รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก วอชิงตัน เดือนตุลาคม 2551

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      อาหารและบรรจุภัณฑ์นาโนกำลังออกสู่ตลาดสหรัฐฯ ตรงข้ามกับการดูแล
      ธุรกิจอาหารและบรรจุภัณฑ์นาโนมีอนาคตแจ่มใส่ในการประยุกต์ใช้ แต่ประชาชนสหรัฐฯ เริ่มมีคำถามเรื่องการดูแลจากรัฐบาล

      วัสดุขนาดเล็กระดับนาโนมีศักยภาพในการนำไปใช้เพื่อปรับปรุงรสชาติ สี กลิ่น เนื้อ และความเหนียวข้นของอาหารนักนวัตกรรมในทางอุตสาหกรรมการอาหารกำลังใช้วัสดุเหล่านี้เป็นแคปซูลบรรจุสารเสริมคุณค่าทางอาหาร เพื่อเพิ่มการดูดซึมและการนำสารอาหารไปใช้ในร่างกาย รวมถึงการนำไปใช้ในภาชนะบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างความแข็งแรงยิ่งขึ้น หรือการทำลายจุลชีพ ตลอดจนการตรวจจับสารปนเปื้อนและช่วยในการตรวจสอบแหล่งที่มาของอาหาร แต่ประชาชนสหรัฐฯ จำนวนมากกำลังเริ่มตั้งคำถามว่ารัฐบาลเข้ามามีส่วนในการดูแลหรือผู้บริโภคมีความรู้ที่เพียงพอหรือไม่ในการป้องกันปฏิกิริยาจากสาธารณชนในด้านลบ

      ปัจจุบันองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ พิจารณาเรื่องเทคโนโลยีนาโนเป็นกรณีๆ ไป โดยเน้นอาหารเติมแต่งนาโน และอาหารเสริม พร้อมอยู่ระหว่างการกำหนดเพื่อบ่งชี้ว่าสารประกอบอาหารนาโน หรือส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์ประเภทใดก่อให้เกิดข้อวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัย

      แม้จะมีผลิตภัณฑ์อาหารนาโนเพิ่มมากขึ้นในตลาด แต่ผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังไม่ทราบมากนักถึงข้อดี-ข้อเสีย สาเหตุเนื่องจาก ไม่มีข้อกำหนดให้มีการติดฉลากว่าอาหารหรือบรรจุภัณฑ์ใดมีการใส่วัสดุนาโน ดังนั้นจึงมีการพยายามผลักดันของกลุ่มผู้สนับสนุนผู้บริโภคเพื่อให้องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ กำหนดให้มีการติดฉลากในผลิตภัณฑ์อาหารนาโน เพื่อให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกบริโภค


      สหรัฐฯ ตั้งศูนย์วิจัยใหม่ 2 แห่ง ศึกษาผลกระทบของวัสดุนาโนต่อชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม
      NSF และ USEPA สนับสนุนงบ 38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จัดตั้งศูนย์วิจัยเพื่อศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมของเทคโนโลยีนาโน

      เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 National Science Foundation (NSF) และ United States Environmental Protection Agency (USEPA) ประกาศสนับสนุนงบประมาณ 38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อจัดตั้งศูนย์วิจัยแห่งใหม่ เพื่อศึกษาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของเทคโนโลยีนาโน โดยมีมหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) และมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจอลิส (UCLA)เป็นผู้นำ

      เหตุผลของการสนับสนุนเรื่องดังกล่าว คือ เมื่อนักวิจัยต่างๆ สามารถเข้าใจว่าอนุภาคนาโนในมิติใดมิติหนึ่งทำปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อมอย่างไรแล้ว ก็จะสามารถนำข้อมูลมาปรับปรุงการประเมินความเสี่ยง รวมถึงการช่วยให้ได้ข้อมูลที่ดีกว่าเดิมแก่ผู้วางนโยบาย และผู้พัฒนาเทคโนโลยีนาโนในเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันวัสดุนาโนมีการผลิตเป็นอุตสาหกรรมแล้ว แต่ยังไม่มีการควบคุมดูแลเป็นการเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม

      ศูนย์วิจัย 2 แห่งที่วางแผนดำเนินการ ได้แก่

      1. ศูนย์ที่ตั้งที่  UCLA คือ UCCEIN ย่อมาจาก University California Center for Environmental Implications for Nanotechnology โดยตั้งภายใต้สถาบัน Californai Nanosystem Institute ด้วยงบประมาณ 24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้จะเน้นการพัฒนาแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อคาดการณ์ถึงผลของวัสดุนาโนแบบต่างๆ ที่มีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยใช้การทดลองในเซลล์ และสัตว์ทดลอง
      2. ศูนย์ที่ตั้งที่ มหาวิทยาลัยดุ๊ก คือ CEINT ย่อมาจาก (Center for Environmental Implications of Nanotechnology) ด้วยงบประมาณ 14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเน้นเรื่องเส้นทางและการแพร่กระจายของวัสดุนาโนที่เกิดจากธรรมชาติและผลิตขึ้นจากอุตสาหกรรมในระบบนิเวศวิทยา ซึ่งได้เริ่มวางแผนสร้างระบบทดลองทางนิเวศวิทยาในป่าใกล้สถาบันและศึกษาอนุภาคนาโนของแร่ที่มีโลหะ


      การจัดตั้งศูนย์วิจัยทั้ง 2 แห่ง เกิดขึ้น 1 สัปดาห์หลังความพยายามของประเทศต่างๆ ที่ยกเรื่องผลกระทบของวัสดุนาโนที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย ทั้งนี้ศูนย์วิจัยทั้ง 2 แห่ง มีหน้าที่สนับสนุน National Nanotechnology Institute (NNI) ซึ่งเป็น consortium ของหน่วยงานรัฐ รวม 25 แห่ง เพื่อศึกษา ควบคุมและดูแลเทคโนโลยีนาโน

      ความคาดหวังจากการจัดตั้งศูนย์วิจัยดังกล่าว คือ การช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้เกี่ยวกับอันตรายของวัสดุนาโน และความพยายามคาดการณ์ความเสี่ยง ขณะที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาก้าวหน้าไปในแต่ละวัน


      แร่ธาตุในดินดาวอังคารชี้ให้เห็นว่าครั้งหนึ่งมีการไหลของน้ำบนดาวอังคาร
      ต้นเดือน ต.ค. 2551 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ที่ดำเนินโครงการส่งยานสำรวจอวกาศฟีนิกซ์ ไปสำรวจบนดาวอังคารประกาศว่า ยานสำรวจเคลื่อนที่ค้นพบแร่ธาตุที่ชี้วัดว่าเคยมีน้ำไหลบนดาวอังคาร

      การค้นพบดังกล่าวมาจากการอ่านของอุปกรณ์บนยานฟีนิกซ์ 2 ชนิดคือ

      1. Thermal and Evolved Gas Analyzer (TEGA) ซึ่งบันทึกข้อมูลการปล่อยน้ำออกจากดินของดวงดาวเมื่อเพิ่มความร้อนขึ้น รวมถึงการตรวจพบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกขับออกมาจากดินเมื่อให้ความร้อนสูงขึ้น
      2. Microscopy, Electrochemistry, and Conductivity Analyzer (MEGA) ซึ่งตรวจวัดค่าความเป็นกรดด่างได้ 8.3 ในสารละลายดินกับน้ำ


      ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าบนดวงดาวทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้มีการตั้งสมมติฐานว่า ช่วงเวลาไม่นานประมาณหลายหมื่นปี-สองสามล้านปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของดาวอังคารอาจเป็นสาเหตุให้น้ำแข็งใต้ผิวดวงดาวละลายกลายเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต ดังที่มีการยืนยันแล้วจากการค้นพบสภาพแวดล้อมว่าเหมาะสมต่อจุลชีพที่จะอยู่อาศัยในความลึก  2-3 ซม. จากผิวดินลงไป อย่างไรก็ตามยังเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ต่อไป


      การศึกษาจุดกำเนิดของชีวิตบนโลกครั้งใหม่ ได้ผลกรดอะมิโนมากกว่าเดิม
      นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอินเดียน่า และมหาวิทยาลัยเม็กซิโก ร่วมกันตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างดั้งเดิมเกี่ยวกับจุดกำเนิดของชีวิตบนโลก และพบกรดอะมิโนอีกหลายชนิดจากเดิม

      ราวต้นปี พ.ศ. 2490 นายสแตนเลย์ แอล มิลเลอร์
       นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก มลรัฐอิลลินนอยส์ ได้ทำการทดลองที่มีชื่อเสียงทั่วโลกในขณะนั้น โดยจำลองแบบสภาวะบรรยากาศ พายุ ฟ้าผ่าในโลกยุคกำเนิดต้นๆ ในหลอดทดลองในห้องปฏิบัติการ จากนั้นได้ทำการตรวจสอบการสังเคราะห์กรดอะมิโนที่เกิดขึ้น ซึ่งกรดอะมิโนเป็นหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตของสารเปปไตน์ โปรตีนและกรดนิวคลีอิค เพื่อวิจัยว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร นับเป็นจุดเริ่มต้นของวงการชีวเคมี

      จากการวิเคราะห์ครั้งใหม่โดยใช้อุปกรณ์เครื่องมือวิเคราะห์ที่ทันสมัยขึ้น เช่น เครื่อง Liquid Chromatography และ Mass Spectrometry ได้ตรวจพบกรดอะมิโนถึง 14 ชนิด และ เอมิน 5 ชนิด ในตัวอย่างดังกล่าว และกรดอะมิโน 22 ชนิด และ เอมิน 5 ชนิดในตัวอย่างอื่นๆ ที่มิได้มีการรายงานไว้ซึ่งเป็นการจำลองสภาพโลกเมื่อมีการระเบิดของภูเขาไฟ


      นักวิจัยจากสหรัฐฯ ใช้แผ่นกาวสกอตช์ผลิตรังสีเอ็กซเรย์
      นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจอลิส (UCLA) ค้นพบโดยบังเอิญว่าการดึงเทปกาวสกอตช์ออกจากหลอดจะผลิตรังสีเอ็กซเรย์ที่เพียงพอที่จะแสดงภาพเอ็กซเรย์ของนิ้วมือได้ ซึ่งอาจนำไปประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ และอื่นๆ

      การค้นพบดังกล่าวสามารถนำไปสู่การรังสีเอ็กซเรย์ขนาดเล็ก (Complex X-ray Source) ที่สามารถใช้บำบัดโรคมะเร็งได้


      นักวิทยาศาสตร์สร้างเซลล์แสงอาทิตย์ที่โค้งงอได้
      ศ.จอห์น โรเวอร์ จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐฯ พบวิธีผลิตเซลล์แสงอาทิตย์จำพวกซิลิกอนที่มีประสิทธิภาพ  สามารถโค้งงอ และใสพอนำมาติดบนหน้าต่างอาคารหรือรถยนต์ ซึ่งชี้หนทางใหม่ในการใช้ซิลิกอนที่ได้จากการหั่นบางๆ  (Slicing) เวฟเฟอร์ (Wafer) ให้ได้เป็นแผ่นบาง (Ultrathin) ซึ่งเปิดโอกาสการประยุกต์ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ได้แพร่หลายขึ้น

      ทั้งนี้เทคโนโลยีที่ทีมงานใช้คือวิธีการแกะพิเศษ (Special Etching Method) ที่เฉือนชิปออกจากผิวของก้อนซิลิกอนเวฟเฟอร์ ชิปที่เฉือนออกมามีความบาง 10-100 เท่ากว่าเวฟเฟอร์ จากนั้นอุปกรณ์จะจับชิ้นของซิลิกอนชิปเหมือนการปั๊มตรายาง เพื่อนำไปปั๊มลายบนพื้นผิวของวัสดุใหม่ที่ต้องการ เซลล์แสงอาทิตย์ที่เป็นซิลิกอนจะมีลักษณะคล้ายแผ่นหมึกพิมพ์ที่ใช้ปั๊มตรายาง ดังนั้นเราสามารถปั๊มเซลล์แสงอาทิตย์เป็นซิลิกอนลงพื้นผิวเป้าหมายที่ต้องการ จากนั้นขั้นสุดท้าย ได้แก่ การต่อวงจรกระแสไฟฟ้าเพื่อนำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตออกมาใช้


      ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติทำแผนที่ยีนส์เชื้อมาเลเรียพันธุ์ใหม่เพิ่มเติม
      ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติประสบความสำเร็จในการจัดทำแผนที่ยีนส์ในเชื้อมาเลเรียอีก 2 สายพันธุ์ คือ P. knowlesi ซึ่งพบมากในเอเชียและอเมริกา และ P. Vivax พบมากในอาฟริกาและเป็นสาเหตุหลักของการตายของประชากรในอาฟริกา การค้นพบนี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบความต่างระหว่างสายพันธุ์เชื้อมาเลเรียต่างๆ ดีขึ้น สู่การป้องกันและรักษาต่อไป


      แผ่นฟิล์มบางประกอบขึ้นเป็นวัสดุตัวนำยิ่งยวด
      ทีมนักวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาแผ่นฟิล์มบาง (Ultrathin film) ซึ่งเมื่อรวมกันจะกลายเป็นวัสดุตัวนำยิ่งยวด (Superconductor) ที่ทันสมัยก้าวหน้า นำไปสู่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเร็วและประหยัดพลังงานชนิดใหม่

      การวิจัยดังกล่าวนำโดย ดร.ไอแลน โบโซวิค จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติบรูคเฮเว่น ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ซึ่งวัสดุตัวนำยิ่งยวดนี้มีประโยชน์ในการเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้า และหากให้ความเย็นวัสดุจนถึงอุณหภูมิสูงสุดที่เป็นอุณหภูมิวิกฤติในการทำงานของวัสดุนั้น วัสดุตัวนำยิ่งยวดจะไม่มีแรงต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด ซึ่งต่างกับสายไฟฟ้าที่ใช้กันทั่วไปที่อาจเกิดความร้อนขึ้น


      ชั้นรูรั่วโอโซนในบรรยากาศโลกมีความกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่ผ่านมา
      องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก รายงานว่าปี 2551 รูรั่วโอโซนในบรรยากาศโลกมีความกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ครอบคลุมพื้นที่ 27 ล้านตารางกิโลเมตร

      แม้สารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซน เช่น สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) จะทยอยเลิกใช้ในทั่วโลกภายใต้พิธีสารเกียวโต แต่ยังคงมีสาร CFCs หลงเหลือในชั้นบรรยากาศคาดว่าจะมีปริมาณลดลงด้วยอัตราประมาณ 1% : ปี อย่างไรก็ตามขนาดของรูรั่วโอโซนนั้นขึ้นกับสภาพภูมิอากาศในชั้น Stratosphere เป็นส่วนใหญ่ โดยขึ้นกับอุณหภูมิและขนาดของลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) เมื่ออากาศเย็นผิดปกติและมีความสมดุลก็จะเกิดชั้นรูรั่วโอโซนที่ลึกมาก

       
      ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/316----102551--2551

        Items details

        • Hits: 965 clicks
        • Average hits: 53.6 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        Tags: องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก  World Metoerological Organization  WMO  รูรั่วโอโซน  โอโซน  ชั้นบรรยากาศ  สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน  CFCs  Stratosphere  Polar Vortex  ลมวนขั้วโลก  นาโนเทคโนโลยี  วัสดุขนาดเล็กระดับนาโน  อุตสาหกรรมอาหาร  ภาชนะ  บรรจุภัณฑ์  อาหาร  องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ  ผลิตภัณฑ์อาหารนาโน  การคุ้มครองผู้บริโภค  Nanoscale  Dietary supplement  food packing  Traceability  Food irradiation  Nanotech food additive  Nanotechnology food ingredient  วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  ข่าววิทยาศาสตร์  ข่าวเทคโนโลยี  รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน  แผ่นฟิล์มบาง  วัสดุตัวนำยิ่งยวด  Ultrathin film  Superconductor  ไอแลน โบโซวิค  ห้องปฏิบัติการแห่งชาติบรูคเฮเว่น  แผนที่ยีนส์เชื้อมาเลเรีย  เชื้อมาเลเรีย  P. knowlesi  P. Vivax  เซลล์แสงอาทิตย์  Solar cell  เซลล์แสงอาทิตย์ที่โค้งงอได้  จอห์น โรเวอร์  มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์  ซิลิกอน  Special Etching Method  ซิลิกอนเวฟเฟอร์  รังสีเอ็กซเรย์  มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจอลิส  UCLA  เทปกาวสกอตช์  สกอตช์เทป  Complex X-ray Source  กรดอะมิโน  มหาวิทยาลัยอินเดียน่า  มหาวิทยาลัยเม็กซิโก  จุดกำเนิดของชีวิต  สแตนเลย์ แอล มิลเลอร์  มหาวิทยาลัยชิคาโก  Amino acid  ชีวเคมี  เอมิน  ดาวอังคาร  การสำรวจอวกาศ  ยานสำรวจอวกาศ  ฟีนิกซ์  ศูนย์วิจัยและพัฒนา  วัสดุนาโน  สิ่งแวดล้อม  National Science Foundation  NSF  United States Environmental Protection Agency  USEPA  Nanotechnology  มหาวิทยาลัยดุ๊ก  Duke University  UCCEIN  University California Center for Environmental Implications for Nanotechnology  Californai Nanosystem Institute  แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์  CEINT  Center for Environmental Implications of Nanotechnology  นาโนเทคโนโลยีกับสิ่งแวดล้อม  ระบบนิเวศวิทยา  สุขภาพ  ความปลอดภัย  National Nanotechnology Institute  NNI  Nano materials  
        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 2
        น้อยมากที่สุด