รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก วอชิงตัน เดือนธันวาคม 2550

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      เมททานอลแสดงศักยภาพในการเป็นเชื้อเพลิง
      เมททานอล กำลังได้รับความนิยมมากในการเป็นทางเลือกหนึ่งในการเป็นวัตถุดิบทางปิโตรเคมีและเชื้อเพลิง

      เมททานอล (Methanal) คือ แอลกอฮอล์ที่เบาและมีโครงสร้างง่ายที่สุด มีคุณสมบัติไม่มีสีและติดไฟได้ โดยได้จากการกลั่นไอจากการเผาไหม้ โดยศาสตราจารย์ George A. Olah นักวิจัยทางเคมี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไฮโดรคาร์บอนลอคเกอร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียใต้ และผู้เคยได้รับรางวัลโนเบล ให้การสนับสนุนเมททานอลในหนังสือ "Beyond Oil and Gas : the Methanal Economy" โดยเน้นปรัชญาว่าเมททานอลไม่ได้เป็นคำตอบเดียวให้กับปัญหาพลังงานโลก แต่เราควรใช้ทุกสิ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งเมททานอลจะมีบทบาทสำคัญตัวหนึ่งในอนาคต

      ในสหรัฐฯ ปัจจุบันเน้นที่เอททานอลชีวภาพ (Bioethanol) ในการเป็นเชื้อเพลิง แต่กำลังประสบปัญหา โดยในปี พ.ศ. 2545 สหรัฐฯ ใช้ข้าวโพดในการนำมาผลิตเอททานอล ซึ่งคิดเป็น 20% ของปริมาณข้าวโพดที่ผลิตได้ทั่วประเทศ แต่ยังไกลกับเป้าหมายที่กระทรวงพลังงานตั้งไว้ คือ 60 พันล้านแกลลอนภายในปี พ.ศ. 2573 ทำให้ต้องแบ่งปันข้าวโพดที่ใช้เลี้ยงสัตว์มาใช้ ส่งผลให้ราคาอาหารในสหรัฐฯ และแม็กซิโกสูงขึ้น รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเมททานอลจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ตัวอย่างการนำเมททานอลมาใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์จะใช้ประมาณ 85% ผสมกับน้ำมันไร้สารตะกั่ว เรียกว่า M85 ซึ่งช่วยลดมลพิษทางอากาศได้ 50% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว อย่างไรก็ตามการผลิตเมททานอลในระดับอุตสาหกรรมได้จากถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ แต่มีข้อเสียเรื่องกระบวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

      พลังงานไฮโดรเจนจากแบคทีเรีย
      นักวิทยาศาสตร์วิจัยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพรุ่นใหม่ ที่สามารถผลิตก๊าซไฮโดรเจนโดยการทำงานของแบคทีเรียได้รวดเร็วกว่าเดิม 300 เท่า ผลงานดังกล่าวเป็นของ Bruce Logan แห่ง Pennsylvania State

      นอกจากนี้ยังพบว่าแบคทีเรียสามารถใช้สารอาหารได้หลากหลายชนิด รวมทั้งน้ำตาลกลูโคสและเซลลูโลส โดยพลังงานที่ได้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปก๊าซไฮโดรเจนซึ่งมีปริมาณ 3 เท่าจากเดิม โดยผลงานวิจัยดังกล่าวมีความสำคัญ และนักวิจัยบางกลุ่มกำลังนำไปใช้กับแบคทีเรียที่ดัดแปลงยีนส์ เพื่อใช้ผลิตก๊าซไฮโดรเจนที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นกว่านี้ ทั้งนี้เพื่อมุ่งสู่อนาคตเศรษฐกิจไฮโดรเจนต่อไป

      อุปกรณ์ตรวจจับวัสดุสารพิษในสิ่งบรรจุหีบห่อ

      ห้องปฏิบัติการแห่งชาติซานเดียของสหรัฐฯ พัฒนาอุปกรณ์ตรวจจับ เพื่อตรวจจับสารอันตราย และวัสดุที่มีพิษในหีบห่อหรือซ่อนอยู่ในผ้าหลายๆ ชั้นได้ โดยการใช้คลื่นความถี่ระดับเตระเฮิตช์ (THz) ซึ่งจัดว่าอยู่ระหว่างคลื่นไมโครเวฟและแสงอินฟาเรด โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตรวจจับวัสดุต่างๆ เช่น อาวุธต้องห้ามต่างๆ ที่ถูกซ่อนไว้ รวมถึงการใช้ในระบบโทรคมนาคมที่ทันสมัย และเป็นอุปกรณ์เรดาร์ที่มีความชัดเจนสูง

      การเก็บพลังงานในแผ่นแบตเตอรี่ที่บางและโค้งงอเหมือนแผ่นกระดาษ
      คณะวิจัยจาก Rensselaer Polytechnic Institute ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุปกรณ์เก็บพลังงานแบบใหม่ที่มีลักษณะคล้ายแผ่นกระดาษสีดำ แบตเตอรี่ดังกล่าวเกิดจากการใช้เทคโนโลยีนาโน ทำให้มีลักษณะเบาบาง และโค้งงอได้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ฝังในคน และในรถยนต์ เป็นต้น

      คุณสมบัติของแบตเตอรี่นาโนนี้มีความสามารถทำงานได้ในอุณหภูมิตั้งแต่ -100-300 องศาฟาเรนไฮนต์ โดยสามารถพิมพ์เป็นแผ่นบางเหมือนกระดาษได้ รวมถึงการใช้เลือดหรือเหงื่อเป็นพลังงานแก่แบตเตอรี่ได้ โดยนักวิจัยใช้วิธีฉีดหลอดคาร์บอนนาโนที่เป็นเส้นตรงเข้าไปในกระดาษทำให้แบตเตอรี่มีสีดำ ตัวหลอดนาโนจะทำหน้าที่เป็นขั้วไฟฟ้าช่วยให้อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถนำไฟฟ้าได้ โดยจะให้พลังงานที่ต่อเนื่องเหมือนแบตเตอรี่ทั่วไป และจะเป็นตัวเก็บประจุที่ให้พลังงานสูง

      ความหวังใหม่ในการต่อสู้เชื้อโรคที่ดื้อยา
      นักวิชาการทางการแพทย์มหาวิทยาลัยบอสตันค้นพบกระบวนการใหม่ในแบคทีเรียขณะที่แบคทีเรียเผชิญกับยาปฏิชีวนะ

      ปัจจุบันมียาปฏิชีวนะสำหรับเชิ้อแบคทีเรีย 3 ชนิดที่ใช้กันประจำ โดยแต่ละชนิดมีเป้าหมายไปขัดขวางการทำงานของแบคทีเรียต่างกัน แต่ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันพบว่าวิธีทั้ง 3 มีความเหมือนกันมากกว่าที่เคยเข้าใจ และความเหมือนกันอาจจะเป็นหนทางให้มนุษย์ต่อสู้กับอาการดื้อยาของแบคทีเรียได้ สิ่งนั้นได้แก่ การผลิตอนุมูลอิสระที่มากเกินพอ ตัวอนุมูลอิสระ ได้แก่ โมเลกุลต่างๆ ที่มีประจุลบอิสระ หรือมีอิเล็กตรอนที่ไม่มีคู่ ซึ่งเป็นเสมือนอาวุธที่ทำลายดีเอ็นเอ โปรตีนหรือไขมันในผนังเซลล์ กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาพที่แบคทีเรียมีอนุมูลอิสระมากเกินไป ส่งผลให้แบคทีเรียพิการหรือถูกทำลายในที่สุด และในอนาคตวิธีการรักษาแบบที่ทำอย่างไรให้สามารถเพิ่มอนุมูลอิสระต่างๆ ได้จะช่วยลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะลง และขณะเดียวกันจะช่วยให้แบคทีเรียที่ดื้อยาพ่ายต่อยามากขึ้น หรือมีการพัฒนาไปสู่ยาปฏิชีวนะแบบใหม่ในที่สุด

      การค้นพบครั้งนี้อาจช่วยฟื้นฟูการพัฒนายาปฏิชีวนะข้างเดียวที่ไม่สามารถใช้ได้แล้วเนื่องจากระดับยาที่ใช้รักษาใกล้เคียงกับระดับยาที่เป็นพิษต่อร่างกาย หากกระบวนการค้นพบดังกล่าวช่วยลดระดับยาที่ใช้บำบัดจะทำให้ยาที่เป็นอันตรายในอดีตกลับมาเป็นยาที่ปลอดภัยสำหรับคนไข้ได้ในที่สุด

      วัสดุรักษาตัวเองแบบใหม่เลียนแบบผิวหนังมนุษย์
      ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์วัสดุที่รักษาตัวเอง (Self healing material) ยุคใหม่ โดยวัสดุดังกล่าวเลียนแบบผิวหนังมนุษย์โดยสามารถรักษาตัวเองได้หลายครั้งให้คืนสภาพ

      วัสดุดังกล่าวนี้ขึ้นกับเครือข่ายเส้นหล่อเลี้ยงขนาดเล็ก 3 มิติ ที่ฝังตัวอยู่ซึ่งเลียนแบบระบบหมุนเวียนของสิ่งมีชีวิต ในการทำงานนี้มีลักษณะเหมือนกับกรณีที่เกิดแผลบนผิวหนังซึ่งทำให้เลือดไปจุดชนวนการเริ่มการบำบัดรักษาแผล การเกิดรอยแตกในวัสดุดังกล่าวจะเป็นตัวจุดชนวนให้สารรักษาเริ่มซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลาย

      การสร้างวัสดุรักษาตัวเองทีมงานได้สร้างโครงสร้างโดยใช้กระบวนการของหุ่นยนต์ ที่เรียกว่า Direct-write assembly โดยใช้เหมือนเป็นเป็นตัวช่วยที่เป็นโพลิเมอร์ กระจายให้เป็นเส้นใยต่อเนื่องเพื่อตัดเป็นโครงสร้าง 3 มิติเป็นชั้นๆ จากนั้นเอาโครงสร้างดังกล่าวมาห่อหุ้มล้อมด้วยสาร Exposy rasin ต่อด้วยการบ่มโดยทำให้เรซินร้อนขึ้นและหมึกกลายเป็น Substrate กับโครงสร้างเครือข่ายขนาดเล็กที่เชื่อมโยงกัน ในกระบวนการสุดท้ายนี้ทีมวิจัยได้วาง Epoxy coating ที่แตกหักของสาร Substrate และเติมโครงสร้างด้วยสารรักษาตนเอง (Liquid healing agent)

      นักวิทยาศาสตร์พบตัวแปรสู่การละลายของน้ำแข็งในทะเลอาร์คติค
      จากการติดตามปริมาณพื้นที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งในทะเลอาร์คติค (Arctic) ตั้งแต่ปี 2523-2550 พบว่ามีตัวแปรดันภูมิอากาศหลายประการทำให้มีน้ำแข็งปกคลุมน้อยสุดที่เคยมีในประวัติศาสตร์

      จากข้อสรุปการประชุม American Geophysical Union ณ นครซานฟรานซิสโกเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2550 สรุปมีตัวแปรหลายข้อที่ก่อผลเสียทำให้ปริมาณน้ำแข็งลดลงอย่างรวดเร็ว
      ได้แก่
      1. แนวโน้มระยะยาวที่น้ำแข็งในทะเลอาร์คติคจะละลายและหดตัว เป็นตัวเริ่มให้เกิดการละลายของน้ำแข็ง
      2. กระแสลมในฤดูร้อนที่มีความแรงผิดปกติได้พัดผลักดันน้ำแข็งส่วนมากออกจากทะเลอาร์คติคตอนกลางทำให้บริเวณที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่มีน้ำแข็งที่บาง และเป็นทะเลเปิดที่ไม่มีน้ำแข็งปกคลุม
      3. เกิดปรากฏการณ์การลดลงของปริมาณเมฆที่ปกคลุมทะเลอาร์คติค ซึ่งเป็นแนวโน้มที่มีการคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2550 นี้ ทำให้แสงอาทิตย์ส่องลงสู่มหาสมุทรมากกว่าปกติ และเนื่องจากทะเลเปิดที่ปราศจากน้ำแข็งปกคลุมจะดูดซับแสงแดดได้ดีกว่าน้ำแข็งและหิมะ ทำให้มหาสมุทรและบรรยากาศเหนือน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น เรียกว่า Ice/Albedo feedback ยิ่งเร่งให้น้ำแข็งละลายได้รวดเร็วมากขึ้น

      กระบวนการใช้ความร้อนและเคมีกำลังนำหน้าวิธีอื่นในการผลิตเอททานอลจากเซลลูโลส
      พ.ย. 2550 เมืองโซเฟอร์ตัน รัฐจอร์เจีย ก่อสร้างโรงงานผลิตเอททานอลจากเซลลูโลส (Cellulosic ethanol) โดยใช้ความร้อนและเคมี (Thermochemical) เป็นแห่งแรกของสหรัฐฯ เพื่อย่อยสลายเศษไม้จากอุตสาหกรรมป่าไม้

      เทคโนโลยีการใช้ความร้อนและเคมีที่ว่า ใช้โดยบริษัท Rouge Fuels ซึ่งได้ลงทุนสร้างโรงงาน ซึ่งเริ่มต้นโดยการให้ความร้อนและก๊าซออกซิเจนหรือไอน้ำเพื่อย่อยสลายชีวมวลได้เป็นแก๊สสังเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจน ก๊าซคาร์มอนนอกออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลัก แก๊สดังกล่าวเรียกสั้นๆ ว่า ซินแก๊ส (Syngas) ก่อนถูกนำไปเปลี่ยนเป็นเอททานอล หรือ เชื้อเพลิงดีเซล พื้นฐานของเทคโนโลยีนี้ เช่น กระบวนการ Gasification นั้นมีการพัฒนาและใช้งานมานานในการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ปุ๋ย และสารเคมีจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน จึงนำไปประยุกต์ได้ง่ายในการผลิตเชื้อเพลิงเซลลูโลส อีกทั้งยังสะดวกแก่การนำไปติดตั้งในอุตสาหกรรมต่างๆ

      มุมตรงข้ามของการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
      ข้อสงสัยล่าสุดกำลังเกิดขึ้นเรื่องการทุ่มทรัพยากรทั้งหมดสู่การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพคุ้มค่าหรือไม่

      จากการประชุมที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซียเรื่องการตกลงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อดำเนินการตามพิธีสารเกียวโต พบมีการใช้พื้นที่โลกประมาณ 1% ปลูกพืชเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อผลิตเอททานอลทดแทนการใช้น้ำมัน ขณะเดียวกันมีการปลูกสบู่ดำและปาล์มเพื่อใช้ผลิตน้ำมันดีเซลชีวภาพ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่แพงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล แต่ผลการศึกษาใหม่ที่ออกมานำมาสู่คำถามเรื่องความเหมาะสมของการขยายการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ  เช่น ปริมาณน้ำในการเพาะปลูก การปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซไนตรัสออกไซด์ จากการใช้ปุ๋ยปลูกพืชพลังงานชีวภาพ

      ตัวอย่างข้อมูลจาก Stockholm Environment Institute สวีเดน ชี้ว่าการขาดแคลนน้ำจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรหยุดชะงัก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลดลง 50% ภายในปี 2553 โลกจะใช้น้ำประมาณ 4,000-12,000 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปีมากขึ้นจากเดิม หรือข้อมูลจาก International Institute for Applied System Analysis เมือง Luxemburg ออสเตรเลีย ที่แสดงให้เห็นว่าโลกมีพื้นที่เพียง 250-300 ล้านเฮกเตอร์เพื่อปลูกพืชเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่โลกยังต้องการพื้นที่เพาะปลูกอีก 200 ล้านเฮกเตอร์ เพื่อเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอีก 2-3 พันล้านคน ซึ่งหากมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเชื้อเพลิงชีวภาพจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกอาหารและการทำลายป่าไม้ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น รวมถึงการใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจน ซึ่งธาตุไนโตรเจนกลายเป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกหนึ่งที่สำคัญ โดย International Panel Climate Change (IPCC) แสดงตัวเลขว่าระหว่าง 1-2% ของไนโตรเจนที่ใส่ในพื้นที่เพาะปลูกจะกลายเป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์


      ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ :  http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/391----122550

        Items details

        • Hits: 869 clicks
        • Average hits: 51.1 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        Tags: วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  ข่าววิทยาศาสตร์  ข่าวเทคโนโลยี  รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน  เมททานอล  ปิโตรเคมี  เชื้อเพลิง  Methanal  George A. Olah  สถาบันวิจัยไฮโดรคาร์บอนลอคเกอร์  มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียใต้  พลังงาน  เอททานอลชีวภาพ  Bioethanol  พลังงานไฮโดรเจน  แบคทีเรีย  เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ  Bioreactor  ก๊าซไฮโดรเจน  Bruce Logan  Pennsylvanis State  Hydrogenv  อุปกรณ์ตรวจจับ  ห้องปฏิบัติการแห่งชาติซานเดีย  คลื่นความถี่  เตระเฮิตช์  THz  โทรคมนาคม  สารพิษ  วัตถุอันตราย  Ultra thin  แบตเตอรี่  นาโนเทคโนโลยี  Nanotechnology  หลอดคาร์บอนนาโน  Biomedical engineering  การดื้อยา  เชื้อโรค  มหาวิทยาลัยบอสตัน  ยาปฏิชีวนะ  อนุมูลอิสระ  ผิวหนังมนุษย์  มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์  วัสดุที่รักษาตัวเอง  Self healing material  เส้นหล่อเลี้ยงขนาดเล็ก 3 มิติ  3D micro vascular  Biological circulatory systems  Robotic deposition process  Direct-write assembly  Polimeric ink  การละลายของน้ำแข็ง  ทะเลอาร์คติค  Arctic  American Geophysical Union  Ice/Albedo feedback  ธารน้ำแข็ง  เอททานอล  เซลลูโลส  Cellulosic ethanol  Thermochemical  Rouge Fuels  ความร้อนและเคมี  ซินแก๊ส  Syngas  เชื้อเพลิงดีเซล  Gasification  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก  Climate change  Kyoto protocol  Biodiesel  ภาวะโลกร้อน  Global warming  ก๊าซเรือนกระจก  พิธีสารเกียวโต  Stockholm Environment Instiute  International Institute for Applied System Analysis  การปลูกพืชเชื้อเพลิงชีวภาพ  International Panel Climate Change  IPCC  
        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 2
        น้อยมากที่สุด