'รองเท้าแตะ' พันล้าน

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      ภาพโฆษณาบนจอโทรทัศน์โดนใจวัยรุ่นเวลานี้ รองเท้าแตะทรงสี่เหลี่ยมรูปคีย์บอร์ด สีสันแสบสะดุดตา เป็นหนึ่งในจำนวนยี่ห้อไม่กี่ยี่ห้อที่ถูกถามหากันอย่างมากมา สถานการณ์เศรษฐกิจจะอย่างไรก็แล้วแต่ "กีโต้" รองเท้าแตะจากธุรกิจห้องแถวได้ก้าวข้ามชั้นสู่แถวหน้ารองเท้าแตะติดอันดับขายได้มากที่สุด

      "เนรมิต กิจกำจาย"เจ้าของห้องแถวที่เริ่มต้นชีวิตธุรกิจด้วยการขายรองเท้าแล้วพัฒนามาเป็นผู้ผลิต ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท กีโต้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการเติบโตของธุรกิจนี้ด้วยความภาคภูมิใจ

      "แต่ละปีบริษัทกีโต้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทจากกระแสของแฟชั่นรองเท้าแตะ สำหรับรองเท้าแตะกีโต้เป็นแบรนด์ที่โตมาอย่างเงียบ ๆ ไม่ใช่มาดังเอาตอนนี้ แต่เพราะโฆษณาทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น" และจากคำว่า "ไม่หยุดคิด" นั่นเองที่ทำให้ การพัฒนาของกีโต้ได้อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน บริษัท กีโต้ (ประเทศไทย) จำกัดเติบโตมาจากธุรกิจห้องแถว ซึ่งตั้งอยู่ย่านสะพานเหลือง ดำเนินธุรกิจในรูปแบบซื้อมาขายไป เริ่มต้นจากการขายรองเท้า แล้วมารับผลิต ถึงปัจจุบันก็ยังผลิตอยู่คือรองเท้าตรา "กิเลน" ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้ผลิตรองเท้าแตะยี่ห้ออื่น ๆ ตามมาอีกหลายแบรนด์ อาทิ อัพ ทู เดท, โซนเดอร์ ที่มีเจ้าของแบรนด์เดียวกัน อีกทั้งยังรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ดังอื่น ๆ อีก

      "รองเท้าเราขายดีตลอด ไม่ใช่มาดีเอาตอนนี้ แต่เราขายดีแบบซุ่มเงียบ และหลังจากภาพโฆษณาออกมาเราขายได้มากกว่าเก่า" รองเท้าแตะยี่ห้อแรกที่เนรมิต สร้างขึ้นและมีชื่อเสียงคือ "กิเลน" ที่ด้านท้ายมีการใส่รูป "สตรอว์เบอรี่" เข้าไป เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนของการนำดีไซน์มาใช้กับรองเท้าแตะ

      "ตรากิเลน แต่ก่อนวัยรุ่นชอบมากแต่ไม่กล้าเอ่ยปากบอกชื่อเพราะกลัวเชยเราจึงออกแบรนด์อัพ ทู เดท คนกลับมองว่าเป็นรองเท้าผู้หญิงอีก ทำให้เราต้องออกยี่ห้อกีโต้ ซึ่งใครก็ใส่ได้หมดไม่ว่าหญิงหรือชาย"          

      "ตอนนั้นเรียกว่าทุกร้านต้องมีรองเท้าแตะของผมวางขาย ไม่ว่าจะเป็นที่ห้างบางลำพู, สยามอาเขต, มาบุญครอง ซึ่งห้างเหล่านี้เพิ่งจะเปิดตัวหรือแม้แต่เซ็นทรัลลาดพร้าวต้องมีรองเท้าผมขาย 80-90%" หัวใจของการสร้างแบรนด์ให้ฮิตติดอันดับ เนรมิตเล่าว่าการออกแบบต้องสอดคล้องไปกับกระบวนการผลิต และการกระจายสินค้าต้องรวดเร็วทันต่อความต้องการของตลาด ยกตัวอย่างต้องดูว่าแฟชั่นชั่วโมงนี้นิยมรองเท้าส้นสูงหรือส้นเตี้ย หรือช่วงซัมเมอร์ต้องเล่นสีสัน ก็จะออกแบบตามสมัยนิยม

      "เรามีทีมดีไซน์สำหรับรองเท้าแตะอย่างเดียว จะมีการออกสำรวจตลาดแต่ละภาคดูว่าเขามีความต้องการอะไรชอบแนวไหน จากนั้นมาช่วยกันดูระหว่างทีมออกแบบและฝ่ายการตลาดว่าไปได้หรือไม่ได้ พูดคุยกันแล้วจึงคิดแบบออกมา การตลาดเขาจะรู้ว่ารองเท้าใครขายดีและทิศทางไปทางไหน" เนรมิตบอกต่อว่า ถ้าชั่วโมงนี้เขาฮิตอะไร ไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงสามารถออกแบบได้แล้ว บางอย่างแค่หนึ่งวันก็จบ หลังจากนั้นถ้าทุกอย่างโอเค ก็ออกวางตลาดเลยทันที "ผมว่าไม่มีใครทำได้เหมือนผม คุณนั่งคุยกับผมตอนนี้นะ ถ้าโทร.มาสั่งของมีใบสั่งของ เรายังคุยกันไม่จบ เปิดบิลส่งถึงบ้านแล้ว ไวกว่าพิซซ่าอีก ธุรกิจอะไรก็ตามเวลานี้ต้องทำด้วยความไวถ้าช้าจบ"

      ถามว่าตลาดวัยรุ่นเป็นอย่างไรชายวัย 55 บอกว่าถ้าบุกตลาดวัยรุ่นต้อง "โดน" ทั้งดีไซน์และการรับรู้ "การที่เราโฆษณารองเท้าคีย์บอร์ดรุ่นเหลี่ยมไม่ใช่ว่าขายดีมากที่สุด แต่คนรู้จักเรามากที่สุด ผู้บริโภคจะคิดว่าทำไมรองเท้าเหลี่ยมล่ะ ไม่เหลี่ยมได้ไหม เราก็มีทรงมนให้ คือซื้อได้ทุกคน รุ่นนี้จึงขายดีมหาศาล แต่ถ้าออกแบบแล้วไม่ชอบแบบนี้ เราก็มีแบบใหม่ให้เลือก ทำเป็นรูปเมาต์ เราจะทำให้คุณชอบให้ได้" ธุรกิจของเนรมิตผ่านยุคเศรษฐกิจตกต่ำมาทุกช่วง แต่เขามองว่า "ทุกอย่างคือโอกาส"

      "ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเพื่อน ๆ จะมาคุยว่าทำไม่ไหวแล้ว ๆ แต่ผมมองว่าถ้าเขาไม่ขายของของเขาผมจะขายแทนวิกฤตของเขาเป็นโอกาสของเรา" แต่เนรมิตไม่ได้หยุดการทำธุรกิจของเขาแค่ผลิตรองเท้า แต่เขายังมีโครงการต่อยอด "ขยะเป็นทอง" โครงการของสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งบริษัทของเขาเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ

      "ผมมองว่าเศษของที่เหลือใช้จากโรงงานสามารถที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ และเพิ่มมูลค่าได้มาก เรามีเศษขยะเหลือประมาณ 2 ตันต่อวัน ก็เอาไปรีไซเคิลได้ เวลานี้กำลังทำสินค้าอยู่ชนิดหนึ่งจะออกวางจำหน่ายเร็ว ๆ นี้ คือการเอากระจกจากอีกโรงงานหนึ่งมาออกแบบร่วมกับขอบยางที่เหลือจากการตัดเป็นพื้นรองเท้า เป็นการดีไซน์กระจกและสตู เตรียมจะทำตลาดทางเว็บไซต์ต่อไป"

      "ทุกวันนี้วัตถุดิบแพงขึ้น ผมมักจะบอกเพื่อน ๆ ทุกโรงงานว่าของเหลืออย่าทิ้ง เอามาปรับเป็นเงินได้ ตอนนี้มี 8-9 โรงงานที่เป็นเพื่อนกันและมาร่วมกันทำ ในอีกสองปีข้างหน้าผมมั่นใจว่าวัตถุดิบที่เหลือทิ้งเป็นขยะจะน้อยมากเพราะตอนนี้เทคโนโลยีรองรับได้มาก...อะไรก็ทำได้" เป็นการที่ไม่เคยหยุดคิด และพัฒนาให้ทันสมัย

      ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 - 30 มี.ค. 2554

        Items details

        • Hits: 1684 clicks
        • Average hits: 129.5 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 2
        น้อยมากที่สุด