ผ่าทางตันวิกฤตแร่ใยหินรัฐ+สอท.หนุนเลิกใช้

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      ความพยายามจะรณรงค์เลิกใช้แร่ใย่หิน ที่หลายองค์กรออกมาแสดงพลังในรูปแบบต่างๆ อาทิ การจัดเวทีเสวนาความคิดเห็น ที่ผ่านมากว่า 5 ปี และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนจากรัฐบาล

      การคืบหน้าการรณรงค์เลิกใช้แร่ใยหินในเดือนเมษายนที่ผ่านมา นับว่ามีความคืบหน้าในเรื่องมากที่สุด  โดยหลังจากกระทรวงอุตสาหกรรมได้นำข้อเสนอเรื่องมาตรการ "สังคมไทยไร้แร่ใยหินไครโซไทล์" ห้ามนำเข้าวัตถุดิบแร่ใยหินไครโซไทล์ ในปี พ.ศ.2554 และห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินไครโซไทล์ ในปี พ.ศ.2554 ที่เป็นข้อเสนอของมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เข้า ครม.

      ล่าสุดมาตรการควบคุมทางกฎหมาย การขายผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบจากแร่ใยหิน ขณะนี้ยังไม่มีมติที่จะห้ามใช้ แร่ใยหิน ในการผลิตสินค้าต่างๆ ตามข้อเสนอดังกล่าว
      ทว่าการพิจารณาของ ครม. มีทั้งมติ เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ทั้งนี้แนวทางห้ามนำเข้าแร่ใยหินและการส่งออกเป็นข้อเสนอที่ ครม.ไม่เห็นชอบ ส่วนที่มีความเห็นชอบ ตามมาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน ตามที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เสนอ คือ ห้ามนำเข้าแร่ใยหินและผลิตภัณฑ์เฉพาะกรณีและห้ามผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ที่ใช้วัตถุดิบอื่น หรือใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทนได้ โดยมีช่วงระยะเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อหาวัตถุดิบทดแทนและเทคโนโลยีทดแทนที่เหมาะสม

      ที่สำคัญกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้ ส.อ.ท.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทโดยตรงกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับ แร่ใยหิน ศึกษาแนวทางรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำเกณฑ์การคัดเลือก และแนวทางลด เลิกใช้สารเคมีและวัตถุอาจเป็นอันตรายต่อภาคอุตสาหกรรม ซึ่งแนวทางการศึกษาครั้งนี้ "แร่ใยหิน" ติดเป็น 1 ในสารเคมี 6 ประเภท ที่ ส.อ.ท.ได้เสนอให้ลดหรือยกเลิกการใช้สารเคมี และวัตถุอาจเป็นอันตรายด้วย เช่นกัน เปิดปูมรัฐ + องค์กรอิสระ หนุนปลอดแร่ใยหิน

      การนำร่องเพื่อให้ครม.อนุมัติ เลิกนำเข้า-ใช้แร่ใยหิน และยกเลิกนำเข้าและใช้แร่ใยหินเป็นส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ พร้อมประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 อย่างเร่งด่วนภายในปี 2554 ในปี 2554 นี้ เป็นสิ่งที่มีความต่อเนื่อง หลังจากที่นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เผยว่า มติองค์ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งมีนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้เห็นชอบ "มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน"สังคมไทยไร้แร่ใยหิน"

      รวมถึงการควบคุมผ่านฉลากผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศให้แร่ใยหิน เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องระบุ ข้อความคำเตือนว่า "ระวังอันตราย ผลิตภัณฑ์มีแร่ใยหิน เป็นส่วนประกอบ การได้รับสารนี้เข้าสู่ร่างกาย อาจก่อให้เกิดมะเร็ง และโรคปอด" และแสดงตราสัญลักษณ์พร้อมข้อความตามข้อกำหนด ข้อความที่เป็นคำเตือนต้องใช้ตัวอักษรขนาดไม่ต่ำกว่า 5 มม.ด้วยตัวอักษรที่มีสีต่างจากสีผิวผลิตภัณฑ์แสดงไว้ในลักษณะคงทนถาวร ที่ผลิตภัณฑ์และภาชนะบรรจุหีบห่อ บรรจุภัณฑ์ ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน

      ทั้งนี้ภาครัฐมีการผลักดันให้เอกชนยกเลิกการนำเข้าและใช้แร่ใยหินภายในปี 2555 ซึ่งแนวทางนี้มีเอกชนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า แร่ใยหิน ไม่ได้อันตรายอย่างที่มีการเตือนภัยกัน

      การรณรงค์ของภาครัฐที่สื่อสารกับภาคเอกชน และหน่วยงานของภาครัฐเองที่เกี่ยว ตามมาตรการทำให้ "สังคมไทยไร้แร่ใยหิน" โดยเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา  กระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้จัดประชุมหารือ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ประกอบการที่ผลิต ผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้แร่ใยหินและสารทดแทน โดยมีข้อสรุปว่า

      1. มีผลิตภัณฑ์บางชนิดที่สามารถยกเลิกการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ได้ เนื่องจากมีสารทดแทน หรือมีผลิตภัณฑ์ทดแทน
      2. ผลิตภัณฑ์บางชนิดยังมีความจำเป็นต้องใช่แร่ใยหินไครโซไทล์ เนื่องจากยังไม่มีสารทดแทนหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทดแทนที่เหมาะสม
      3. มีผลิตภัณฑ์บางประเภทที่จำเป็นต้องใช้ และมีการนำเข้ามาในราชอาณาจักร

      ส่วนการสื่อสารกับหน่วยงานของภาครัฐเองที่เกี่ยวข้องเพื่อประชุมพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการ ความเป็นอันตรายของแร่ใยหินไครโซไทล์ ในประเด็นต่างๆ เมื่อวันที่ 24 มกราคม และวันที่ 11 กุมภาพันธ์  กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี กลุ่มสินค้าเสี่ยง
      ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหินมีทั้งการผลิตและใช้เป็นส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ คือ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ชิ้นส่วน ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมSME ที่ทำท่อใยหิน และกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี

      ส่วนผลิตภัณฑ์ข้อมูลจากวารสารในเชิงวิชาการ กล่าวถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้แร่ใยหินชนิด "ไครโซไทล์" เป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์ คือ  เบรคคลัตซ์ กระเบื้องมุงหลังคา  กระเบื้องยาง ไม้ฝา เครื่องอบผมและไดร์เป่าผม กล่องพลาสติก บรรจุแบตเตอรี่ภาคเอกชนเสียงแตก

      ในปี 53 มีภาคเอกชนที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนต่อภัยร้ายของ "แร่ใยหินในอุตสาหกรรมก่อสร้าง" นำร่องโดยผู้ผลิตสินค้าจากเยื่อกระดาษรายใหญ่อยู่คือ กลุ่มเอส ซี จี ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ชูความปลอดภัยปลอดแร่ใยหินเป็นจุดเด่น โดยมีการสื่อสารผ่านภาพยนตร์โฆษณา "ฝ้า ผนัง ตราช้าง สมาร์ทบอร์ด" ว่า "เห็นอนาคตก่อนสร้างบ้าน"  ตอกย้ำความที่มั่นใจที่  " ปราศจากใยหิน" ทุกผลิตภัณฑ์รายแรกและรายเดียวของประเทศไทย รวมถึงกลุ่มมหพันธ์ ผู้ผลิตกระเบื้องห้าห่วง ประกาศเลิกใช้แร่ใยหินในกระบวนการผลิตเมื่อปี 2553
      "คอนวูด" ในเครือปูนซีเมนต์นครหลวง ทำตลาดผลิตภัณฑ์วัสดุทดแทนไม้ปีที่ผ่านมา ชูเรื่องแนวคิดกรีนโปรดักส์ ซึ่งเป็น "ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแร่ใยหิน" ที่ส่งผลอันตรายต่อผู้ใช้งาน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในกลุ่มลูกค้าทั่วไปและลูกค้าโครงการได้อย่างทั่วถึง

      ขณะที่ผู้ประกอบการที่ยังนำเข้าและผลิตสินค้าที่ทำจากแร่ใยหินนั้นมี 2 ราย คือ กลุ่มบริษัทกระเบื้องโอฬาร และ บริษัท กระเบื้องหลังคาตราเพชร จำกัด (มหาชน)

      ไม่เพียงอุตสาหกรรมก่อสร้างเท่านั้น ที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ชูเรื่องความปลอดภัยจากแร่ใยหินมาเป็นจุดขาย  เพราะว่าช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมรถยนต์โลก บรรดาผ้าเบรกหลายๆยี่ห้อออกมาทำการตลาดชูเรื่องนี้ด้วย โดยภาครัฐจับมือกับภาคเอกชนตั้ง "ศูนย์วิจัยและทดสอบผ้าเบรค" แห่งแรกของไทย

      ล่าสุดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับบริษัท คอมแพ็ค อินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด  จัดกิจกรรมนำร่องใช้ "ผ้าเบรคไร้ใยหิน" ลดฝุ่นมลพิษ  เพราะมีสารก่อมะเร็ง รณรงค์กับผู้ขับขี่รถสองแถวกว่า 700 คัน ในเมืองพัทยา

      ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์. ฉบับวันที่ 25 เม.ย. - 1 พ.ค. 2554

        Items details

        • Hits: 473 clicks
        • Average hits: 39.4 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 2
        น้อยมากที่สุด