รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก วอชิงตัน เดือนกุมภาพันธ์ 2552

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      ผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
      เรื่องแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องที่ยังคงโต้แย้งกันว่าควรจะนำไปพิจารณาร่วมกับผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไขได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่ เรื่องดังกล่าวเข้าได้กับการศึกษาล่าสุดที่มีหัวหน้าคือ ดร.ซูซาน โซโลมอน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของสถาบันมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic & Atmospheric Administration : NOAA) ซึ่งค้นพบว่าแม้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากมนุษย์จะหยุดลง แต่ผลกระทบจะยังคงอยู่เป็นเวลามากกว่าหนึ่งพันปี ซึ่งรวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห้งแล้งซ้ำซากในบางภูมิภาคของโลก การศึกษาครั้งนี้ใช้คอมพิวเตอร์ทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศขึ้นไปถึงระดับ 450-600 ส่วนในล้านส่วน โดยขณะที่มนุษย์หยุดปล่อยก๊าซต่างๆ (Anthropogenic Emission) ผลที่พบคือภูมิภาคเขตร้อนและแห้งแล้งได้แก่เขตตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ พื้นที่ทางใต้ของยุโรป แอฟริกาเหนือ และแถบตะวันตกของออสเตรเลียจะแห้งแล้งมากขึ้น และหากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ 600 ส่วนในล้านส่วนจะส่งผลให้เกิดสภาวะโลกร้อนและเชื่อว่าจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 1.3-3.2 ฟุต ซึ่งเป็นผลจากความร้อนเพียงอย่างเดียวยังไม่รวมถึงการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและภูเขาน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากความร้อนนี้จะทำให้เกาะที่อยู่ในระดับต่ำและชายฝั่งทะเลบางแห่งจมอยู่ใต้น้ำนานนับพันปี

      แผนที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโลก
      ดาวเทียมในโครงการส่งยานสำรวจคาร์บอนในวงโคจรของโลกหรือโอซีโอ (Orbiting Carbon Observatory : OCO) ซึ่งมีกำหนดการปล่อยสู่วงโคจรในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ดาวเทียมดวงนี้จะเก็บข้อมูลแหล่งที่ปล่อยและที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ แล้วส่งข้อมูลกลับมาเป็นรายวัน ข้อมูลที่ได้จะมีรายละเอียดมากกว่าข้อมูลจากการเฝ้าติดตามก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งข้อมูลด้านสถานที่และเวลาที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจได้ดีว่าก๊าซตัวนี้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและภาวะโลกร้อนอย่างไร ทั้งนี้ได้มีกำหนดปล่อยดาวเทียมสู่วงโคจรในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาแต่ด้วยปัญหาทางเทคนิคจึงต้องเลื่อนออกไป ดาวเทียมดวงนี้ได้ติดตั้งเครื่องวิเคราะห์การดูดซับอินฟราเรดคลื่นสั้น (Near-infrared) เพื่อเฝ้าดูก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีความละเอียดและความเข้มข้นสูงที่กระจายอยู่ทั่วไปบนผิวโลกจนถึงชั้นบรรยากาศสูงสุด ล่าสุดองค์การนาซาได้ออกมาแถลงข่าวความผิดหวังของการปล่อยดาวเทียมโอซีโอ โดยดาวเทียมดวงนี้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดทอรัส เอ็กซ์แอล (Taurus XL) ในวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ฐานทัพอากาศแวนเดนเบอร์ก (Vanderberg Air Force Base) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ระยะเพียงไม่กี่นาทีดาวเทียมโอซีโอได้ตกลงสู่มหาสมุทรใกล้กับทวีปแอนตาร์คติกา สาเหตุเกิดจากอุปกรณ์ป้องกันดาวเทียมไม่สามารถแยกตัวออกจากจรวด

      ทำไมข้าวฟ่างจึงทนต่อความร้อนและความแห้งแล้งได้
      ข้าวฟ่างเป็นพืชที่ทนความร้อนและสภาพกึ่งแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาลำดับจีโนมของข้าวฟ่างแสดงให้เห็นว่าเพราะอะไรพืชชนิดนี้จึงทนต่อสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตได้ ทั้งนี้พืชส่วนใหญ่ใช้กระบวนการสังเคราะห์แสงแบบ C3 ซึ่งรวมทั้งข้าวและข้าวสาลี กระบวนการสังเคราะห์แสงนี้จะเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นสารประกอบที่มีคาร์บอน 3 ตัว ส่วนข้าวฟ่างใช้วิธีสังเคราะห์แสงแบบ C4 ที่ให้เป็นสารประกอบคาร์บอน 4 ตัว วิธีการนี้ใช้เอนไซม์พิเศษที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้รวดเร็วกว่าการสังเคราะห์แสงแบบ C3 ซึ่งมีผลให้การเสียน้ำผ่านช่องดูดซึมของคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ดังนั้นพืช C4 จึงทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีกว่าพืช C3 นายแอนดรูว แพทเทอร์สัน นักพันธุศาสตร์พืชของมหาวิทยาลัยจอร์เจีย เมืองเอเธนส์ และทีมงาน 44 คนได้ทำการศึกษายีนสมมุติ (Putative genes) จำนวน 34,496 ยีนที่อยู่ในจีโนมของข้าวฟ่างและพบว่าขั้นตอนการสังเคราะห์แสงแบบ C4 ใช้ยีนที่มีต้นกำเนิดมาจากการสังเคราะห์แสงหลายๆ แบบของ C3 และยีนที่ถูกทำสำเนาขึ้น ตลอดจนยีนที่มีการทำจีโนมซ้ำทั้งหมดในช่วง 70 ล้านปีก่อน ข้าวฟ่างมียีนที่ควบคุมการทำงาน (Regulatory Gene) มากกว่าข้าวจำนวน 4 ชุด ซึ่งยีนดังกล่าวก่อให้เกิดกลุ่มคีย์ยีน (Key gene family) ในพืชส่วนใหญ่ในสภาวะแห้งแล้ง ซึ่งมีผลให้ข้าวฟ่างทนต่อความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี นายแพทเทอร์สันและทีมงานได้กล่าวกับนิตยสารเนเจอร์ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2552 ว่า ข้าวฟ่างมียีนที่เกินสำหรับเพื่อใช้กับโปรตีนชื่อ Expansins ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นตัวช่วยให้ข้าวฟ่างอยู่ในสภาพปกติได้แม้อยู่ในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ยังมีไซโทโครม (Cytochrome) P450 จำนวน 328 ยีน ซึ่งเป็นตัวช่วยให้พืชทนต่อสภาพความกดดันต่างๆ ส่วนข้าวมีไซโทโครมดังกล่าวจำนวน 228 ยีนเท่านั้น

      การป้องกันดวงดาวที่สำรวจจากสิ่งปนเปื้อนทางชีวภาพจากโลก
      คณะกรรมาธิการสภาวิทยาศาสตร์นานาชาติเพื่อการวิจัยอวกาศ (International Committee on Space Research) หรือ COSPAR จัดตั้งนโยบายปกป้องดาวเคราะห์ (Planetary protection) เพื่อที่จะลดสิ่งปลอมปนที่อาจติดไปกับทีมสำรวจในการสำรวจดาวเคราะห์ต่างๆ ในปัจจุบันนโยบายดังกล่าวจำเป็นต้องแก้ไข ในปี พ.ศ. 2519 ยานไวกิ้ง 2 ลำได้มีการฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อนก่อนปล่อยไปยังดาวอังคาร หลังจากนั้น COSPAR หยุดการฆ่าเชื้อโรคบนยานสำรวจ แต่ยกเว้นในกรณีที่ยานสำรวจต้องสำรวจหาสิ่งมีชีวิตบนดวงดาว ในปี พ.ศ. 2546 COSPAR นำนโยบายปกป้องดาวเคราะห์สำหรับดาวอังคารมาพิจารณาอีกครั้งโดยอ้างอิงจากวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการสำรวจต่างๆ ซึ่งมีแนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่พิเศษ (Special Regions) ซึ่งหมายถึงบริเวณที่แบคทีเรียปนเปื้อนจากโลกสามารถเจริญได้ ดังนั้นยานสำรวจที่เข้าไปในบริเวณพื้นที่พิเศษจะต้องมีการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน พ.ศ. 2549 สภาวิจัยแห่งชาติสหรัฐฯ (U.S. National Research Council) เน้นถึงความสำคัญของพื้นที่พิเศษบนดาวอังคารและแนะนำให้องค์การนาซาทำงานร่วมกับ COSPAR และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อจัดระเบียบการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติเรื่องจริยธรรมและความรับผิดชอบในการสำรวจดาวอังคาร ภารกิจในอดีตของยานสำรวจดาวอังคารเป็นการสำรวจบนพื้นผิวเท่านั้น สิ่งเจือปนต่างๆ จึงอยู่เฉพาะที่และกำจัดได้ง่าย ส่วนการขุดสำรวจลงไปในชั้นหินหรือดินอุ้มน้ำต้องอาศัยการฆ่าเชื้ออย่างเคร่งครัด

      เซลล์ไข่ของสัตว์ชนิดอื่นไม่เหมาะที่จะนำมาใช้สร้างเซลล์ต้นตอ
      เซลล์ไข่ของสัตว์ชนิดอื่นๆ ถูกใช้ทดลองสร้างเซล์ต้นตอแทนเซลล์ไข่ของมนุษย์ที่ได้รับจากการบริจาคซึ่งปัจจุบันมีไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามจากผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารที่ชื่อว่า การโคลนและเซลล์ต้นตอ (Cloning and Stem Cells) พบว่าเซลล์ไข่ของสัตว์ไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนคุณสมบัติของเซลล์ต้นตอจากเซลล์ที่เจริญวัยเต็มที่แล้วของมนุษย์ นายแพทย์ Robert Lanza พร้อมด้วยทีมนักวิจัยจากสถาบันต่างๆ ได้วิจัยเพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของเซลล์โคลนนิ่งมนุษย์ที่ได้เมื่อใช้เซลล์ไข่ของสัตว์ชนิดต่างๆ ได้แก่ วัว กระต่าย และมนุษย์ จากงานวิจัยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้รายงานถึงความสำเร็จในการสร้างตัวอ่อนจากการโคลนโดยทดลองใช้ทั้งเซลล์ไข่ของมนุษย์และสัตว์ ถึงอย่างไรก็ตามนายแพทย์ Lanza และทีมนักวิจัยเป็นกลุ่มแรกที่พบว่าเซลล์ไข่ของมนุษย์มีความสามารถในการควบคุมการแสดงออกของยีน ส่วนเซลล์ไข่ที่เกิดจากการโคลนระหว่างสายพันธุ์ (Interspecies (Human-To-Animal) Cloning) ไม่สามารถควบคุมให้เกิดการแสดงออกของยีนได้ตามปกติ ถึงแม้ว่าเซลล์ไข่ที่เกิดจากการโคลนผสมระหว่างมนุษย์กับวัวและระหว่างมนุษย์กับกระต่ายจะมีลักษณะเหมือนกับเซลล์ไข่ที่เกิดจากการโคลนผสมระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

      การเร่งการเจริญของกระดูกโดยการใช้หลอดนาโนร่วมกับเซลล์ต้นตอ
      กลุ่มวิศวกรของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งซานดิเอโก (University of California at San Diego) ค้นพบวิธีการในการสร้างและช่วยเร่งการเจริญเติบโตของกระดูกโดยการใช้หลอดนาโนร่วมกับเซลล์ต้นตอ การค้นพบครั้งนี้ได้นำไปสู่การรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้ทำการทดลองโดยใช้เทคนิคนาโนชีวภาพในการใส่เซลล์ต้นตอชนิดมีเซ็นไคมอล (Mesenchymal Stem Cells) เข้าไปที่ด้านบนของหลอดนาโนบางๆ ซึ่งทำจากไททาเนียมออกไซด์เพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ต้นตอไปเป็นออสทีโอบลาสต์ (Osteoblasts) หรือเซลล์สร้างกระดูก เซลล์ต้นตอชนิดมีเซ็นไคมอลที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ได้มาจากไขกระดูกของผู้ป่วยเอง นายซังโฮ จิน (Sungho Jin) ศาสตราจารย์ทางด้านวัสดุศาสตร์จาก Jacobs School of Engineering และทีมนักวิจัยได้รายงานว่าการเปลี่ยนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของหลอดนาโนสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ต้นตอไปเป็นออสทีโอบลาสต์ หลอดนาโนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่จะทำให้เซลล์ต้นตอเจริญเติบโตและยืดขยายไปบนผิวของหลอดนาโนได้มากกว่าหลอดนาโนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็ก นอกจากนี้หลอดนาโนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ยังมีผลทำให้การเจริญของกระดูกเป็นไปอย่างรวดเร็วและแข็งแรงมากกว่า งานวิจัยของนายจินและคณะเป็นการเสนอวิธีใหม่โดยใช้วัสดุนาโนช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงเซลล์ต้นตอไปเป็นเซลล์ชนิดจำเพาะที่ต้องการแทนการใช้สารเคมีเพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลง นายจินและทีมนักวิจัยได้วางแผนที่จะทำการวิจัยขั้นต่อไปโดยจะทำการทดลองร่วมกับศัลยแพทย์ด้านกระดูกของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งซานดิเอโก เพื่อศึกษาวิธีการในการนำผลงานครั้งนี้ไปใช้จริงทางการแพทย์

      องค์กรอาหารและยาของสหรัฐฯอนุญาตให้ใช้เซลล์ต้นตอในการทดสอบทางคลีนิก
      องค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration (FDA)) ได้อนุญาตให้บริษัทเจรอน (Geron Corp.) ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพขนาดเล็กตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ทำการทดลองฉีดเซลล์ต้นตอซึ่งผลิตจากตัวอ่อนมนุษย์ให้กับผู้ป่วยที่บาดเจ็บที่ไขสันหลัง การทดลองที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปีพ.ศ. 2552 นี้จะเป็นการทดลองถึงความปลอดภัยของเซลล์ต้นตอที่ได้มาจากตัวอ่อนมนุษย์ในการรักษาผู้ป่วยเป็นครั้งแรกของโลก โดยผลิตภัณฑ์จากเซลล์ต้นตอที่นำมาใช้ในการทดลองครั้งนี้มีชื่อว่า GRNOPC-1 ซึ่งถ้าผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นี้ปลอดภัย จะเหมือนเป็นการยอมรับในการนำเซลล์ต้นตอมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยจากโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวานในเด็ก (Juvenile Diabetes) และโรคมะเร็ง (Cancer) การอนุญาตให้มีการใช้เซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนทดสอบในมนุษย์ขององค์กรอาหารและยาของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการได้รับการสนับสนุนงานวิจัยด้านเซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนจากองค์กรของรัฐ และผู้สนับสนุนอีกหลายฝ่ายยังเฝ้ารอคำสั่งของประธานาธิบดีโอบามาในการเพิกถอนข้อกำหนดและข้อจำกัดต่างๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวกับการให้ทุนงานวิจัยที่ใช้เซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนมนุษย์

      สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม
      หน่วยงานของสหรัฐฯ สองแห่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมได้แก่ องค์กรอาหารและยา (Food and Drug Administration (FDA)) และกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (United States Department of Agriculture (USDA)) องค์กรอาหารและยามีหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการรับรองความปลอดภัยของสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมที่จะนำมาใช้เป็นอาหารของมนุษย์ ในขณะที่กระทรวงเกษตรมีหน้าที่ควบคุมดูแลการนำเข้าสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม ศาสตราจารย์มาร์กาเรต เมลลอน (Margaret Mellon) ผู้อำนวยการด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมของสหภาพนักวิทยาศาสตร์ที่มีจิตสำนึกทางสังคม (Union of Concerned Scientists) กล่าวว่าปัจจุบันผู้บริโภคสนใจในเรื่องต้นกำเนิดกระบวนการผลิตอาหาร รวมทั้งสิทธิ์ที่จะรู้ข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาหารมากขึ้น ดังนั้นผู้มีอำนาจควรจะเข้ามาจัดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบขององค์การฯ ให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตอาหาร ศาสตราจารย์เมลลอนได้กล่าวอีกว่าการปฏิเสธไม่ให้ผู้บริโภครับรู้ข่าวสารอาจทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกต่อต้าน ดังนั้นความโปร่งใสรวมทั้งการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการทางกฎหมายจึงมีความสำคัญต่อการยอมรับของผู้บริโภคเกี่ยวกับสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม ในท้ายที่สุดเพื่อที่จะให้ผู้บริโภคยอมรับในเทคโนโลยีนี้ประเด็นปัญหาต่างๆ ในด้านสังคม จริยธรรม และศาสนาที่ไม่ได้อยู่ในการดูแลขององค์กรอาหารและยาจะต้องมีการยกขึ้นมาชี้แจง ผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่าสภาคองเกรสจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมและให้อำนาจแก่องค์กรอาหารและยาเพิ่มขึ้นในการออกระเบียบให้ผู้จำหน่ายมีการติดฉลากแสดงว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายได้รับมาจากสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกและตัดสินใจว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์นั้นหรือไม่

      นักวิทยาศาสตร์ติดตามความเคลื่อนไหวของโอบามาในเรื่องเซลล์ต้นตอ
      อย่างไรก็ตามเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วหลังจากวันที่ประธานาธิบดีโอบามาได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ จากรัฐบาลใหม่ พวกเขาได้มีคำถามเกิดขึ้นว่าเมื่อไหร่ประธานาธิบดีโอบามาจะทำตามสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงนโยบายซึ่งกำหนดไว้โดยประธานาธิบดีบุช ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ได้กำหนดข้อจำกัดในการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยด้านเซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนมนุษย์โดยระบุว่าจะให้ทุนแก่งานวิจัยที่ใช้กลุ่มเซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนมนุษย์ซึ่งมีอยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้ข้อกำหนดนี้ ข้อกำหนดของประธานาธิบดีบุชที่ได้ประกาศใช้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่เห็นว่าการทำลายตัวอ่อนเป็นเรื่องผิดศีลธรรม ส่วนนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าการประกาศใช้ข้อกำหนดนี้จะขัดขวางงานวิจัยกลุ่มเซลล์ต้นตอหลายร้อยกลุ่ม ถึงแม้กลุ่มเซลล์ต้นตอนี้อาจนำไปสู่การรักษาโรคในผู้ป่วย นางเอมี่ คอมสต๊อก ริกค์ (Amy Comstock Rick) จากองค์กรความร่วมมือการพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์ (Coalition for the Advancement of Medical Research) กล่าวว่าพวกเขารู้สึกประหลาดใจและผิดหวังที่ประธานาธิบดีโอบามายังไม่ได้ออกคำสั่งเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนมนุษย์ ไม่ว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดีโอบามาจะออกมาเป็นเช่นไร สภาคองเกรสมีแนวโน้มที่จะเข้ามามีส่วนร่วมโดยการพิจารณาออกกฎหมาย เพื่อเป็นการป้องกันการเปลี่ยนแปลงในการตัดสินใจของประธานาธิบดีคนต่อไปในการออกคำสั่งให้กลับมาใช้ข้อกำหนดตามแนวทางเดิมของประธานาธิบดีบุช

      ต้นทุนการผลิตเซลล์พลังงานลดลง
      นักวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าแผ่นคาร์บอนนาโนสามารถถูกใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในเซลล์พลังงานได้ หลอดคาร์บอนนาโนที่ทำด้วยธาตุไนโตรเจนที่นำมาใช้แทนตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากแพททินัมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นมีราคาถูกกว่าและมีความทนทานมากกว่า กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับราคาของเซลล์พลังงานที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากแพททินัมว่ามีราคาสูงเนื่องจากแพททินัมเป็นวัสดุที่มีราคาสูง ทำให้เซลล์พลังงานดังกล่าวไม่นิยมในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ผลิตขั้วกระแสไฟ กลุ่มผู้ผลิตต้องทำวิจัยเพื่อหาวัสดุใหม่ที่มีราคาถูกมาใช้แต่ยังคงเร่งปฏิกิริยาได้ดีเหมือนเดิม ในขณะเดียวกันนักวิจัยคนอื่นๆ ได้ทดลองใช้สารแพททินัมต่างแบบออกไป นายโคตาโร ผู้ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยาของเชื้อเพลิงพลังงานในห้องทดลอง Brookheaven National Laboratory และกลุ่มนักทดลองในห้องทดลอง Brookheaven กำลังผลิตแผ่นฟิล์มที่ทำจากอะตอมแพททินัมที่หนาซึ่งใช้สารที่มีราคาสูงในปริมาณน้อย กลุ่มนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Monash ประเทศออสเตรเลียได้ทำการผลิตคาร์โทดจากสารโพลีเมอร์ที่มีชื่อว่า PEDOT และกลุ่มนักวิจัยของ Argonne National Laboratory ได้ผลิตชั้นหลอดนาโนโดยการใช้สารแพททินัมและธาตุเหล็กในปริมาณเล็กน้อย

      น้ำมันในกาแฟทางเลือกใหม่ในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง
      นาราซิมฮาเรา คอนดามูดิ (Narasimharao Kondamudi) ซูซานต้า โมฮาพาทรา (Susanta Mohapatra) และมาโนรานจาน มิสร่า (Manoranjan Misra) จากมหาวิทยาลัยเนวาด้า (University of Nevada) เมืองเรโน (Reno) พบว่ากากกาแฟสามารถใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง 10-15% นอกจากนี้น้ำมันชนิดนี้ไม่ปล่อยกลิ่นแรงหรือก่อความรำคาญในขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน จะปล่อยเพียงกลิ่นกาแฟบางๆ และหลังจากกากกาแฟเหล่านั้นได้ผ่านกระบวนการย่อยสลายแล้วกากที่เหลือสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้ ดอกเตอร์มีร่ากล่าวว่าการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลหนึ่งลิตรต้องใช้กากกาแฟประมาณ 5-7 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของน้ำมันที่มีอยู่ในกาแฟ กระทรวงเกษตรกรรมของสหรัฐฯ รายงานว่ามีความต้องการกาแฟสูงถึง 7 ล้านตัน ซึ่งกลุ่มนักวิจัยเชื่อว่าจะผลิตน้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง 340 แกลลอน

      พลังงานจากสาหร่าย
      สาหร่ายกำลังเป็นที่นิยมของนักวิจัยในการนำมาเป็นส่วนประกอบเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ รองลงมาจากข้าวโพดและถั่วเหลือง เนื่องจากมีคุณสมบัติหลายอย่างเช่นมีความมันและสามารถแบ่งตัวได้เร็ว กลุ่มผู้สนับสนุนกล่าวว่าสาหร่ายในสระทั่วๆ ไปสามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานทดแทนได้โดยไม่ต้องหาพื้นที่ในการเพาะปลูกหรือทำให้น้ำสะอาด น้ำมันจากสาหร่ายในแหล่งน้ำเหล่านั้นสามารถถูกสกัดเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ นอกจากนี้สาหร่ายสามารถเจริญได้ในบ่อเพาะปลูกที่ได้จัดเตรียมไว้ที่เรียกว่า แทงค์ปฏิกรณ์ชีวภาพ (bioreactor) ซึ่งพืชทั่วๆ ไปจะเจริญได้ในสระที่เปิดให้อากาศระบายได้เท่านั้น ลักษณะโครงสร้างทางชีวภาพที่ทำให้สาหร่ายเป็นที่นิยมเช่นส่วนประกอบที่เป็นน้ำมันของสาหร่าย และลักษณะอื่นๆ คือความทนต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดและด่างและความทนต่อน้ำที่มีระดับความเค็มต่ำถึงระดับความเค็มที่มากกว่าน้ำทะเล

      ดูเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/262----22552

        Items details

        • Hits: 1781 clicks
        • Average hits: 98.9 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        Tags: ข่าววิทยาศาสตร์  ข่าวเทคโนโลยี  วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  สภาวะโลกร้อน  แผนที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ  ภาวะโลกร้อน  ดาวเทียม  เครื่องวิเคราะห์การดูดซับอินฟราเรดคลื่นสั้น  โอซีโอ  Orbiting Carbon Observatory  ข้าวฟ่าง  ความร้อน  ความแห้งแล้ง  ลำดับจีโนม  Regulatory Gene  ยีนที่ควบคุมการทำงาน  Putative genes  ยีนสมมุติ  กลุ่มคีย์ยีน  Key gene family  Expansins  Cytochrome  ไซโทโครม P450  การสังเคราะห์แสงแบบ C3  การสังเคราะห์แสงแบบ C4  คณะกรรมาธิการสภาวิทยาศาสตร์นานาชาติเพื่อการวิจัยอวกาศ  International Committee on Space Research  COSPAR  นโยบายปกป้องดาวเคราะห์  การฆ่าเชื้อโรค  ยานสำรวจ  เซลล์ต้นตอ  เซลล์ไข่ของมนุษย์  เซลล์ไข่ของสัตว์  การแสดงออกของยีน  มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งซานดิเอโก  University of California at San Diego  การเจริญของกระดูก  หลอดนาโน  เทคนิคนาโนชีวภาพ  เซลล์ต้นตอชนิดมีเซ็นไคมอล  Mesenchymal Stem Cells  ไททาเนียมออกไซด์  ออสทีโอบลาสต์  Osteoblasts  เซลล์สร้างกระดูก  เส้นผ่านศูนย์กลาง  องค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา  FDA  Food and Drug Administration  การทดสอบทางคลีนิก  ตัวอ่อนมนุษย์  GRNOPC-1  โรคเบาหวานในเด็ก  โรคมะเร็ง  Juvenile Diabetes  Cancer  เซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนมนุษย์  องค์กรอาหารและยา  กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา  United States Department of Agriculture  USDA  สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม  ผู้บริโภค  ประธานาธิบดีโอบามา  นักวิทยาศาสตร์  ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช  ประธานาธิบดีบุช  แผ่นคาร์บอนนาโน  เซลล์พลังงาน  หลอดคาร์บอนนาโน  ไนโตรเจน  แพททินัม  ตัวเร่งปฏิกิริยา  กระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา  PEDOT  ธาตุเหล็ก  น้ำมันในกาแฟ  น้ำมันเชื้อเพลิง  กากกาแฟ  น้ำมันไบโอดีเซล  ปุ๋ย  กาแฟ  สาหร่าย  พลังงาน  เชื้อเพลิงชีวภาพ  ข้าวโพด  ถั่วเหลือง  น้ำมันจากสาหร่าย  แทงค์ปฏิกรณ์ชีวภาพ  bioreactor  
        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 3
        น้อยมากที่สุด