โครงการโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      จากกระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่จะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ หากแต่ฐานการศึกษาของไทย ที่มีหน้าที่ผลิตกำลังคน ยังไม่สามารถตอบสนองได้ โดยในระบบการศึกษาของไทยนั้น หากผลิตบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ ก็จะเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านวิชาการเด่น แต่ด้อยทางการปฏิบัติ ตรงกันข้ามหากผลิตบุคลากรทางด้านช่างฝีมือ ก็จะเป็นผู้ที่มีความรู้ทักษะทางด้านปฏิบัติแต่ด้อยทางด้านวิชาการ ไม่สามารถต่อยอดในการเรียนรู้ที่สูงขึ้นไปได้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎีไปพร้อม ๆ กัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวทันในระดับสากล

      ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นช่องโหว่ในการศึกษาดังกล่าวจึงหารือและปรับนโยบาย ขยายฐานการศึกษา มุ่งเน้นผลิตคนให้มีความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ และทักษะฝีมือทางด้านการช่าง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในแขนงต่างๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในอนาคต จึงเกิดเป็น "โครงการโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์" ขึ้นภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  รวมถึงมหาวิทยาลัยเครือข่ายในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี จ.นครราชสีมาเปิดสอนสาขาช่างอุตสาหกรรม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูนจ.ลำพูน เปิดสอนสาขาเกษตรกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี เปิดสอนสาขาคหกรรม วิทยาลัยเทคนิคพังงา จ.พังงาเปิดสอนสาขาเทคโนโลยีการท่องเที่ยว ซึ่งมีการจัดการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) โดยการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ Project Based Learning โดยบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ากับทักษะวิชาชีพ บ่มเพาะให้นักเรียนมีความสามารถในการประดิษฐ์และคิดค้นเชิงเทคโนโลยี ทั้งยังมีการนำผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม และอาจารย์จากมหาวิทยาลัย มาช่วยสอนและให้คำแนะนำ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับโจทย์และปัญหาจริงในภาคอุตสาหกรรม โดยมีครูพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด ในลักษณะโรงเรียนประจำ

      ดังนั้น เมื่อนักเรียนในโครงการเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์จบแล้วจะเป็นผู้ที่มีทักษะทั้งด้านวิชาการและการปฏิบัติอย่างเข้มข้น และยังมีทักษะพื้นฐานพอที่จะต่อยอดในการเรียนเมื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาอีกด้วย ส่วนเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าศึกษานั้น นายชัยพฤกษ์เสรีรักษ์เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เล่าว่าจะเริ่มจากการคัดเลือกนักเรียนในช่วงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้ามาศึกษาต่อสายอาชีวะ โดยดูจากผลการเรียน ซึ่งเกรดขั้นต่ำต้อง 2.5 ขึ้นไป แล้วจะมีการวัดแววในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ อาจจะเป็นการเข้าค่ายเพื่อคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถหรือสนใจทางด้านประดิษฐ์คิดค้นเชิงเทคโนโลยีเป็นพิเศษ

      นายนนท์ เป็งวงศ์จากวิทยาลัยเทคนิคสุรนารี ครูประจำที่ดูแลเด็กโครงการนี้ เล่าให้ฟังว่า การดูแลเด็กๆ ในโครงการ จะพิเศษกว่าเด็กทั่วๆ ไปเพราะต้องดูแลทั้ง 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ในเวลาเรียนปกติจนถึงหลังเลิกเรียน จึงต้องหากิจกรรม เช่น เล่นกีฬา เรียนเสริมเพราะเป็นโรงเรียนประจำ และจะช่วยเสริมในส่วนที่ขาดตกบกพร่องเช่นพัฒนาการด้านการเข้าสังคม ความคิด ความรับผิดชอบ โดยจะจัดการอบรมต่างๆ ให้เด็กนักเรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ตนเอง แต่เมื่อเห็นนักเรียนมีความตั้งใจจริง ก็กลายเป็นแรงผลักดันให้ความรู้แก่เด็กอย่างเต็มที่

      ด้าน นายเจษฎา ตั้งมงคลสุขนักเรียนในโรงเรียนฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) นักศึกษารุ่นแรกๆ เล่าให้ฟังถึงการเข้ามาในโครงการนี้ว่า ได้ทราบโครงการนี้จากอาจารย์ที่ปรึกษา จึงได้ไปค้นข้อมูล พบว่า โครงการนี้มีความแตกต่างจากสายอาชีวะ และสายสามัญ เพราะจะมีทั้งการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานอย่างสายสามัญและการลงมือปฏิบัติจริงอย่างสายอาชีวะ โดยเน้นสอนให้คิดเป็น ทำเป็น ซึ่งในอนาคตการตลาดในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยต้องการคนจำพวกนี้อย่างมาก

      ส่วน นายบัญชา พันหมื่นกาศจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี(ลำพูน) หนึ่งในนักเรียนโครงการฐานวิทยาศาสตร์ เล่าถึงการเข้ามาเรียนต่อในสายนี้ว่า ตนอยากเป็นนักวิจัย เพราะสนใจด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การตัดต่อยีนพันธุ์พืช ที่ตัดสินใจเลือกเรียนที่วิทยาลัยนี้ เพราะได้เรียนรู้จริงและได้ลงมือปฏิบัติจริง

      นอกจากนี้ นักศึกษาจากโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์(พังงา) สาขาเทคโนโลยีการท่องเที่ยว นายศุภวิชญ์ คล้ายวรรณเล่าว่า การเข้ามาเรียนที่นี่ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะได้เรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและการปฏิบัติ เสมือนเป็นการเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย อีกทั้งยังมีการส่งเสริมภาษาที่ 3 อย่างเช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย

      ในอนาคตอันใกล้ คงจะได้เห็นน้อง ๆ จากโครงการโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมใหม่ๆมาช่วยพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ
                
      ข้อมูลเพิ่มเติม: โครงการโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์

      ที่มา: ปวีณาล.สุวรัตน์. หนังสือพิมพ์มติชน. ฉบับวันที่ 3 มกราคม 2555

        Items details

        • Hits: 736 clicks
        • Average hits: 147.2 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 2
        น้อยมากที่สุด