ของเทียมใครว่าไม่ดี

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      ขึ้นชื่อว่า "ของเทียม-ของปลอม" ไม่พ้นที่จะถูกประเมินค่าว่าต่ำต้อย ยกเว้นของเทียมอย่างอวัยวะเทียม ไม่ว่าจะเป็น กะโหลกเทียม ฟันปลอม กระดูกเทียมและลูกตาเทียม ร้อยทั้งร้อยก็คงไม่กล้าปฏิเสธ

      หน่วยวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ภายในศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บริเวณอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ทำหน้าที่พัฒนาวัสดุเทียมทางการแพทย์หลากหลายชนิด เพื่อสร้างองค์ความรู้ของคนไทยและทดแทนการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า และด้วยภารกิจที่พิเศษสุด ๆ หน่วยวิจัยฯจึงเป็นสถานที่นัดพบผู้เชี่ยวชาญหลากสาขา ทั้งนักวิศวกรรมชีวการแพทย์ วิศวกร นักชีววิทยา นักคอมพิวเตอร์ ตลอดจนดีไซเนอร์         

      วัสดุเทียมชุบชีวิต "ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน ประเทศไทยต้องนำเข้าอวัยวะเทียมจากผู้ผลิตแถบยุโรปและอเมริกา ปัญหาที่ตามมา คือ ขนาดใหญ่เกินไซส์กายวิภาคของคนไทย" วนิดา จันวิกูล ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ฉายภาพปัญหา ภารกิจของหน่วยวิจัยฯ เริ่มต้นจากการพัฒนาวัสดุทดแทนกระดูก ซึ่งเป็นอะไหล่ที่มีความต้องการมากสุด โดยเฉพาะวัสดุที่ทดแทนกระดูกและข้อต่อ ข้อเข่าเสื่อม รวมถึงวัสดุทดแทนฟันในทางทันตกรรม เนื่องจากอุบัติเหตุและความเสื่อมสภาพของร่างกายตามอายุขัย

      ปัจจุบันหน่วยวิจัยฯ สามารถผลิตวัสดุทดแทนกระดูก ทดแทนและรักษาฟัน ครอบฟัน สะพานฟัน วัสดุอุดฟัน วัสดุห้ามเลือดในเรื่องของแผล ผิวหนัง ลดรอยแผลเป็น ตลอดจนอุปกรณ์ฟื้นฟูในรูปแบบต่าง ๆ ที่ทำออกมาในลักษณะเฉพาะบุคคล

      "กว่าวัสดุทางการแพทย์จากงานวิจัยจะออกมาใช้ได้จริง ต้องทำการทดลองในห้องแล็บ สัตว์ทดลองและวิจัยในคน โดยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี  ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของชิ้นงาน แต่เมื่อได้วัสดุทดแทนออกมาแล้ว จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและเวลาที่ใช้ผ่าตัด หมอไม่ต้องมานั่งปั้นให้เสียเวลา ขณะที่ค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงเกินไป"

      ยกตัวอย่างกะโหลกเทียม เอ็มเทคทำสำเร็จไปแล้วกว่า 700 ชิ้นกระจายใช้ใน 60-70 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ทำให้วัสดุเทียมที่ผลิตโดยคนไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น หน่วยวิจัยฯ ยังพัฒนาลูกตาเทียม ซึ่งอยู่ระหว่างทดสอบร่วมกับโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องตา รวมถึงวัสดุรักษาแผล ห้ามเลือด ซึ่งกำลังทดสอบทางคลินิกอยู่เช่นกัน

      องค์ความรู้และเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัสดุเทียม ถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับสังคมไทย เช่นเดียวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์อื่น ๆ ที่ต้องได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งสิ่งที่ตามมา คือ ปัญหาสุขภาพ การเสื่อมสภาพของร่างกาย โรคกระดูกพรุนและโรคเบาหวานที่ทำให้เกิดแผลเรื้อรัง "การเจ็บป่วย และร่างกายที่เสื่อมสภาพนำไปสู่การรักษาและซ่อมแซม ยังไม่รวมถึงปัญหาสุขภาพที่เกิดจากอุบัติเหตุ ความพิการแต่กำเนิด ตลอดจนโรคบางโรค เช่น มะเร็งซึ่งรุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดเลาะกระดูกออก ขณะเดียวกันไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ชอบความโลดโผนมากขึ้น เล่นกีฬาที่รุนแรง ล้วนเป็นความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุ และการเสื่อมสภาพของกระดูกและข้อต่อ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ความต้องการวัสดุทางการแพทย์ในกลุ่มซ่อมแซม และฟื้นฟูสภาพร่างกายเพิ่มตามไปด้วย"

      อย่างไรก็ตาม วัสดุเทียมดังกล่าวส่วนใหญ่ต้องใช้ในร่างกายมนุษย์ เช่น วัสดุฝังใน ต้องสัมผัสเลือดและเซลล์ต่างๆ ด้วยเหตุนี้จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของบุคลากร ทั้งด้านวัสดุศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบ การขึ้นรูป วิศวกรรมชีวการแพทย์และชีววิทยาที่ทำงานเกี่ยวกับ cell biology เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและความถูกต้องแม่นยำของวัสดุเทียม พร้อมทั้งเสริมทัพด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรือ CT-Scan ในการขึ้นรูปต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์ (Rapid Prototype) ทำให้จำลองชิ้นงานวัสดุฝังในที่บกพร่องให้มีขนาดพอดี การผ่าตัดทำได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงที่คนไข้จะต้องกลับมาผ่าซ้ำอีกครั้งเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องหากชิ้นส่วนทดแทนไม่มีความพอดี

      ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มองเห็นความเป็นจริงที่ว่า การผลิตอวัยวะเทียมทางการแพทย์ออกสู่ตลาด ไม่ใช่กิจกรรมของหน่วยวิจัยอย่างศูนย์วิจัยแห่งชาติ แม้ว่าจะมีพิมพ์เขียวชิ้นงาน มีวัสดุและบุคลากรที่พร้อมจะผลิตก็ตาม แต่ควรถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชนระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีวิธีการบริหารจัดการเทคโนโลยีให้องค์ความรู้นี้ไปสู่ประเทศ ภูมิภาคและระดับโลก          แต่สิ่งที่นักวิจัยกังวลคือผลกำไร เมื่องานวิจัยออกไปในภาคธุรกิจแล้ว จะทำให้ราคาค่าวัสดุเพิ่มขึ้น ทำให้การเข้าถึงของผู้ป่วยในกลุ่มที่มีรายได้น้อยเป็นไปได้ลำบาก จึงเป็นความท้าทายสำคัญของหน่วยงาน ในการคัดเลือกภาคเอกชนเข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่ต้องพิถีพิถันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสร้างชิ้นงานใหม่

      ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 มีนาคม 2554

        Items details

        • Hits: 1052 clicks
        • Average hits: 80.9 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 3
        น้อยมากที่สุด