บิ๊กคลีนนิ่งธุรกิจอาหาร

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      มาตรฐานอาหารส่งออกทั้ง GMP HACCP Animal welfare ที่ต่างประเทศกำหนด น่าจะไม่เพียงพอสำหรับการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ผลิตโดยโรงงานที่ประสบภัยน้ำท่วม สถาบันอาหารคาดการว่า อาจมีผลให้ยอดการส่งออกอาหารของไทยลดลงราว 2 หมื่นล้านบาท จากที่เคยสร้างรายได้เข้าประเทศถึง 9.5 แสนล้านบาทต่อปี

      สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับนักศึกษาระดับปริญญาโทของหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รุ่นที่ 13 จัดสัมมนาวิเคราะห์สถานการณ์อุตสาหกรรมตลาดอาหารไทยและอาหารโลกในอนาคต เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ ให้ก้าวข้ามความกังวลด้านคุณภาพและความปลอดภัยของประเทศคู่ค้า

      ฟื้นคืนความเชื่อมั่น

      เมื่อเสร็จสิ้นการบิ๊กคลีนนิ่งอาคารสถานที่แล้ว สิ่งแรกที่ทางโรงงานต้องเร่งดำเนินการคือ ฟื้นฟูเครื่องจักรให้กลับมาเครื่องผลิตได้อีกครั้ง และการสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภค คำแนะนำจาก วทันยา สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หลังจากเดินสายการผลิตได้แล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือ การดูแลกระบวนการผลิตให้ได้คุณภาพปลอดภัย ขณะที่งานวิจัยและพัฒนาจะเข้ามาช่วยสนับสนุนได้ในระยะกลางและระยะยาวของการฟื้นฟู

      แม้จะยังตรวจไม่พบการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหาร แต่เริ่มมีข้อกังวลจากประเทศที่นำเข้าสินค้าอาหารจากโรงงานที่ได้รับผลกระทบ ในลักษณะการขอสุ่มตรวจที่รัดกุมยิ่งขึ้น ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย สวทช.ได้เดินหน้าให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหา โดยร่วมกับศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ให้บริการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้กระบวนการผลิตกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง พร้อมทั้งกลไกการสนับสนุนด้านการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า รวมถึงช่องทางการพัฒนาสินค้าใหม่โดยมีงานวิจัยเป็นแรงขับ

      บทเรียนจากมวลน้ำ

      วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพอาหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) วิเคราะห์บทเรียนจากอุทกภัยครั้งนี้ ว่า ปัญหาหลักในช่วงน้ำท่วมคือ การขนส่ง เนื่องจากการกระจุกตัวของวัตถุดิบอยู่จุดเดียว ไม่มีความคล่องตัวในการกระจายวัตถุดิบ ส่งผลให้สินค้าขาดแคลน บทเรียนครั้งนี้จะช่วยเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ทำให้ภาคธุรกิจกลับมาให้ความสำคัญและเข้าใจในเรื่องการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ มากกว่าการนำเข้าเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

      อย่างไรก็ตาม R & D ที่เอกชนต้องการ ณ เวลานี้ หนีไม่พ้นเทคโนโลยีที่ช่วยเร่งพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ระยะเวลาการผลิตสั้นลง การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดขยะอุดตันในแหล่งน้ำ ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่นักวิจัยต้องเดินหน้าต่อไป พร้อมกับภาระด้านการฟื้นฟูของผู้ส่งออก ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับประเทศคู่ค้า ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องไปพร้อมกัน

      นับจากนี้จำเป็นต้องเพิ่มเติมโจทย์วิจัยให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น เช่น นวัตกรรมด้านการขนส่ง (โลจิสติกส์) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีการผลิตน้ำสะอาดที่มีความจำเป็นสำหรับอุปโภคบริโภค ตลอดจนอาหารรูปแบบใหม่ที่ขนส่งได้ง่าย ให้พลังงานและคุณค่าทางอาหารครบถ้วน

      ปีนี้รอด ปีหน้าไม่แน่

      ปฏิรูป ขอสกุลไพศาล ที่ปรึกษาบริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด เจ้าของแบรนด์โก๋แก่ ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า บริษัทตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องวัตถุดิบ ไม่แพ้การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เนื่องจากปัจจุบันต้องนำเข้าวัตถุดิบหลัก หรือ ถั่ว จากประเทศจีนเป็นหลัก

      ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาสายพันธุ์และส่งเสริมการปลูกถั่วในประเทศ โดยมองว่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคต หากสามารถควบคุมแหล่งวัตถุดิบให้อยู่ในประเทศ ด้วยราคายอมรับได้ อีกทั้งไม่มีปัญหาเรื่องการขนส่ง ในส่วนโรงงานโก๋แก่ ซึ่งตั้งอยู่ถนนพระรามที่ 2 แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่บทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์ครั้งนี้คือการวางแนวทางป้องกัน และรับมือกับอุทกภัยครั้งหน้า ประสบการณ์ในการสต๊อคสินค้า และปรับรอบการผลิตให้เหมาะสมกับวัตถุดิบ เพื่อไม่ให้การวางสินค้าบนเชลฟ์ได้รับผลกระทบ

      ที่มา: จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. คอลัมน์ idea. วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2554

        Items details

        • Hits: 169 clicks
        • Average hits: 33.8 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 2
        น้อยมากที่สุด