รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก วอชิงตัน เดือนกันยายน 2553
Last Updated on Friday, 10 September 2010 15:59
สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน หรือ Office of Science & Technology Washington D.C. หรือ OSTC ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนสารสนเทศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างนักวิชาการ หน่วยงานวิจัย หน่วยงานวิชาการ และหน่วยงานอื่นๆ จากประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และไทย ได้จัดทำจุลสารอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อ รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก วอชิงตัน เสนอข่าวสาร สาระความรู้ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สำหรับรายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำเดือนกันยายน พบกับ
- เลือด: แหล่งสเต็มเซลล์ใหม่
นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาการใช้เลือดเป็นแหล่งสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ง่ายต่อการสกัด ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว กว่าเซลล์ชนิดอื่นๆ โดยนักวิทยาศาสตร์จะสกัดเซลล์ภูมิคุ้มกันของมนุษย์จากเลือด และพัฒนาให้เป็นเซลล์ที่จะพัฒนาให้เป็นเนื่อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย หรือ pluripotent stem cell ต่อไป แม้ว่า pluripotent stem cell จะมีความสามารถในการพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อร่างกายได้น้อยกว่าเซลล์ต้นกำเนิด แต่ก็ช่วยลดกระแสการต่อต้านด้านศีลธรรมได้เป็นอย่างดี นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาสเต็มเซลล์จากเลือดให้เป็น T-cells (เซลล์เม็ดเลือดที่ช่วยต้านทานการติดเชื้อในร่างกายมนุษย์) อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า จะพัฒนาสเต็มเซลล์ชนิดนี้ไปเป็นเนื้อเยื่อได้ แต่นับได้ว่าเป็นก้าวที่สำคัญของเทคโนโลยีสเต็มเซลล์
- การเพิ่มทุนการผลิตหน้าจอ LCDs
เนื่องจากตลาดของทีวีจอแบนขนาดใหญ่จะเติบโตมากกว่าร้อยละ ๓๐ ต่อปี บริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Fujifilm จึงร่วมกับบริษัท Kuraray ในเพิ่มทุนการผลิตหน้าจอ LCDs โดยผลิต polarizer films ให้มีความจุเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการจอแสดงผลของทีวีจอแบน นอกจากนี้ บริษัท Fujifilm ได้ผลิต triacetate cellulose films ขณะที่บริษัท Kuraray ขยายการผลิต polyvinyl alcohol-based film ซึ่งบริษัท Kuraray เป็นบริษัทเพียงแห่งเดียวที่ครองตลาด LCD ที่มี films ที่ผลิตจาก polyvinyl alcohol ที่ให้ภาพคมชัดบนหน้าจอทีวี แม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่สูงก็ตาม ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
- มาตรการเรียกคืนยาหมดอายุ
แม้ว่าจะมีโครงการเก็บยารักษาโรคที่หมดอายุในร้านค้าและโรงพยาบาลต่างๆ มาทำลาย เพื่อป้องกันการนำยาที่หมดอายุไปใช้ในทางที่ผิด แต่ในจำนวนยารักษาโรคทั้งหมดร้อยละ ๑๐ ที่มีอยู่ในท้องตลาดเป็นยาบรรเทาความเจ็บปวด และจัดเป็นกลุ่มยาต้องห้ามที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (Drug Enforecment Administration: DEA) ซึ่งไม่สามารถเรียกเก็บคืนได้ เพราะกลุ่มยาชนิดนี้ เป็นกลุ่มยาที่เป็นที่ต้องการของผู้ที่ใช้ยาในทางที่ผิดหรือกลุ่มผู้ติดยา ในมลรัฐเมนน์ (Maine) และมลรัฐวิสคอนซิน (Wisconsin) ร่วมกับสำนักงานบริการไปรษณีย์อเมริกา ได้พัฒนาวิธีการกำจัดยารักษาโรคที่หมดอายุ รวมถึงยาประเภทอันตรายที่ถูกควบคุม โดยผู้บริโภคสามารถซื้อซองไปรษณีย์สำหรับการกำจัดยารักษาโรคหมดอายุจากร้านขายยาท้องถิ่น และส่งยาที่หมดอายุทางไปรษณีย์ไปที่ DEA ของมลรัฐ Maine เพื่อนำไปเผาทำลายต่อไป อย่างไรก็ตาม การแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมสารเคมี ให้ผู้บริโภคสามารถส่งคืนยารักษาโรคประเภทอันตรายให้กับหน่วยงานที่ไม่ใช่ DEA จะช่วยให้การทำลายยารักษาโรคที่หมดอายุ หรือไม่ได้ใช้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงของการนำไปใช้ยาในทางที่ผิดของบุคคลที่สาม
- แอนติบอดี้ที่ต้านทานเชื้อ HIVs
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแอนตีบอดี้ ๓ ชนิดที่สามารถเข้าจับกับเชื้อไวรัส HIV และยับยั้งการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส HIV จากการค้นพบนี้เอง ทำให้งานวิจัยวัคซีนเอดส์ก้าวหน้า เนื่องจากปรกติผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัน HIV จะสร้างแอนตีบอดี้สำหรับต้านทานเชื้อไวรัส แต่ยังไม่พบแอนติบอดี้ชนิดใดที่ยับยั้งเชื้อเอดส์ และไม่สามารถนำมาผลิตเป็นวัคซีนรักษาโรคเอดส์ได้
๑ ในแอนติบอดี้ที่ค้นพบ มีชื่อเรียกว่า VRC01 มีศักยภาพยับยั้งเชื้อไวรัส HIVs ได้หลายชนิด Mr. Peter Kwong รายงานว่า ทีมงานวิจัยของเขาได้สกัดแอนติบอดี้จากผู้ป่วยโรคเอดส์ และจากการนำแอนติบอดี้มาทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อ HIVs ประมาณ ๒๐๐ ชนิด และพบว่า VRC01 และ VRC02 สามารถยับยั้งเชื้อ HIVs ได้ถึงร้อยละ ๙๑ ขณะที่ VRC03 สามารถยับยั้งได้ร้อยละ ๕๗ การค้นพบนี้ มีความเป็นไปได้ที่ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี้เหล่านี้มายับยั้งเชื้อไวรัส HIVs และนักวิทยาศาสตร์ได้วิจัยและพัฒนาวัคซีนที่มีส่วนผสมของแอนติบอดี้หลายชนิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาโรคเอดส์ แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ต้องหาคำตอบของความคงตัวของวัคซีนที่มีแอนติบอดี้เหล่านี้ใน ร่างกายของมนุษย์ ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาวัคซีนอย่างจริงจัง
- การยับยั้ง HIVs ด้วยเจลช่องคลอด
นักวิทยาศาสตร์ Quarraisha Abdol Karim และ Salim Abdol Karim หัวหน้าโครงการวิจัยเอดส์ ประสบความสำเร็จครั้งแรกในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ โดยทดลองกับผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์จำนวน ๙๐๐ คน ทาเจลที่มีส่วนผสมของยาต้านทานโรคเอดส์ หรือ Tenofovir บริเวณช่องคลอด ผลปรากฏว่า สามารถลดโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้ถึงร้อยละ ๓๙ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาการป้องกันการติดเชื้อเอดส์อย่างต่อเนื่อง โดย Hillier หัวหน้าโครงการ Vaginal and Oral Interventions to Control the Epidemic (VOICE) ศึกษาเปรียบเทียบการใช้เจล tenofovir บริเวณช่องคลอดกับยารับประทานป้องกันการติดเชื้อ HIVs ชนิด Truvada โดย Hillier กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อแนวทาง การป้องกันโรคเอดส์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน ได้ให้ความคิดเห็นว่าเจลมีศักยภาพมากกว่าการรับประทานยาป้องกัน เนื่องจาก ยาจะทำให้ยาเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งมีโอกาสส่งผลข้างเคียงกับผู้ป่วยได้มากกว่า
- โอกาสงานด้านนาโนเทคโนโลยี
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกาสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยี จัดตั้งโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Nanotechnology Innitiative: NNI) ผลิตภัณฑ์นาโนมีมูลค่า มีการจ้างงาน รวมทั้งอัตราการจ้างงาน เพิ่มขึ้น แต่ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีความต้องการวัสุดนาโนน้อยลง บริษัทนาโนขนาดเล็กหลายบริษัทปิดตัวลง และยังมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา อัตราการจ้างงานด้านนาโนเทคโนโลยีลดลงครึ่งหนึ่ง แม้ว่า นาโนเทคโนโลยีจะได้รับความสำคัญลดลง แต่ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในการประยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เปลี่ยนจากยุคการสร้างอนุภาคนาโนและโครงสร้างระดับนาโนสำหรับโลหะ โพลิเมอร์และเซรามิค และการเคลือบผิววัสดุ (passive nanotechnology) ไปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่มีอนุภาคนาโนหลายๆ อย่างตามวัตถุประสงค์ (nanoscale systems) ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของบุคลากรด้านนาโนเทคโนโลยี รวมถึงระบบการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรให้เหมาะสมกับตลาดในอนาคต รวมทั้ง NNI ได้กำหนดแผนกลยุทธ์ เพื่อหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล โดยเสนอให้มีกฎหมาย House’s Nanotechnology Education Act, Senate’s Promote Nanotechnology in Schools Act และ America Competes Act ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อฝึกอบรมบุคลากรให้มีคุณภาพรองรับตำแหน่งงานในตลาด และช่วยรักษาความเป็นผู้นำด้านนาโนเทคโนโลยี
นอกจากนี้มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Science Foundation : NSF) ได้จัดตั้ง Center for Nanotechnology Applications & Career Knowledge (NACK) ในปี ๒๐๐๘ ภายใน Pennsylvannia State University ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านนาโนเทคโนโลยี นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจะสามารถทำงานในอุตสาหกรรมได้หลากหลายด้าน ปัจจุบันมลรัฐนิวยอร์ก มลรัฐเพนซิลเวเนีย มลรัฐแคลิฟอร์เนีย และมลรัฐแมสซาชูเชียส เป็นมลรัฐอันดับต้นๆ ที่มีมหาวิทยาลัย บริษัท สถาบันวิจัย ทางด้านนาโนเทคโนโลยีมากที่สุดของอเมริกา
- เชื้อโรคติดต่อทางอิเลคทรอนิคส์
ซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อล่วงล้ำเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของคนอื่น รวมถึง Trojan และ Worms ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในช่วงต้นปี ค.ศ. 1970s แต่ก่อนหน้านี้ได้มีโปรแกรมที่สามารถทำซ้ำตัวมันเองได้ เรียกว่า Creeper ไวรัสตัวนี้ไม่ร้ายแรง เพียงมีข้อความบนจอว่า I’m the Creeper, catch me if you can แต่ก็ทำให้เกิดโปรแกรมต่อต้านไวรัสขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ที่ชื่อว่า Reaper ไวรัสคอมพิวเตอร์ขยายตัวสู่สาธารณะในช่วงปี 1980s โดยไวรัสของเครื่อง PC ตัวแรกคือ Elk Cloner ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ Apple ติดเชื้อ ในปี ค.ศ. 1986 ไวรัสชื่อ Brain เกิดขึ้นบน PC ที่ต้อง boot up ระบบด้วยแผ่นดิสก์ของไมโครซอฟต์และแพร่กระจายไปทั่วด้วย floppy disk
- พลังงานชีวภาพจากสาหร่าย
บริษัท Exxon และบริษัท Synthetic Genomics (SGI) ร่วมพัฒนาวิธีการผลิตพลังงานชีวภาพจากสาหร่าย โดยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสาหร่าย เปรียบเทียบการเลี้ยงสาหร่ายในบ่อเลี้ยงแบบเปิดที่ได้รับแสงอาทิตย์ กับการเลี้ยงในถังเพาะเลี้ยงชีวภาพชนิดให้แสง (Photobioreactors) แบบปิด และประเมินสภาะที่เหมาะสมกับการเลี้ยง ปริมาณการผลิตน้ำมัน การเก็บเกี่ยวผลผลิตและการนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงศึกษาถึงวงจรชีวิตการเจริญเติบโตของสาหร่าย บริษัททั้งสองคาดหวังว่า จะสามารถคัดเลือกสายพันธุ์หรือพัฒนาสายพันธุ์สาหร่ายที่สามารถผลิตสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอนสายยาว (long-chain hydrocarbons) ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่สามารถพบได้ทั่วไปในน้ำมันดิบ
- แซลมอน GM ใกล้ออกสู่ตลาด
ปลาแซลมอน GM หรือปลาแซลมอนดัดแปลงพันธุกรรม พัฒนาโดยบริษัท AqauBounty ในมลรัฐ Massachusetts จะได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ หรือ FDA ให้ผลิตและจำหน่ายในตลาดการค้าได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลต่อความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์และผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่ อาศัยอยู่ในธรรมชาติที่จะหลุดออกจากฟาร์มเลี้ยง เนื่องจากฟาร์มเลี้ยงปลาแซลมอน GM ชนิดนี้ มักเลี้ยงบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณมลรัฐเมนน์ (Maine) และจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Purdue พบว่า ปลาแซลมอน GM จำนวน ๖๐ ตัว ผสมกับปลาในธรรมชาติ จำนวน ๖๐๐๐๐ ตัวจะส่งผลให้ปลาแซลมอนธรรมชาติสูญพันธุ์ภายใน ๔๐ ชั่วรุ่น ในกรณีนี้เอง บริษัท AquaBounty โต้แย้งว่า ปลาแซลมอน GM ที่บริษัทเพาะเลี้ยงจะเป็นเพศเมียทั้งหมด และเลี้ยงในฟาร์มปิดซึ่งตั้งอยู่ในแผ่นดิน น่าจะลดข้อกังวลของการแพร่กระจายปลาไปสู่ธรรมชาติได้
การพิจารณาอนุญาตโดย FDA ใกล้เสร็จแล้ว และจะมีการทำประชาพิจารณ์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ทันที่ที่ FDA ให้การรับรองและอนุญาตให้จำหน่ายได้ ทางบริษัทจะเริ่มขายไข่ของปลาแซลมอน GM ภายใน ๒-๓ ปี ข้างหน้า
- น้ำมันเชื้อเพลิงจากมวลชีวภาพ
พืชน้ำมัน เป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่ถูกนำมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพกันอย่างแพร่หลาย นอกจากพืชน้ำมันแล้ว มวลชีวภาพ (biomass) ยังเป็นแหล่งเชื้อเพลิงอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการผลิตเชื้อเพลิงเหลว และสารเคมี แต่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการหมัก ร่วมกับวิธีการสังเคราะห์ทางเคมีจากคาร์โบไฮเดรต เพราะถ้าคาร์โบไฮเดรตสามารถถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของสารประกอบที่มีออกซิเจน น้อย ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับปิโตรเลียม จะสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมการผลิตปิโตรเลียม ได้ ซึ่งจากผลการวิจัยและพัฒนาพบว่า วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น กากอ้อย ซังข้าวโพด และเปลือกไม้ แทนที่จะถูกไปผลิตเอทานอลจากกระบวนการหมัก สามารถนำมาผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อผลิตสารประกอบที่มีโมเลกุลเหมือนกับ เชื้อเพลิงปิโตรเลียม
วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเหล่านี้ ประกอบด้วยสารประกอบอินทรีย์ประเภทคาร์โบไฮเดรตที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในพืช หรือที่เรียกว่า ลิกโนเซลลูโลส (Lignocellulose) สารประกอบอินทรีย์ชนิดนี้เมื่อผ่านกระบวนการทางเคมี จะเปลี่ยนรูปไปเป็นกรด levulinic (LA) ซึ่งเป็นตัวกลางที่สำคัญในปฎิกิริยาทางเคมีของอุตสาหกรรมผลิตสารเคมี จากนั้น LA จะเปลี่ยนรูปไปเป็น ¡-Valerolactone (GVL) และ Isomeric butenes ซึ่ง Isomeric butenes หลายโมเลกุลต่อกันอย่างน้อย 8 โมเลกุล จะทำให้มีน้ำหนักโมเลกุลเท่ากับโมเลกุลของเชื้อเพลิงปิโตรเลียม ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตก๊าซโซลีนและน้ำมันดีเซล แทนที่แหล่งปิโตรเลียมในปัจจุบัน นอกจากนี้ ¡-Valerolactone (GVL) สามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นกรด Valeric (VA) และทำปฎิกิริยากับแอลกอฮอล์ จะได้ Valerate esters ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตแก๊สโซลี น หรือน้ำมันดีเซล โดยผสมกับน้ำมันก๊าซโซลีนในสัดส่วนร้อยละ ๑๕ จะช่วยให้รถยนต์สามารถขับไปได้ไกลถึง ๒๕๐๐๐๐ กิโลเมตร จากกระบวนการทางเคมีนี้เอง จะช่วยผลักดันการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมาเป็น แหล่งพลังงานที่ยั่งยืนอีกชนิดหนึ่งของการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และทดแทนวัตถุดิบของการผลิตเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
- เทคโนโยโลยีบำบัดทางยีนรักษาโรคตาบอดในหนูทดลอง
นักวิจัยได้ทดลองรักษาโรคตาบอดในหนูโดยใช้การบำบัดรักษาโรคยีน โดยเชื่อว่า ถ้าทำได้ การรักษาแบบใหม่จะช่วยรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม (retinitis pigmentoza) และโรคพันธุกรรมทางตาที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (incurable genetic eye disease)
โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นสาเหตุของโรคตาบอดบางส่วน (Tunnel vision) และโรคตาบอดกลางคืน (night blindness) ในขั้นแรกจะมีผลกับเซลล์รูปแท่ง (rod cell) ที่ไวต่อการรับแสงในบริเวณรอบนอกของเรตินาที่มีส่วนในความสามารถในการมอง เห็นในเวลากลางคืนและความสามารถในการมองเห็นเป็นวงกว้าง แต่โรคนี้ไม่ทำลายการทำงานของเซลล์รูปกรวย ในทันทีทันใด เซลล์รูปกรวยที่รับสัญญาณยังอยู่ที่บริเวณภายในเรตินา แต่ไม่ทำหน้าที่ในการรับสัญญาณ
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Friedrich Miescher ในเมือง Basel ประเทศ Switzerland พยายามที่จะรักษาโรคจากเซลล์รูปกรวยในหนูทดลองโดยกลุ่มนักวิจัยได้นำยีน จากกลุ่มแบคทีเรียที่ไวต่อการรับแสงจากแบคทีเรีย Natronomanaspharaonis เข้าไปแทรกไปในดีเอ็นเอ ของกลุ่มเซลล์รูปกรวย ยีนที่เป็นแบบจำลองสำหรับโปรตีนที่จะผ่านเข้าไปในเซลล์เยื่อบุผิว (cell membrane) เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสง กลุ่มโปรตีนจะเปิด โครงสร้างและนำประจุไอออนลบเข้าสู่ไปเซลล์ เมื่อทำการแทรกและกระตุ้นเข้าไปในเซลล์เยื่อบุผิวของหนูทดลอง กลุ่มโปรตีนสามารถช่วยเลียนแบบการทำงานของเซลล์รูปกรวยให้เป็นปกติซึ่งไม่ เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของเซลล์รูปกรวยให้ตอบสนองต่อแสง แต่ยังสามารถส่งสัญญาณไปยังสมองที่ทำให้หนูทดลองสามารถมองเห็นได้ แต่อย่างไรก็ตามการทำงานของเซลล์ที่ได้รับการฟื้นฟู จะไม่เหมือนกับเซลล์รูปกรวยที่เป็นปรกติจะแตกต่างกันตรงที่ว่าเซลล์ที่ได้ รับการฟื้นฟูนั้นจะไม่สามารถปรับระดับแสงได้ โดยที่เซลล์จะตอบสนองได้ดีที่สุดกับแสงสีเหลืองที่เหมือนกับแสงอาทิตย์
ดูเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่ http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/220—-92553-
Items details
- Hits: 3523 clicks
- Average hits: 176.2 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



