพัฒนาเซลที่ใช้สารซิลิคอนแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในส่วนของการจ่ายไฟฟ้าออก หากเซลแสงอาทิตย์สารอินทรีย์มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพก็จะทำให้มีความแตกต่างในประสิทธิภาพโดยตัวเองคือ มีราคาที่ต่ำกว่าเซลแสงอาทิตย์แบบดั่งเดิม รวมทั้งสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างมากขึ้น และที่สำคัญสามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายกว่า

       

      เซลล์รากขนภายในหูของคนเราเป็นตัวชี้แนะให้สมองปรับเปลี่ยนความไวในการตอบสนองต่อเสียงได้

      นักวิจัยจาก University of illinois at Chicago College of Medicine ได้ค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เซลล์ขนภายในหูชั้นในของคนเรามีบางสิ่งที่เราไม่เคยทราบมาก่อน นั่นก็คือรากที่ยืดยาวออกไป ที่อาจช่วยให้ขนเหล่านี้สามารถสื่อสารกับเซลล์ประสาทและสมองเพื่อควบคุมความไวต่อการสั่นสะเทือนของเสียงและตำแหน่งของศีรษะ

      งานวิจัยของพวกเขาถูกเผยแพร่อยู่ในนิตยสาร Proceeding of the National Academy of Sciences

      โครงสร้างที่มีลักษณะเหมือนขนเรียกว่า "stereocilia" เป็นโครงสร้างที่แข็ง ไม่ยืดหยุ่น และถูกเชื่อมต่อกับโครงสร้างส่วนบนที่เรียกว่า "tip-link"

      Anna Lysakowski ศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์และชีววิทยาของเซลล์ ที่ UIC college of Medicine กล่าวว่าเมื่อคุณโยกศีรษะหรือมีคลื่นเสียงผ่านเข้าไปในหูของคุณจะทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิมและเกิดการยึดตัว ส่งผลให้ช่องของไอออนเปิดและทำให้เซลล์เกิดการตื่นตัว ทำให้สามารถถ่ายทอดสัญญาณที่เกิดขึ้นไปยังสมองหลังจากนั้นได้

       

      เพนตากอนเพิ่มงบประมาณด้านการโจมตีทางไซเบอร์

      เพนตากอนหรือ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรุ่งใหม่ด้านอาวุธไซเบอร์ซึ่งสามารถขัดขวางเครือข่ายกองกำลังศัตรูได้ นักวางแผนของกองทัพสหรัฐฯ กำลังเร่งพัฒนาเทคโนดลยีรุ่นใหม่ด้านอาวุธไซเบอร์ซึ่งสามารถขัดขวางเครือข่ายกองกำลังศัตรูได้ นักวางแผนของกองทัพสหรัฐฯได้เน้นถึงความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธไซเบอร์ในการทำสงครามในประเทศอิรักและประเทศซีเรีย เพื่อต่อต้านเป้าหมายสำคัญของกองกำลังศัตรู อาทิ ระบบการป้องกันทางอากาศ โดยอาวุธที่ใช้จะไม่อาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการปฏิบัติการ แต่การดัดแปลงอาวุธไซเบอร์ดังกล่าวจะต้องใช้เวลาอย่างมากในด้านเทคนิคอย่างน้อยหลายเดือนหรือหลายปี

      นักวางแผนของกองทัพสหรัฐฯ กำลังแสวงหาวิธีที่ทำให้ระบบการป้องกันภัยทางอากาศของประเทศซีเรียหยุดชะงักโดยเคยหารือถึงการใช้ไซเบอร์เทคโนดลยี แต่แนวคิดนี้ได้ยุติลงเนื่องจากไม่สามารถหาทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าได้ พวกเขาคาดว่าการสร้างอาวุธไซเบอร์อาจต้องใช้เวลาประมาณหนึ่่งปี รวมถึงเวลาประเมินช่องโหว่ของระบบเป้าหมาย เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ บอกว่า ยังไม่พร้อมที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ในประเทศลิเบีย แต่มีรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เร่งให้มีการพัฒนาอาวุธไซเบอร์และเทคโนโลยีการทหาร โดยกำหนดงบประมาณไว้จำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการดำเนินการในช่วงห้าปีหน้า โดยหน่วยงานชื่อว่า Defense Advanced Research Project Agency ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในด้านการวิจัยชั้นนำของประเทศ


      NSF สร้างช่องทางด่วนสำหรับข้อเสนอโครงการริเริ่มสร้างสรรค์

      ไม่มีเสียงวิจารณ์ใดที่จะกระทบต่อ the National Science Foundation (NSF) เท่ากับการวิจารณ์ถึง ระบบการประเมินโครงการโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer review system) ว่าแสนจะอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นระยะเวลาหลายปีที่ชุมชนนักวิจัยและรัฐสภาสหรัฐฯ ได้พยายามกดดัน NSF ให้เน้นการพิจารณาโครงการวิจัยที่มีความเสี่ยงในการลงทุน แต่สามารถสร้างความตื่นเต้นให้แก่โลก หากโครงการนั้นๆ ประสบความสำเร็จอย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ NSF มักยืนยันว่า การสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐานเป็นสิ่งที่ "สามารถนำไปสู่การสร้างศักยภาพ" และไม่จำเป้นต้องมีโปรแกรมพิเศษอะไร จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้อำนวยการ NSF Subra Suresh ได้เปิดเผยว่า NSF ได้จัดให้มีโครงการสนับสนุนริเริ่มสร้างสรรค์ (www.nsf.gov/pubs/2012/nsf12011/nsf12011.jsp) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะเสนอความคิดของนักวิจัยที่ไม่ได้รับการยอมรับในการจัดการปัญหาที่ซับซ้อน ดังนั้น ทุนสนับสนุนที่ชื่อ the Creative Research Awards for Transformative Interdisciplinary Ventures (CREATIV) ซึ่งมีจำนวนเงิน 24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนเล็กน้อยของงบประมาณเพื่อการวิจัยของ NSF จำนวน 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่ง NSF หวังว่า กองทุนใหม่ที่ตั้งขึ้นจะช่วยส่งสัญญาณให้ชุมชนนักวิจัยสหรัฐฯ ๆด้เห็นถึงแนวทางใหม่ในการติดต่อขอรับการสนับสนุนจาก NSF

       

      การบริโภคเนื้อแดงส่วนเชื่อมโยงกับอัตราการเสียชีวิตที่มาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคมะเร็ง

      จากการศึกษาของคณะนักวิจัยจาก Harvard School of Public Health (HSPH) พบว่าการบริโภคเนื้อแดงมีความเกี่ยวข้องที่มีความเสี่ยงของสาเหตุการตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผลการวิจัยยังพบว่า การบริโภคโปรตีนจากแหล่งทดแทนอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ปลา สัตว์ปีก และถั่วต่างๆ เช่น ลูกนัท หรือพืชตระกูลถั่วที่มีเมล็ด (legumes) ทำให้มีความเสี่ยงของสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเหล่านี้ลดลง

      การศึกษานี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใน Archives of Internal Medicine เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2555

       

      ปีงบประมาณ 2013 R&D ของอเมริกาเน้นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ พลังงาน และเสริมสร้างทักษะ

      คณะรัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามายังคงเน้นในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นแกนกลางการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างความรุ่งเรืงต่ออนาคตของชาติ ดังนั้น การจัดทำงบประมาณในปี ค.ศ. 2013 จึงเรียกร้องให้เพิ่มการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในวิสาหกิจของสหรัฐฯและเน้นการพัฒนาด้าน STEM (science, technology, engineering and mathematics) การเสนอตั้งงบประมาณปี 2013 จึงเน้นว่า จะเป็นความสำเร็จของการลงทุนที่สำคัญ โดยแสดงให้เห็นถึงข้อชดเชยเปรียบเทียบในสาขาการพัฒนาด้านอื่นๆ ที่มีผลต่อการขาดดุลหรือการลดงบประมาณในกฎหมาย Budget Control Act. 2011

       

      สกู๊ปจากหน้าปก: Scientific April Fool's Day

      1. เรื่องแรก มังกรมีจริง!
      2. เรื่อง (เกือบ) จริงของนกแพนกวินบินได้!
      3. อัพเดท Tweeter ผ่านกระแสจิต!
      4. การเรียงตัวที่น่ามหัศจรรย์
      5. การค้นพบอนุภาค Bigon

       

      แนวคิดพัฒนาประเทศไทยจาก ATPAC โดย ดร.บงกช วรรธนะภูติ

      ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)หมายถึง การมีปริมาณอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการ มีอาหารที่ปลอดภัยต่อร่างกายและการมีสารอาหารที่นำไปสู่สุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในรายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตันฉบับที่แล้ว ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับการใช้สารทดแทนเกลือในอาหารเพื่อรักษาโรคและลดโอกาสเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และโรคอื่นๆ ที่อาจจะตามมาจากการรับประทารเกลือโซเดียมในปริมาณมากๆ ฉบับนี้ ขอนำเสนอการพัฒนาอาหารไร้สารกลูเตน (Gluten-free food) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและมีแนวดน้มว่าจะเป้นที่นิยมมากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก ถือเป็นโอกาสหนึ่งของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมและเป็นแหล่งอาหารสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ในการพัฒนาและขยายตลาดอาหารส่งออกบทความนี้ นำเสนอโดย ดร. บงกช วรรธนะภูติ รองศาสตราจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์การอาหาร แห่ง University of Missouri เมือง Columbia มลรัฐ Missouri ประเทศสหรัฐอเมริกา และหนึ่งในสมาชิกของสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada - ATPAC)

       

      บทสัมภาษณ์: ดร.บงกช วรรธนะภูติ และการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร หนึ่งแรงสนับสนุนอนาคตของประเทศไทย

      อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป้นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่อาหารที่ดี ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้รับประทานอิ่มท้องและดำเนินชีวิตต่อไปได้ แต่อาหารที่ดีจะต้องไม่ก่อให้เกิดโรคและส่งเสริมสุขภาพ ผู้บริโภคในปัจจุบันนี้กำลังให้ความสนใจในอาหารที่มีความสด สะอาด ผ่านกระบวนการแปรรูปที่น้อยที่สุด และมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างครบครัน

      ตัวอย่างหนึ่งของอาหารที่กำลังอยู่ในกระแสความนิยมของผู้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกาคือ อาหารที่ไร้สารกลูเตน (Gluten free foods) เนื่องจากร้อยละหนึ่งของชาวอเมริกันเป็นโรค Celiac Disease หรือโรคอักเสบของลำไส้เล็กที่เกิดจากการแพ้ยาของกลูเตน ปัญหาทางสุขภาพดังกล่าวทำให้อาหารที่ไร้สารกลูเตนกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก นี่จึงเป็นโอกาสหนึ่งของประเทศไทยในการพัฒนาอาหารส่งออก เช่น การเพิ่มมุลค่าให้แก่ข้าวซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแป้ง เพื่อตอบสนองความต้องการอาหารที่ไร้สารกลูเตนของตลาดโลก

      จดหมายข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนดลยีจากกรุงวอชิงตันฉบับนี้ ได้สัมภาษณ์ ดร. บงกช วรรธนะภูติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์การอาหาร แห่ง University of Missouri เมือง Columbia มลรัฐ Missouri ประเทศสหรัฐอเมริกา และหนึ่งในสมาชิกของสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada - ATPAC) ผู้ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัยไปที่คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี และหน้าที่ของอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีนจากนม นอกจากนั้น ดร. บงกช ยังเป็นหนึ่งในทีมของจดสิทธิบัตร ภายใต้ชื่อว่า "Process for making whey proteins having improved thermal stability in beverage applications at neutral pH" อีกด้วย

       

      คลิกเพื่อดาวน์โหลด

        Items details

        • Hits: 7306 clicks
        • Average hits: 260.9 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        Tags: ข่าววิทยาศาสตร์  ข่าวเทคโนโลยี  รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน  วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  การสืบพันธุ์  รังไข่  เซลล์ต้นกำเนิด  Stem cells  FACS  การเจริญพันธุ์  ชีววิทยาการเจริญพันธุ์  การปฏิสนธิ  แม่น้ำโขง  การสร้างเขื่อน  เขื่อน  ชีวภาพ  ชีววิทยา  Mekong River Commission  MRC  พฤติกรรมสัตว์  GABA  gabazine  Trans Fat  trans fatty acid  พฤติกรรมมนุษย์  พฤติกรรมผู้บริโภค  พฤติกรรมสุขภาพ  dTFA  เซลแสงอาทิตย์สารอินทรีย์  Organic Solar Cells  ขน  กายวิภาคศาสตร์  striated organelle  เพนตากอน  อาวุธไซเบอร์  CREATIV  the Creative Research Awards for Trasformative Interdisciplinary Ventures  เนื้อแดง  โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ  โรคมะเร็ง  โปรตีน  R&D  นวัตกรรม  April Fool's Day  ATPAC  กลูเตน  Gluten  Celiac Disease  โรคอักเสบของลำไส้  วิทยาศาสตร์การอาหาร  อาหาร  การบริโภค  สุขภาพ  
        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 4
        น้อยมากที่สุด