ฉลาดรู้กับภาชนะเซรามิกและสารตะกั่ว
"ตะกั่ว" เป็นโลหะหนักที่หากร่างกายรับเข้าไปในปริมาณมากเกินไปอาจมีพิษต่อระบบประสาท สมอง และระบบต่างๆ ที่เรียกว่า “ภาวะตะกั่วเป็นพิษ” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยแพทย์จะตรวจดูจากปริมาณสารตะกั่วในเลือดจะพบว่าสูงกว่า 80 ไมโครกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร
ภาวะตะกั่วเป็นพิษ มีสาเหตุจากการสูดไอตะกั่ว รับประทาน หรือสัมผัสสารตะกั่วเป็นเวลานาน จนร่างกายมีการสะสมสารตะกั่วถึงระดับที่เป็นพิษ โดยจะไปสะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เลือด กระดูก และเส้นผม เป็นต้น บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ประกอบอาชีพที่สัมผัสกับสารตะกั่วโดยตรงมีโอกาสได้รับ สารจากแหล่งต่างๆ มากมายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษบริเวณโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งชุมชน ถนนที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น หรือการรับประทานสัตว์น้ำ
นอกจากการระมัดระวังสารตะกั่วปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่มที่จะนำมารับประทานแล้ว ภาชนะเครื่องใช้ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหาร เช่น แก้ว จาน ชาม ทั้งที่เป็นกระเบื้องเคลือบดินเผาเซรามิก และภาชนะแก้ว ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องคำนึงในการเลือกซื้อมาใช้งาน ซึ่งควรอยู่ในระดับมาตรฐานที่ปลอดภัย
ในแต่ละประเทศจะมีมาตรฐานหรือเกณฑ์กำหนดที่ยอมรับได้ของโลหะหนัก (ตะกั่วและแคดเมียม) แตกต่างกันออกไป แต่มักไม่ค่อยพบปัญหาเกี่ยวกับปริมาณของแคดเมียมมากนัก สำหรับเกณฑ์กำหนดปริมาณตะกั่วที่สกัดได้จากผิวเคลือบของภาชนะจะพิจารณาตาม ประเภทและขนาดของผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้
ประเภท
เกณฑ์กำหนดสูงสุดของปริมาณตะกั่ว (Pb)
มอก. (ประเทศไทย)
FDA (อเมริกา)
EN (ยุโรป)
ภาชนะแบบก้นตื้น
0.8 mg/dm2
3 mg/L
0.8 mg/dm2
กาชนะแบบก้นลึกขนาดเล็ก
2 mg/L
2 mg/L
4 mg/L
ภาชนะแบบก้นลึกขนาดใหญ่
1 mg/L
1 mg/L
4 mg/L
ถ้วยเครื่องดื่ม
0.5 mg/L
0.5 mg/L
4 mg/L
ขอบของถ้วยเครื่องดื่ม
4 mg/L
4 mg/L
-
ปริมาณตะกั่วที่ต่ำกว่าในเกณฑ์ที่กำหนด ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย การ ทดสอบส่วนใหญ่จะเป็นการเทกรดลงในภาชนะแล้วแช่ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ก่อนจะนำไปวิเคราะห์หาปริมาณตะกั่ว การทดสอบเพื่อหาปริมาณโลหะหนักดังกล่าวต้องกระทำโดยห้องปฏิบัติการทดสอบ ซึ่งหากเป็นบุคคลทั่วไปก็ไม่จำเป็นต้องส่งตัวอย่างไปตรวจเช็กก่อนนำไปใช้ แต่สามารถพิจารณาเลือกซื้อเองได้ในเบื้องต้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ทั้งเซรามิกและแก้วโดยส่วนใหญ่ รวมถึงผู้ขายสีที่จะนำไปตกแต่งหรือในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้ ได้พัฒนาการนำวัตถุดิบที่มีตะกั่วน้อยมากหรือไม่มีเลย (Lead Free) มาใช้นานแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว เกณฑ์การยอมรับของไทยเรายังสูงกว่านี้มาก คือ ภาชนะแบบก้นตื้นต้องไม่เกิน 1.7 mg/dm2 ส่วนภาชนะแบบก้นลึกต้องไม่เกิน 5 mg/L เป็นต้น ซึ่งเกณฑ์นี้ยังคงมีใช้อยู่ในแถบอเมริการใต้ และรัสเซีย
gun_mug image2122
ตัวอย่างภาชนะที่มีสีสัน ไม่ได้รับการตกแต่ง ลวดลาย มีสีอยู่ใต้เคลือบ
ตัวอย่างภาชนะที่ตกแต่งลวดลายในบริเวณที่ไม่สัมผัสกับอาหาร ยกเว้นที่มีการตกแต่งขอบ แต่อยู่ใต้เคลือบ
ทำไมต้องใช้ตะกั่วในภาชนะเซรามิก
มีการนำตะกั่วมาใช้ในเครื่องใช้เซรามิกเป็นเวลานานแล้ว ทั้งในการเคลือบและตกแต่งสีสันลวดลายให้สวยงาม เมื่อนำตะกั่วมาใช้ในการเคลือบก็จะทำให้ดูเรียบ มันวาว และทำให้สีสว่าง และลวดลายที่ตกแต่งอยู่ใต้เคลือบมีความสวยงามชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้มีความแข็งแรง ส่วนในการตกแต่งนั้น ตะกั่วจะเป็นส่วนผสมของสีร้อนต่างๆ
ภาชนะเซรามิกแบบใดที่เสี่ยงต่อการมีสารตะกั่วปริมาณสูง
ส่วนใหญ่เราไม่สามารถบอกว่าภาชนะใดมีสารตะกั่วมากน้อยได้ด้วยสายตา อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของภาชนะบางชนิดที่มีแนวโน้มจะมีตะกั่วสูง (เว้นแต่จะทราบว่าผลิตจากเคลือบไร้สารตะกั่ว) จะเป็นดังนี้
- ภาชนะที่มีการตกแต่งสีสันลวดลายมาก
- ภาชนะที่มีการตกแต่งสีสันลวดลายด้านใน เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะสัมผัสกับอาหารและเครื่องดื่มโยตรง โดยหมายรวมถึงที่มีการตกแต่งบริเวณขอบถ้วยเครื่องดื่มทั้งด้านในและด้านนอก
- ภาชนะที่มีการตกแต่งสีสันลวดลายบนผิวเคลือบแทนที่จะเป็นใต้เคลือบ ถ้ามีลักษณะหยาบหรือนูน รู้สึกได้เพียงแค่ลูบด้วยปลายนิ้ว หรือเห็นรอยเหนือผิวเคลือบ ก็เป็นไปได้ว่ามีการตกแต่งบนผิวเคลือบ
- ภาชนะที่เคลือบเสื่อมหรือหลุด หรือที่มีลักษณะปกคลุมด้วยฝุ่นสีเทาขาวตกค้างอยู่
ภาชนะสีขาวส่วนใหญ่จะสกัดไม่ค่อยพบตะกั่ว และการตกแต่งลวดลายสีสันภายนอกของภาชนะ หรือในส่วนที่ไม่สัมผัสกับอาหารส่วนใหญ่ก็จะไม่เป็นปัญหาในการนำมาใช้แต่ อย่างใด
ข้อมูลดังกล่าวเพื่อ ใช้เสริมเป็นข้อมูลความรู้ และดำรงชีวิตอย่างฉลาด เนื่องจากเรารับสารตะกั่วได้จากหลากหลายทาง หากไม่สัมผัสสูดดมโดยตรง กว่าจะแสดงผลก็อายุมากแล้ว ส่วนใหญ่อาจจะสียชีวิตด้วยโรคอื่นก่อนตะกั่วจะมากพอที่จะออกฤทธิ์ ซึ่งอาจจะมีอายุ 80 ปีไปแล้ว แต่ก็ไม่ควรละเลยเช่นกัน นอกจากนี้ ร่างกายคนเราสามารถขับตะกั่วออกได้เต็มที่ประมาณ 2 มิลลิกรัมต่อวัน โดยขับออกทางปัสสาวะร้อยละ 75-80 โดยผ่านกระบวนการกรองของไต นอกจากนี้ถูกขับออกทางเหงื่อ น้ำดี น้ำนม และขับถ่ายประมาณร้อยละ 15
ทั้งนี้หากสนใจทดสอบ หรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหาปริมาณโลหะหนักที่สกัดจากผิว เคลือบของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารประเภทเซรามิกและแก้ว สามารถติดต่อได้ที่
คุณสาวิตรี กองเกียรติวานิช
ห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์เซรามิก
กลุ่มการผลิตและออกแบบสำหรับผลิตภัณฑ์เซรามิก
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) โทร. 02 564 6500 ต่อ 4215
Items details
- Hits: 3412 clicks
- Average hits: 92.2 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



