ดร.ไทยช่วยพัฒนาชาติได้อย่างไร?
ดร.สุจินดา เล่าให้ทีม Weekender Plus ฟังว่าทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นแหล่งรวมดร.มากที่สุดของ เมืองไทย จากการรวบรวมข้อมูลครั้งล่าสุดของกระทรวง ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2551 พบว่า กระทรวงมีดร.มากถึง 536 คน จากจำนวนบุคลากรทั้งหมด 4,600 คน ซึ่งดร.ส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ชาติ (สวทช.)
เสริมจุดแข็งเพื่อพัฒนาประเทศ
เหตุที่กระทรวงวิทย์ต้องการผู้มีความรู้ระดับดร.จำนวนมากนั้น ก็เป็นเพราะความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยยังอยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก ซึ่งจุดอ่อนสำคัญต่อการพัฒนาการแข่งขันก็คือ “โครงสร้างพื้นฐานอ่อน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางด้านวิทยาศาสตร์ หากเปรียบเทียบกับประชากรทั้งหมด ก็จะพบว่าประเทศไทยมีจำนวนดร.แค่ 5.7 คนต่อประชากร 10,000 คน ในขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกันมีถึง 200 คนต่อประชากร 10,000 คน
ด้าน “รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน์” ผู้อำนวยการ สวทช. เล่าว่า จำนวนบุคลากรที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกใน สวทช. มีอยู่ประมาณ 400 คน จากพนักงานทั้งหมด 2,500 คน หรือ 16% หากจะแบ่งตามสาขาวิชาที่ศึกษากันมา ก็นับว่าหลากหลายมาก จัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 4 กลุ่ม คือ ด้านพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านโลหะและวัสดุ ด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ และด้านนาโนเทคโนโลยี ซึ่งจะกระจายตัวกันอยู่ในศูนย์เทคโนโลยีแห่งชาติต่างๆ ในจำนวนที่ใกล้เคียงกันมีเพียงด้านนาโนเทคโนโลยีที่ยังมีบุคลากรในระดับ ปริญญาเอกน้อยกว่าศูนย์อื่น คือ 31 คน เนื่องจากเป็นศูนย์ที่เพิ่งจะก่อตั้งใหม่
สำหรับไทยโดยรวมแล้วยังนับว่ามีบุคลากรที่จบการศึกษาในระดับปริญญาเอกเป็น จำนวนน้อยอยู่ โดยเฉพาะในด้านวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นงานหลักของ สวทช. กล่าวคือ ในปี 2549 ประเทศไทยมีจำนวนบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาเพียง 5.7 คน (รวมปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก) ต่อประชากร 10,000 คน ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เกาหลีมี 49.2 คน ไต้หวัน 70.5 คน และในประเทศอุตสาหกรรม เช่น ญี่ปุ่น มีบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา 73.2 คน ต่อประชากร 10,000 คน ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีกำลังพลในส่วนนี้ให้มากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักวิจัย”
เหตุผลหนึ่งที่เมืองไทยไม่ค่อยมีนักวิจัย ก็เพราะค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยแต่ละครั้งมีจำนวนมาก หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ผลงานวิจัยที่ดีและมีคุณภาพก็คงต้องขึ้นหิ้ง เหมือนดังคำที่นิยมพูดกันว่า “งนวิจัยขึ้นหิ้ง” ไม่สามารถนำมาพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้ ทำให้คนกลุ่มนี้เปรียบเสมือนหัวเครื่องจักรที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ ประเทศให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งสอดคล้องไปกับความเห็นของ “ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล” คณบดีคณะบริหารธุรกิจและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ประเทศยังคงต้องการคนที่มีทักษะโดยเฉพาะความรู้ความสามารถในการวิจัยและ พัฒนา ซึ่งคนที่เรียนหลักสูตรปริญญาเอกจะมุ่งเน้นเรียนให้สามารถนำเรื่องของสังคม และวิทยาศาสตร์มาจัดองค์ความรู้ใหม่ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ คือ สามารถนำประสบการณ์ที่มีมาใช้รวบรวมข้อมูลข่าวสาร (Information) ที่กระจายอยู่รอบๆ นำมารวบรวมประมวลผต่อยอดพัฒนาประเทศ ส่วนด้านองค์กรสมัยใหม่มักต้องการผู้นำที่มีดีกรีสูงๆ เมื่อผู้บริหารมีความรู้ความสามารถก็ทำให้องค์กรนั้นมีความน่าเชื่อถือได้ ส่วนประโยชน์ในแง่บุคคล ถ้าคนเหล่านั้นสามารถพัฒนาตัวเองได้ จัดองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ด้วยตนเองก็จะไม่ต้องโดนต่างชาติมาครอบงำความคิดได้
ปัจจุบันยังเห็นว่าจำนวนผู้ที่จบปริญญาเอกหรือคนที่จะได้ดร.ยังมีน้อยมาก โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์ และการที่จะเรียนจบแต่ละคนต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมาก ซึ่งนอกจากฉลาดแล้วยังต้องมีความอดทนอย่างมาก จากสถิติที่เคยรวบรวมพบว่าหากสมัคร 100 คน จะจบเพียงแค่ 50% เท่านั้น ซึ่งอาจจะมาจากเนื้อหาที่ยาก แล้วยังต้องพิจารณาถึงตัวเองด้วย จึงทำให้การผลิตดร.ออกมาน้อยมาก
เร่งส่งเสริมให้ทุนกลับมาช่วยพัฒนา
แต่จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีคนกลุ่มนี้เยอะๆ ดร.สุจินดา อธิบายว่า ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงจัดทำโครงการนักเรียนทุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นมาก เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยเกิดความสนใจที่จะเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ เพิ่มมากขึ้น โดยสาขาที่ทางกระทรวงฯ เน้นเป็นพิเศษมี 6 สาขา คือ 1. เทคโนโลยีโลหะวัสดุและพลังงาน 2. เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ 3. เทคโนโลยีชีวภาพและสิ่งแวดล้อม 4. วิทยาศาสตร์พื้นฐาน 5. การจัดการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6. นาโนเทคโนโลยี
เหตุที่ทางกระทรวงฯ เน้นสร้างดร.ในสาขาวิชาเหล่านี้เพราะเล็งเห็นว่าทั้ง 6 สาขาวิชานี้จะช่วยพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาคส่วนอุตสาหกรรมด้านการ ผลิตและบริการ ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ ดร.ที่จบมาแล้วจะถูกจัดสรรให้อยู่ในหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง เพื่อทำหน้าที่ตามแต่ละหน่วยาน ทั้งหมด 14หน่วยงาน
หลายคนอาจจะสงสัยว่าดร.ด้านวิทยาศาสตร์จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศได้อย่างไร ซึ่งคำถามในส่วนนี้ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวว่า
“หน้าที่สำคัญของดร.ที่อยู่ในกระทรวง ก็คือ เป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากดร.เหล่านี้มีความรู้ความสามารถสูง ประกอบกับมีศักยภาพในการถ่ายทอดและดูดซับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย”
นอกจากนี้ดร.ยังมีหน้าที่ทำการวิจัยต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และพัฒนาผลงานวิจัยที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ด้วยการยกระดับการผลิต ในช่วงแรกอาจใช้เทคโนโลยีเพื่อทดแทนการนำเข้า ต่อไปในอนาคต ดร.เหล่านี้จะใช้ความรู้ที่มีอยู่เพื่อพัฒนาและเสริมศักยภาพในการส่งออก สร้างรายได้เข้าประเทศอีกมากมาย
“การทำวิจัยมิได้หมายความว่าเราจะต้องนั่งทำวิจัยอยู่ในห้องแล็บเพียงลำพัง เท่านั้น แต่เราต้องติดต่อสื่อสารกับนักวิจัยต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งการแลกเปลี่ยนความรู้นี่เองทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อันนี้ถือเป็นประโยชน์ที่เราจะได้รับจากนักวิจัยต่างประเทศ การถ่ายทอดความรู้สู่ภาคประชาชนก็เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่ดร.ต้องปฏิบัติ เพื่อสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ของประเทศให้มีประสิทธิภาพ” ปลัดกระทรวงกล่าว
ต่อเรื่องการพัฒนานั้น รศ.ดร.ศักรินทร์ กล่าวเสริมว่า การจบการศึกษาระดับปริญญาเอก เป็นการได้รับการฝึกฝนให้ทำวิจัยซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างจริงจังได้ เมื่อประทศมีระบบวิจัยและพัฒนา ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้ายวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี การนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเพิ่มมูลค่าในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ได้ และการพัฒนาอาชีพด้านวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ทั้งนี้การที่ประเทศมีสัดส่วนการลงทุนในการสร้างความรู้เหมาะสมต่อระดับการ พัฒนาประเทศ จะทำให้มีการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่สังคมฐานความรู้ได้อย่างจริงจัง
“ประเทศจำเป็นต้องพัฒนาและสร้างความรู้หลายๆ ด้านประกอบกัน การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจของโลก ซึ่งรวมถึงการนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่วนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น พบว่าหากเทคโนโลยีที่ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งบางด้านเป็นทุนอยู่แล้ว จะทำให้การค้นคว้าวิจัยในเรื่องนั้นๆ นำไปสู่การพัฒนาประเทศได้มาก”
การทำงานของเหล่าดร.ที่เป็นทั้งนักวิจัยและค้นคว้าพัฒนานั้น ผอ.สวทช. ยกตัวอย่างให้เห็นคือ ประเทศไทยถือเป็นผู้นำด้านการเกษตร ทั้งเกษตรกรของไทยก็มีความสามารถด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับอาหารและการเกษตร ไปจนถึงการแปรรูปอุตสาหกรรมการเกษตรต่างๆ เราก็จะมีความได้เปรียบ เพราะไม่ว่าจะหยิบจับเรื่องใดมาเพื่อการวิจัยและพัฒนา ก็จะมีความพร้อมทั้งด้านความร่วมมือจากทั้งนักวิชาการด้วยกัน ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ด้านการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข และการท่องเที่ยว ก็นับได้ว่าประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่พอสมควรทีเดียว หากมีการวิจัยและพัฒนามาเสริมอย่างเหมาะสมจะก้าวหน้าได้อีกมาก
สำหรับด้านวิจัยและพัฒนานั้น สิ่งที่รัฐต้องส่งเสริมอย่างมากคือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการวิจัยในภาคเอกชนมากขึ้น และรัฐเองก็ต้องลงทุนสร้างความรู้มากขึ้นด้วย ณ ขณะ นี้ประเทศเราใช้เงินประมาณ 20,000 ล้านบาทในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งมาจากภาครัฐ 60% และเมื่อเทียบกับอัตราค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภาย ใปนระเทศ (จีดีพี) อยู่ระหว่าง 0.24-0.28% มาตั้งแต่ปี 2542 ในขณะที่ประเทศจีนอยู่ที่ 1.36% สิงคโปร์ 2.31% ไต้หวัน 2.58% เกาหลี 3.22% และญี่ปุ่น 3.39% ตามลำดับ ณ ขณะนี้ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งการลงทุนวิจัยและพัฒนา และเร่งผลิตนักวิจัยอย่างต่อเนื่อง เช่น สร้างเพิ่มอีก 2 เท่าใน 3 ปี 4 เท่าใน 5 ปี เป็นต้น
โชว์ศักยภาพผลงานวิจัยเด่น
ส่วนผลงานวิจัยที่ทางดร.ของกระทรวงทำการวิจัยและพัฒนาจนเป็นที่น่าภาคภูมิใจ ที่ปลัดกระทรวงบอกกล่าวมานั้น มีด้วยกันอยู่มากมาย อาทิ เทคโนโลยีพลังงานทดแทน (เซลล์แสงอาทิตย์, ไบโอดีเซล ฯลฯ), งานวิจัยด้านสุขภาพ (โรคติดเชื้ออุบัติใหม่, ชุดตรวจไข้หวัดนก ฯลฯ), เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ, เทคโนโลยีอาหารและการเกษตร (พัฒนาปรับปรุงพันธุ์กุ้ง, พัฒนาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์), เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง, เทคโนโลยีทางด้านวัสดุศาสตร์ ฯลฯ
ทั้งนี้ผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานที่จะมาช่วยพัฒนา ประเทศ ซึ่งก็ยังมีผลงานวิจัยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้นำมาพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ก็คงต้องใช้เวลาในการพัฒนาต่อไป ซึ่งหากจะให้ผลงานวิจัยที่ยังเหลืออยู่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก็คงต้องสร้างดร.ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกเป็นจำนวนมากเพราะที่มีอยู่ นี้ถือว่าน้อยมาก ซึ่งการที่จะมีดร.ด้านวิทยาศาสตร์ให้มากนั้น ต้องปลูกฝังความรักในการเป็นนักวิจัยตั้งแต่วัยเด็ก หากทำได้เช่นนี้แล้วอนาคตของชาติก็จะก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในโลกได้ไม่ยาก!!
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (28 มิถุนายน 2552)
Items details
- Hits: 2833 clicks
- Average hits: 80.9 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



