สวทช. เปิดตัวอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เฟส 2 ลงทุนราว 2,000 ล้านบาท

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      Thailand Science Parkสวทช. เปิดตัวอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เฟส 2 ลงทุนราว 2,000 ล้านบาท

      1. ตั้งเป้าดึงดูดบริษัทไทยและเทศอีก 200 ราย ใช้พื้นที่เกิน 50% ของโครงการ เพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่า
      2. ชูศูนย์รวมเพื่อวิจัยและพัฒนาที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดในไทย
      3. ตอกย้ำแผน Fast Forward เร่งเครื่องสร้างพันธมิตร เพิ่มสิทธิบัตรนวัตกรรม


      กรุงเทพฯ (11 ตุลาคม 2550) – วันนี้ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของศูนย์บริหาร-จัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศเปิดโครงการเฟสที่ 2 โดยลงทุนขยายอุทยานฯ เพิ่มทั้งสิ้นราว 2,000 ล้านบาท ตั้งเป้าดึงดูดจำนวนบริษัทเอกชนทำวิจัยและพัฒนาใช้พื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง ของโครงการ

      Thailand Science Parkโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เฟส 2 ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกับ ม. ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อ. คลองหลวง จ. ปทุมธานี มีพื้นที่ใช้สอยทั้งสิ้นประมาณ 72,000 ตรม. โดยคาดว่าประมาณ 40,000 ตรม. จะเป็นพื้นที่สำหรับบริษัทเอกชนใช้พื้นที่ในการทำวิจัยและพัฒนา การก่อสร้างโครงการเฟส 2 นี้ คาดว่าจะเริ่มต้นปลายเดือนตุลาคม 2550 และแล้วเสร็จในปี 2553

      ศ. ดร. ชัชนาถ เทพธรานนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยแห่งนี้ รุดหน้าไปกว่าแผนดำเนินงานที่เราได้วางไว้ในตอนต้น”

      “โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เฟส 1 นั้น เราตั้งเป้าหมายไว้เพียงเพื่อรองรับหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สวทช. และศูนย์ต่างๆ ได้แก่ ไบโอเทค เอ็มเทค เนคเทค นาโนเทค และทีเอ็มซี ซึ่งเราตั้งใจให้เป็นแกนหลักของอุทยานฯ และเป็นแม่เหล็กดึงดูดภาคเอกชนให้เข้ามาใช้พื้นที่ทำวิจัยและพัฒนาสำหรับ โครงการในเฟสที่ 2 ปรากฏว่าในปัจจุบัน โครงการเฟส 1 ก้าวหน้ากว่าที่เราคาดไว้คือ มีบริษัทเอกชน เช่น เบทาโกร และบริษัทในเครือสยามซิเมนต์ เข้าใช้พื้นที่โครงการเฟส 1 ไปประมาณ 11,000 ตรม. แล้ว ดังนั้น จึงตั้งเป้าไว้ว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เฟส 2 นี้ จะมีบริษัทเอกชนเข้ามาใช้พื้นที่ได้เกินกว่า 50% ของพื้นที่โครงการ” รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

      Thailand Science Parkศ. ดร. ชัชนาถ กล่าวว่า โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยนั้น สอดคล้องกับแผน Fast Forward ของ สวทช. เพื่อเร่งงานด้านนวัตกรรม และการวิจัยพัฒนาในประเทศไทย “โมเดลของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งเป็นโมเดลหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะเน้นการเชื่อมโยงการทำงานให้ใกล้ชิดขึ้นระหว่างบริษัทเอกชนที่เน้นการทำ วิจัยพัฒนา ศูนย์วิจัยชั้นนำของภาครัฐ และสถาบันการศึกษา ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนา เพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถนำงานวิจัยที่มีอยู่แล้วไปต่อยอดธุรกิจได้ หรือช่วยให้เกิดความร่วมมือด้านงานวิจัยซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุนในการดำเนิน งาน ลดระยะเวลาการวิจัย และพัฒนาคุณภาพสินค้าได้มากขึ้น เนื่องจากมีการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้โดยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยว ชาญระดับประเทศ ใช้ห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ร่วมกัน เพื่อความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด”

      ดร. เจนกฤษณ์ คณาธารณา ผู้อำนวยการ โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย กล่าวว่า “จากโครงการในเฟสแรก ที่มี สวทช. และศูนย์ต่างๆ ในสังกัด เป็นแกนหลัก และมีบริษัทธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนกว่า 50 รายใช้พื้นที่ในการทำวิจัยพัฒนา เราพร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้นหนึ่งโดยการเปิดเฟสที่ 2 เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทำให้เกิดงาน วิจัยและพัฒนามากยิ่งขึ้น ด้วยการ-แลกเปลี่ยนความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และใช้เทคโนโลยีร่วมกัน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจวิจัยขยายตัวมากขึ้นในประเทศไทย เราตั้งเป้าดึงดูดบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 200 บริษัท โดยเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่าจากปัจจุบัน โดยกลุ่มเป้าหมายจะเป็นบริษัทที่ต้องการทำการวิจัยในสาขาต่างๆ อาทิ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ และนาโนเทคโนโลยี”

      Thailand Science Park“อุทยานวิทยาศาสตร์มีลักษณะที่แตกต่างจาก โครงการทั่วๆ ไป บริษัทธุรกิจที่สนใจส่วนใหญ่จะต้องศึกษาวิเคราะห์ว่า มีโครงสร้างพื้นฐาน รูปแบบความร่วมมือ และเห็นตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจที่เข้าร่วมก่อนการตัดสินใจใช้พื้นที่ โดยจะไม่จองพื้นที่ล่วงหน้าเหมือนการจองโครงการเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งหากเทียบกับโมเดลการเข้าใช้พื้นที่ของบริษัทเอกชนในอุทยานวิทยาศาสตร์ โดยทั่วไปในหลายประเทศ ที่ผ่านมานั้น จะเป็นไปในลักษณะที่อุทยานวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลานานร่วม 10 ปีกว่าที่จะมีเอกชนเข้าเต็มพื้นที่ของโครงการ” ศ. ดร. ชัชนาถ กล่าวย้ำ

      ตัวอย่างบริษัทที่เน้นการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่ร่วมดำเนินการอยู่ในอุทยาน-วิทยาศาสตร์ แห่งนี้ อาทิ ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร, เอสซีจี ซีเมนต์ บริษัทในเครือปูนซีเมนต์ไทย, ศูนย์วิจัยชิเซโด้, โนวาเทค เฮลธ์แคร์, ศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง และมีสถาบันการศึกษาในอาณาบริเวณ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร โดยอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งนี้ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนกว่า 500 คน ซึ่งเป็นนักวิจัยและวิศวกร 60% และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3,000 ล้านบาทต่อปี

      ศ. ดร. ชัชนาถ กล่าวว่า “เนื่องจากปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาของไทยยังตามหลังหลายประเทศที่อยู่ใน กลุ่ม-ประเทศกำลังพัฒนาเช่นเดียวกับเรา หากเราต้องการที่จะมีเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองและยั่งยืน เราจะต้องขับเคลื่อนประเทศของเราให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มประเทศ ‘ผู้คิดค้น และสร้างสรรค์’ นวัตกรรม ไม่ใช่เป็นเพียง ‘ผู้รับเอานวัตกรรมมา และแค่ผลิตตาม’ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยจะช่วยเร่งทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับแผน Fast Forward ของ สวทช. โดยจากเฟสแรก เราได้สร้างพื้นฐานด้วยการจัดตั้ง สวทช. และศูนย์ต่างๆ ขึ้นแล้ว ก้าวต่อไปของการเติบโตคือ การกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ของตนเอง”
       
      ประเทศไทยใช้เงินเพียงร้อยละ 0.28 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ในการวิจัยและพัฒนา เทียบกับประเทศมาเลเซียซึ่งใช้เงินในด้านนี้ถึงร้อยละ 0.63 ของจีดีพี ซึ่งมากกว่าเราถึง 2.5 เท่า นอกจากนี้ ประเทศอุตสาหกรรมใหม่และประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนามากกว่าไทยหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ที่มีการลงทุนถึงร้อยละ 2.24 ประเทศไต้หวันซึ่งมีการลงทุนถึงร้อยละ 2.42 เกาหลี ร้อยละ 2.63 หรือญี่ปุ่น ร้อยละ 3.2

      ประเทศที่พัฒนาแล้วที่ประสบความสำเร็จใน ด้านวิจัยและพัฒนานั้น สัดส่วนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนจะสูงกว่าภาครัฐ โดยมากกว่า 2 ใน 3 ของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาจะมาจากภาคเอกชน ในขณะที่ สัดส่วนการลงทุนในการวิจัยพัฒนาของภาคเอกชนของไทยอยู่ที่ 1 ใน 3 โดยภาครัฐยังคงเป็นหน่วยงานหลักในการทำการวิจัยและพัฒนา

      ดร. เจนกฤษณ์ กล่าวว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เฟส 2 จะประกอบด้วยกลุ่มอาคาร 4 หลังที่เชื่อมต่อกัน มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 124,000 ตารางเมตร โดยมีพื้นที่ใช้สอยได้ทั้งสิ้นประมาณ 72,000 ตรม. ซึ่งจะแบ่งพื้นที่สำหรับบริษัทเอกชนคิดเป็น 56% และสำหรับ สวทช. 44% จะเริ่มต้นก่อสร้างปลายเดือนตุลาคม 2550 และจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2553

      อาคารทั้ง 4 หลัง ประกอบด้วย อาคาร 3 หลังที่ได้รับการออกแบบพิเศษให้เหมาะสำหรับธุรกิจที่ทำการวิจัยด้านต่างๆ ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ โลหะและวัสดุ อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และนาโนเทคโนโลยี และอีกอาคารหนึ่งจะเป็นอาคารเพื่อการค้นคว้าวิจัยของภาคเอกชนโดยเฉพาะการออก แบบนี้อยู่ภายใต้แนวคิด Work-Life Integration เน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างการทำงาน สันทนาการ และการพักผ่อน และแนวคิดดังกล่าวส่งผลอย่างมาก ในเชิงการจัดการและการออกแบบอาคาร ให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของคนยุคใหม่ รูปแบบการทำงาน อย่างเป็นเครือข่าย และโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เฟส 2 น่าจะเป็นอาคารแรกๆ ของประเทศไทยที่นำแนวคิดดังกล่าวมาเป็นแกนสำคัญในการออกแบบ

      ดร. เจนกฤษณ์ ได้กล่าวถึง กลยุทธ์การตลาดของโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์เฟส 2 ว่า เน้นการชูจุดแข็งของอุทยานวิทยาศาสตร์และของประเทศไทย

      “ประการแรก ชี้ให้เห็นถึงความโดดเด่นของประเทศไทยในด้านภูมิศาสตร์ เรามีความสมบูรณ์ด้านชีวภาพมากที่สุดในภูมิภาคซึ่งจะช่วยให้บริษัทที่สนใจทำ การวิจัยในสาขานี้มีตัวอย่างงานวิจัยและตัวอย่างที่ใช้ในการ-ทดลอง อย่างกว้างขวางและหลากหลาย

      ประการที่สอง คือ มีนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถพร้อมให้คำปรึกษาและร่วมวิจัยพัฒนาจาก ศูนย์วิจัยแห่งชาติถึง 4 ศูนย์ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ไบโอเทค เอ็มเทค เนคเทค  นาโนเทค มีนักวิจัยรวมกันกว่า 1,000 คน อีกทั้งมีบริการต่างๆ ที่ครบวงจร เพื่อให้งานวิจัยสู่ธุรกิจ เช่น ให้เงินทุน หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน ธุรกิจ และทรัพย์สินทางปัญญา

      ประการสุดท้ายคือ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีซึ่งผู้เช่าพื้นที่จะได้รับจากรัฐบาลไทย โดยทั่วไป ผู้เช่าพื้นที่จะได้สิทธิและประโยชน์เทียบเท่าการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่ง เสริมการลงทุนเขต 3 ในพื้นที่เขต 1 เมื่อดำเนินกิจกรรมวิจัยและพัฒนาในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย รวมทั้ง ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี รวมทั้ง สามารถขอรับการรับรองเพื่อยกเว้นภาษีโดยกรมสรรพากร ในรูปของการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นจำนวน ร้อยละ 100 ของรายจ่ายเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

      อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2545 ถือเป็นศูนย์รวมเพื่อการวิจัยและพัฒนาที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย



      สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
      สวทช.:พินทิพย์ เอี่ยมนิรัตน์
      โทรศัพท์ 02-564 7000 ต่อ 1466
      บริษัท บางกอก พับบลิค รีเลชั่นส์ จำกัด:
      อัปษร เพชรชาติ หรือ ไพโรจน์ ภาชนะปรีดา
      โทรศัพท์ (02) 664 9500 ต่อ 112 หรือ 115
      โทรสาร (02) 664 9515

        Items details

        • Hits: 1568 clicks
        • Average hits: 42.4 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 2
        น้อยมากที่สุด