"ศักรินทร์ ภูมิรัตน" นักวิทยาศาสตร์หลังเขา ผู้รับใช้โครงการหลวง
Last Updated on Monday, 01 June 2009 09:12
หลายๆ คนอาจจะรู้จักชื่อนี้ในฐานะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แต่...เบื้องหลังการทำงานของหนุ่มใหญ่คนนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจกว่านั้น
เป็นงานที่เจ้าตัวภาคภูมิใจอย่างยิ่งในชีวิต นั่นคือ การได้รับใช้ถวายงานในพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เป็นการนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ในงานพัฒนาชนบท เช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อ "ดร.อมร ภูมิรัตน" นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร ซึ่งสนองงานพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
"ผมเป็นคนชอบทำงานอยู่ว่างไม่ได้" เสียงปรารภของ ดร.ศักรินทร์
ด้วยเหตุนี้ นอกจากงานประจำที่รัดตัวแล้ว ยังเข้าไปทำงานในพื้นที่สีชมพูท่ามกลางเสียงปืนที่ดังอยู่เป็นระยะๆ ตลอดเวลา เช่น สกลนคร บุรีรัมย์ หรือไปทำเรื่องไอทีหลังเขา ที่แม่ฮ่องสอน เขาบอกว่างานที่ทำทั้งหมดนั้น "ไม่เคยเหนื่อยและไม่เคยท้อ"
เพราะทั้งหมดนั้นเขาได้รับแรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี "ที่ทรงงานหนักอย่างมากเพื่อความสุขของประชาราษฎรไทย"
"ทราบว่าได้เข้าไปช่วยงานและถวายงานสมเด็จพระเทพรัตนฯ"
ครับ ไปเริ่มทำที่โครงการหลวง คือแรกทีเดียวคุณพ่อ (ดร.อมร) ได้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ก่อนแล้ว ตอนนั้นปี 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯภูพาน ซึ่งก็เสด็จฯทุกปี ทรงรถเข้าไปที่กิ่งอำเภอเต่างอย จ.สกลนคร ตอนนั้นยังเป็นพื้นที่สีชมพูอยู่เลย หลังจากนั้นมีรับสั่งกับ ม.จ.จักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ให้เข้าไปพัฒนาหมู่บ้านแถวนั้น ท่านจักรฯ ก็มาให้คุณพ่อไปช่วยงาน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ตามคุณพ่อเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเทพรัตนฯ
ท่านทรงรับสั่งว่าอยากให้ไปทำโครงการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับหมู่บ้านนางอย -โพนปลาโหล ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรในหมู่บ้านให้ดีขึ้น ทำให้เขามีรายได้ ที่สำคัญมีรับสั่งคล้ายกับว่าเมื่อพัฒนาแล้วก็ต้องให้เขาสามารถรักษาการ พัฒนานั้นไว้ได้และต้องพัฒนาตัวเองต่อไปได้ด้วย
"เริ่มงานอย่างไร?"
คุณพ่อทำโรงงานหลวงกับ ม.จ.ภีศเดช รัชนี ที่บ้านยาง ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงงานหลวงแห่งที่หนึ่ง มีการฝึกให้ชาวบ้านปลูกพืชส่งโรงงานแปรรูป โดยใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยให้ทำแล้วขายได้ ฉะนั้น เมื่อผมไปดูแล้วเห็นว่าเข้าหลักการพัฒนาอย่างชัดเจน จึงทูลขอท่านภีศเดชเอาโมเดลของโรงงานหลวงที่ว่ามาทำที่สกลนคร เป็น "โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป"
ผมเข้าไปทำในส่วนของวิศวกรรม คือวางเครื่องจักรทั้งหมดในโรงงาน ทำให้การต้มระเหยมีประสิทธิภาพ และลดการใช้พลังงาน
ทีนี้พอมาคิดถึงประเด็นของการทำให้มีรายได้เพิ่ม ก็ต้องคิดหาอะไรให้ชาวบ้านทำหลังจากปลูกข้าว ทำนาแล้ว ช่วงนั้นประเทศไทยยังนำเข้าซอสมะเขือเทศ เอาเข้ามาเป็นปี๊บๆ เพื่อมาทำปลากระป๋อง ก็รู้สึกว่าอากาศตรงนั้นน่าจะปลูกมะเขือเทศได้ดี จึงเอาอุตสาหกรรมเกษตรเข้าไปส่งเสริมการปลูกมะเขือเทศเพื่อแปรรูปเป็นมะเขือ เทศเข้มข้น ส่งให้โรงงานทำปลากระป๋องในกรุงเทพฯ ซึ่งตรงนี้ผมกับทีมงานที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เข้าไปช่วยตั้งโรงงาน
แต่ทีนี้จะตั้งโรงงานเฉยๆ ไม่ได้ ต้องดูตัวเกษตรกรด้วยว่าเขาจะต้องมีความรู้ ต้องมีวินัย ซึ่งเขาก็ช่วยสอนช่วยฝึกตรงนี้ จัดระบบการทำงาน ดูเรื่องคุณภาพของผลผลิต ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี ปีต่อมาจึงเอาทีมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันอาหาร เข้าไปช่วยทำเรื่องสภาพความเป็นอยู่ ไปสร้างแหล่งน้ำ สร้างส้วม และดูเรื่องของโภชนาการของชาวบ้านด้วย
"คุณพ่อช่วยงาน?"
คุณพ่อเสียชีวิตปี 2527 ซึ่งในวันพระราชทานเพลิง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯด้วยพระองค์เอง ทรงมีรับสั่งว่างานที่พ่อผมทำอยู่เป็นงานที่สำคัญ เพราะตอนนั้นอีสานยังมีปัญหาเยอะมาก รวมทั้งเรื่องคอมมิวนิสต์ด้วย ผมในฐานะลูกจึงต้องทำหน้าที่ต่อ
ผมโชคดีตอนนั้นเป็นหัวหน้าภาควิศวกรรมเคมี และมีเพื่อนที่อาวุโสกว่าคือ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. เราต่างเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มหาวิทยาลัยควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบท ก็เลยมีโครงการมหาวิทยาลัยกับชุมชนขึ้น แต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำงานให้โครงการหลวงมานานแล้วนะ ในด้านการเกษตรโดยตรง แต่พวกเราเข้าไปทำงานในฐานะวิศวกร เป็นนักเทคโนโลยี
ฉะนั้น ทุกวันนี้จึงช่วยดูสถานีโครงการหลวง 36 สถานี มีออฟฟิศที่เชียงใหม่เพื่อจะเสริมงานโครงการหลวง เป็นการร่วมมือกันระหว่าง มจธ. สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และ สวทช.
"ระหว่างที่ลงพื้นที่ไปทำงานเคยเจอ ผกค.บ้างไหม?"
(หัวเราะ )...ผมเคยโดนปล้นที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ตอนนั้นอาจารย์กฤษณพงศ์เป็นคนขับรถ ผมอยู่ท้ายรถ มีฝรั่งไปดูงานกับเราด้วย กำลังจะเดินทางขึ้นไปที่ดอยแม่สลอง ขับรถผ่านไปเกือบโพล้เพล้แล้ว กำลังจะขึ้นไปดอยตุง ตอนนั้นยังไม่มีโครงการแม่ฟ้าหลวง ก็มีชาวบ้านใส่ผ้าปิดหน้าออกมาขวาง แต่พอเขาเห็นป้ายโครงการหลวงเขาก็ตกใจอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ได้เงินคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าไป
"มีอาวุธด้วย?"
เขามีปืน วิ่งมาขวางรถไว้ เพราะตอนนั้นขึ้นเขารถต้องขับช้าๆ แต่พวกเราก็ได้พระบารมีปกเกล้าเยอะนะ จึงไม่มีใครเป็นอะไรมาก แล้วก็มีเพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่ใน จ.บุรีรัมย์ ถูกปล้นเหมือนกัน เวลาที่ขับรถขึ้นไปจะเจอ ส่วนใหญ่พอออกมาจากข้างทางเห็นว่าเป็นรถโครงการพระราชดำริก็จะปล่อย
อย่างที่นางอยที่เราไปตั้งโรงงาน จะมีหมู่บ้านรอบๆ อีก 5 หมู่บ้าน สมัยที่เราไปถนนยังไปไม่ถึง จะมีผู้ก่อการร้ายออกมามอบตัวเป็นระยะๆ เอาปืนออกมามอบคืน เราก็ไปนั่งดู ได้ประสบการณ์เยอะ สมัยนั้นเขาไม่ได้ยุ่งกับครูด้วยซ้ำ คือเขาไม่อยากทะเลาะกับชาวบ้าน ถ้าเขาไปทำร้ายครูก็เท่ากับไปทะเลาะกับชาวบ้าน
"งานไอทีหลังเขาเป็นอย่างไร?"
สมเด็จพระเทพ รัตนฯ ท่านสนพระทัยเรื่องโภชนาการของเด็กๆ โภชนาการของโรงเรียนในชนบท ซึ่งโยงไปถึงเรื่องของสุขอนามัย พยาธิ ฟันผุ เป็นต้น ทรงเห็นว่าทั้งหมดนี้ฐานของปัญหาอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ จึงจำเป็นที่จะต้องทำเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโรงเรียน เราก็เข้าไปสอนให้ครูจัดค่ายวิทยาศาสตร์ ทำโครงการวิทยาศาสตร์ แต่เพราะเราไม่ใช่นักการศึกษาเวลามีเรื่องของหลักสูตรเข้ามาเกี่ยวข้องก็จะ ไปชวนให้ สสวท.มาช่วยอีกแรง บางทียังต้องไปสอนครูพละให้สอนวิทยาศาสตร์เด็กๆ เลย เพราะโรงเรียนเขาไม่มีครูวิทยาศาสตร์
ในมุมมองของผมและคนทำงาน มองว่ามันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นที่เข้าใจ ว่ามันเป็นประโยชน์กับพื้นที่ ไปสร้างความตระหนักให้ชาวบ้านเห็นว่าวิทยาศาสตร์สามารถตอบปัญหาของพวกเขาได้ เช่น การทำโรงเลี้ยงเห็ด ทำหัวเชื้อเห็ด หรือข้าวปลูกมาไม่พอกินเราก็เอาคนนจากเทคโนโลยีราชมงคลเข้าไปช่วยดู เอาสารอินทรีย์ไปสอนให้เขาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต หรือให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ ให้ความรู้หลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น
แล้วก็มีเรื่องการประหยัดพลังงานบนสถานีเขาไปช่วยเขาทำ ไปดูระบบน้ำของการเลี้ยงปลาเทราต์ที่ดอยอินทนนท์ ไปดูเรื่องการแปรรูปสตรอเบอรี่เพื่อการส่งออก หรือทำแยม โยเกิร์ต
"ทราบว่าเรื่องโรงเรือนพลาสติกมีประโยชน์มากกับงานที่ทำ"
มัน คอนเซ็ปท์เดียวกับ กรีน เฮ้าส์ของฝรั่ง เพราะที่ประเทศฝรั่งในหน้าหนาวเขาจะทำบ้านให้ต้นไม้อยู่ และมักจะทำเป็นกระจกเพราะแสงเข้าได้ แต่ความร้อนออกไม่ได้ บ้านก็อุ่นสามารถปลูกมะเขือเทศหน้าหนาวได้ แต่เมืองไทยเราไม่ได้ต้องการอย่างนั้น เราต้องการบังแดดและให้มันเย็น สิ่งสำคัญคือ บังฝน ให้แสงผ่าน ให้ความร้อนออกได้ จึงเป็นเรื่องของการจัดพลาสติค ถ้าจะให้ดีก็ทำให้เหมาะกับพืชนั้นๆ เช่น ผักสลัดต้องการให้เปลี่ยนสีเป็นสีม่วง สีแดง มะเขือให้เป็นสีสุกกำลังดี หรือการห่อมะม่วง นอกจากไม่ให้มีแมลงแล้วยังให้มีสีสวย มีความหวานพอดี ซึ่งเป็นเรื่องที่เราช่วยกันทำทั้งฝ่ายเราและนักวิจัยทีมใหญ่ ทำเสร็จก็เสร็จ แต่ระหว่างทำก็ได้ความรู้เยอะแยะ ตรงนี้แหละที่บอกว่ามันต้องลงทุนเรื่องความรู้
"งานที่ทำเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์แล้วเข้าไปเกี่ยวกับโรงเรียนปริยัติธรรมได้ยังไง"
คือ สมเด็จพระเทพรัตนฯ ท่านเสด็จพระราชดำเนินไป จ.น่าน แล้วที่นั่นมีโรงเรียนปริยัติธรรมอยู่แล้ว แต่มีปัญหา เพราะไม่ได้อยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง ท่านทรงมองเห็นว่าคนจนใน จ.น่าน หรือในหัวเมืองแบบนั้นมักจะส่งลูกชายไปบวชเณร ดังนั้น การเรียนการสอนตรงนี้จึงสำคัญ ไม่ใช่เณรที่บวชแล้วจะต้องเป็นพระทุกรูป แต่อีกหน่อยก็จะออกมาเป็นชาวบ้านเหมือนกัน ฉะนั้นต้องดูแลให้การศึกษาที่ดี เพื่อให้เขามีความรู้ติดตัวออกมาใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข
ไม่ใช่เฉพาะพวกเราที่เข้าไปทำงานในส่วนนี้ หลายแห่งจะมี "พระนักพัฒนา" มาร่วมทำงานถวายท่านด้วย การที่เราไปทำงานชุมชนประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ บ้าน-วัด-โรงเรียน ต้องสัมพันธ์กัน ต้องทำงานร่วมกัน
สมเด็จพระเทพรัตนฯ ท่านเสด็จฯ โรงเรียนพระปริยัติธรรม และเห็นว่าโรงเรียนต้องมีการพัฒนาเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหมือนกัน ผมและเพื่อนๆ ทีมงานจึงเข้าไปทำงานถวาย เราก็มีการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมบ้าง มีการนำคนของเราไปเอื้อให้เกิดการเรียนรู้บ้าง อีกวิธีหนึ่งคือ สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงมีรับสั่งมานานว่า ไปเอาคนออกมาจากตรงนั้นแล้วคนไม่ยอมกลับไป วิธีที่ดีที่สุด คือเข้าไปให้ความรู้อยู่ที่บ้านเขา
"ทำงานรับใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยน?"
(หัวเราะ )...สิ่งแรกเลย คือผมเลิกเล่นกอล์ฟ แล้วเล่นกีฬาอื่นแทน ต่อมาคือ หาเพื่อนมาช่วยทำงาน ไปลงพื้นที่แต่ละครั้งชวนกันไปทีละ 5-6-7 คน ผลัดกันไป ช่วยกันทำงาน ซึ่งที่ดีมากคือครอบครัวผมเข้าใจ ไม่ว่าอะไร แม้ว่าต้องไปทุกสัปดาห์ก็ตาม และบางครั้งผมก็ชวนทั้งลูกและภรรยาไปด้วย ซึ่งทุกคนก็ไปกัน ได้สนุกสนานไปด้วย ได้เที่ยวด้วย
ผมว่าผมโชคดีที่มีโอกาสมารับใช้ทั้งสองพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนฯ ผมว่างานอย่างนี้ให้อะไรกับผมมากทีเดียว แล้ว ณ ตอนนี้เราทำให้นักวิจัยของเราที่ไปทำงานและอาจารย์ที่ไป ได้เห็นบริบทของประเทศไทย ที่สำคัญคือเขาได้เห็นว่าถ้าจะทำวิจัยควรจะทำเรื่องที่มันมีความหมาย เป็นความรู้ที่มีประโยชน์กับชาวบ้านอย่างแท้จริง
และการทำงานอย่างนี้จะช่วยให้เราได้นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปใช้ ให้เหมาะกับชุมชน ได้เห็นของจริงว่ามันเป็นอย่างไร ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนฯทรงรับสั่งเรื่องนี้มากมาย ว่าทำอย่างไรจะลดช่องว่างของสังคมได้ ซึ่งเรื่องไอซีทีต้องไปให้ถึง ให้เขามีโอกาสเช่นเดียวกับคนเมือง ที่ผ่านมาจะเรื่องของกระทรวงเกษตรอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่...ทุกคนทุกฝ่ายจะต้องเข้ามาช่วยกันทำ
การที่ผมได้เห็นทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงงานเพื่อราษฎรอย่างหนักและไม่รู้เหนื่อย ทำให้ผมเกิดแรงดลใจในการทำงานนี้
"ที่ผมได้ถวายงานรับใช้ผมไม่เคยเหนื่อยและไม่เคยท้อเลย.."
# # #
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2552
คอลัมน์อาทิตย์สุขสรรค์ สัมภาษณ์โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช
Items details
- Hits: 2815 clicks
- Average hits: 80.4 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



