สวทช. โชว์ไฮไลท์ผลงานวิจัยในงาน NAC 2009
• เผยโฉม ‘เทคโนโลยีจอแสดงผลและแผ่นแสง’ ต้นแบบแรกของไทย สำหรับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์แล็ปทอป และจอภาพต่างๆ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ ประกาศจัดงาน NAC 2009 เพื่อโชว์ผลงานวิจัยและพัฒนาที่ได้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยต่างๆ ในรอบปีที่ผ่านมา
งาน NAC 2009 ภายใต้แนวคิด ‘สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 มีนาคม 2552 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ. ปทุมธานี โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทอดพระเนตรผลงานวิจัยของศูนย์ทั้ง 5 ศูนย์ของ สวทช. ในวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2552 ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nstda.or.th/nac2009/
หนึ่งในผลงานเด่นที่จะนำมาจัดแสดงให้ชมในงานคือ ต้นแบบจอแสดงผลแบบโอเล็ด หรือ OLED (จอแบบไดโอดเปล่งแสงจากสารอินทรีย์) ซึ่งวิจัยและพัฒนาขึ้นโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) หน่วยงานหนึ่งภายใต้ สวทช.
รองศาสตราจารย์ ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า “OLED ถือว่าเป็นเทคโนโลยีจอแสดงผลแห่งอนาคตที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบัน จอแบบ OLED มีขนาดบางเฉียบเกือบเท่าๆ กับเหรียญนี้ จะมาแทนที่จอแสดงผลในปัจจุบันที่เป็นแบบพลาสมาและจอแบนที่ใช้ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ทีวี คอมพิวเตอร์แล็ปทอป กล้องดิจิตอล โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ เทคโนโลยี OLED ยังสามารถนำไปเคลือบบนวัสดุที่บิดงอได้ ช่วยสร้างฟังก์ชั่นและรูปแบบใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อีกด้วย”
“เป้าหมายหลักประการหนึ่งของ สวทช. คือการสร้างขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย โดยนักวิทยาศาสตร์ของเราเอง ในอันที่จะรองรับการพัฒนาของเทคโนโลยีใหม่ที่จำเป็นในอนาคตอันใกล้นี้ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์และส่วนประกอบอื่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ในปี พ.ศ. 2551 มีมูลค่าการส่งออกคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์และส่วนประกอบอื่นรวมกันทั้งสิ้นราว 800,000 ล้านบาท มีมูลค่าคิดเป็น 3 เท่าของการส่งออกข้าวของประเทศ นักวิทยาศาสตร์ไทยจะต้องมีองค์ความรู้ หรือ know-how ที่จะพัฒนาวัสดุและเทคโนโลยีใหม่นี้ได้เองภายในประเทศ เพื่อเป็นรากฐานให้อุตสาหกรรม และธุรกิจในประเทศสามารถนำเอาองค์ความรู้นี้ไปใช้เพื่อผลิต ‘เทคโนโลยีจอแสดงผลและแผ่นแสง’ แห่งยุคหน้านี้ขึ้นได้เอง และจากการที่เรามีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นเทรนด์ระดับ โลกนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ นี้ จะช่วยปูพื้นฐานให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของเราแข็งแกร่งและแข่งขันบน เวทีโลกได้ดียิ่งขึ้น” ดร. ศักรินทร์ กล่าว
ดร. ศักรินทร์ ระบุว่า ขณะนี้ สวทช. กำลังดำเนินงานร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยโตเกียวโพลีเทคนิค ประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีนี้ในประเทศไทย
ดร. ศักรินทร์ กล่าวเสริมว่า “เนื่องจากจอแสดงผลแบบ OLED สามารถออกแบบให้บิดงอได้ รวมทั้งมีความบางเฉียบ จึงสามารถใช้งานเป็น ‘แผ่นแสง หรือแหล่งกำเนิดแสง’ เมื่อนำไปติดไว้ข้างฝาแทนหลอดไฟที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยสามารถจะปรับสีของแสงได้ด้วย และสามารถทำให้มีลักษณะโปร่งใสเมื่อปิดสวิตช์ได้ด้วย จึงนำไปประยุกต์ใช้ติดที่บานหน้าต่างได้”
“เทคโนโลยี OLED ใหม่นี้ จะเปิดทางให้กับการประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์จอแสดงผล และผลิตภัณฑ์ส่องสว่างใหม่ๆ อีกมากมายที่จะเปลี่ยนรูปโฉมศูนย์การค้า สำนักงาน บ้านเรือน รถยนต์ และสถานที่ใดที่ต้องใช้อุปกรณ์ส่องสว่าง” ดร.ศักรินทร์ กล่าว
ดร. ศักรินทร์ กล่าวว่า “นอกจากนี้ OLED ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่า อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเทคโนโลยีส่องสว่างและจอแสดงผลใน ปัจจุบัน หากได้รับการพัฒนาอย่างเต็มประสิทธิภาพ คาดว่าจะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าถึง 40% เมื่อเทียบกับจอ LCD รวมทั้งช่วยทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ทำงานได้นานกว่าด้วย”
นอกจากเทคโนโลยี OLED แล้ว รองศาสตราจารย์ ดร. วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการ ศูนย์เอ็มเทค เปิดเผยว่า “สวทช. ให้ความสำคัญกับการวิจัยที่เกี่ยวข้อง และเป็นประโยชน์โดยตรงกับภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการแพทย์ โดยขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมอีก 2 โครงการที่มีศักยภาพพร้อมต่อยอดในเชิงพาณิชย์เพื่อใช้ในวงการที่เกี่ยวข้อง ได้แล้ว ได้แก่ เทคโนโลยีกระบวนการแปรรูปยางพาราในโรงงานผลิต และความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุพิเศษที่ช่วยให้ผู้ปลูกผลไม้สามารถเพิ่มผลผลิตเพื่อการส่งออก”
“สวทช. ยินดีที่จะพูดคุยกับบริษัทต่างๆ หรือหน่วยงานใดก็ตามที่สนใจนำงานวิจัยเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ สวทช. ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ต้องการที่จะเร่งให้ผลงานที่เราได้ดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และองค์กรวิจัยต่างๆ นั้นถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติรวดเร็วขึ้น” ดร. วีระศักดิ์ กล่าว
ดร. วีระศักดิ์ เปิดเผยว่า จากการที่นักวิทยาศาสตร์ของ สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการวิจัยพัฒนาสารเคมีชนิดใหม่ 2 ชนิด ได้แก่ สาร A704 ที่ใช้แทนกรดซัลฟูริกเข้มข้น และสาร TAPP ที่ใช้แทนแอมโมเนียในการกระบวนการแปรรูปยางพารา ช่วยให้กระบวนการผลิตในโรงงานแปรรูปมีประสิทธิภาพขึ้น ขณะนี้ได้ผ่านการทดสอบการใช้จริงในโรงงานต่างๆ แล้ว พร้อมสู่เชิงพาณิชย์ในการผลิตระดับอุตสาหกรรมทั่วประเทศ
“สารเคมีที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกษตกรสวนยาง และโรงงานแปรรูปยางพาราให้ดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลง ทุนปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเท่านั้น หากแต่ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย” ดร. วีระศักดิ์ กล่าว และกล่าวต่อไปว่า “หนึ่งในสองสารเคมีที่กล่าวถึงนี้ หากมีการนำไปใช้ในโรงงานผลิตยางทั่วประเทศก็จะสามารถลดการใช้กรดซัลฟูริก เข้มข้นได้ถึง 6,400 ตันต่อปี ลดการปล่อยก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เป็นพิษได้ถึง 2,220 ตันต่อปี และลดปริมาณการปนเปื้อนของสารซัลเฟตที่เป็นพิษต่อคนและสิ่งแวดล้อมในน้ำทิ้ง จากกระบวนการแปรรรูปยางพาราอีกด้วย”
ดร. วีระศักดิ์ กล่าวว่า “เราได้นำสารเคมีที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในโรงงานผลิตจริงหลายแห่งเพื่อทดสอบความ เป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์แล้ว โดย สวทช. ได้มีการยื่นขอจดสิทธิบัตรแล้ว และได้รับหมายเลขคำขอสิทธิบัตรเลขที่ 0801004463”
ดร. วีระศักดิ์ กล่าวว่า สารดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ทดสอบในกระบวนการแปรรูปยางจริง โดย บริษัท วงศ์บัณฑิต และบริษัท อินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ ใน จ.สุราษฎร์ธานี บริษัท ถาวรรับเบอร์อินดัสทรี และบริษัท ฉลองรับเบอร์ลาเท็กซ์อินดัสทรี ใน จ.สงขลา และบริษัท ไทยอีสเทิร์นรับเบอร์ ใน จ. ชลบุรี ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี พ.ศ. 2551 ประเทศไทยส่งออกยางมาถึงประมาณ 2.8 ล้านตัน นำเงินตราเข้าประเทศกว่า 200,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ดร. วีระศักดิ์ ยังได้เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ เทคโนโลยีวัสดุพิเศษเพื่อผลิตถุงห่อผลไม้ หรือ ถุงโพลีเทค ซึ่งเป็นถุงพลาสติกที่มีคุณสมบัติคล้ายกระดาษ ซึ่งในระยะแรก สวทช. ได้นำร่องโดยการผลิตเป็นถุงห่อมะม่วงและได้วิจัยพัฒนาสำเร็จ พร้อมสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์แล้ว
“ประเทศไทยส่งออกมะม่วงคิดเป็นประมาณ 5% ของผลผลิตมะม่วงภายในประเทศ อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งในการส่งออกมะม่วงของไทยคือ ปัญหาผิวมะม่วงที่มีสีไม่สม่ำเสมอ และมีจุดด่างดำที่เกิดจากแมลงและเพลี้ยต่างๆ ทุกวันนี้เกษตรกรผู้ผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ต้องใช้ถุงกระดาษนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อห่อผลมะม่วงที่กำลังเจริญเติบโต เพื่อให้ผิวมะม่วงมีสีเหลือง มันวาว เรียบเนียนสวย ไม่มีริ้วรอยด่างดำ ตรงตามความต้องการ และมาตรฐานของตลาดส่งออก”
“ถุงโพลีเทคที่ สวทช. พัฒนาขึ้นนี้ จะช่วยทดแทนการนำเข้าถุงกระดาษที่ปัจจุบันต้องนำเข้าปีละกว่า 2,000 ล้านถุง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ถุงที่ สวทช. วิจัยพัฒนาขึ้นนี้ จะมีราคาต้นทุนเท่ากับครึ่งหนึ่งของราคาถุงนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งสามารถใช้ห่อซ้ำได้ 3-5 ครั้ง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรอีกจำนวนมากเข้าถึง สามารถจะซื้อถุงพลาสติกนี้มาใช้ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าของผลผลิตให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย” ดร.วีระศักดิ์ กล่าว
“หากเกษตรกรสวนมะม่วงใช้ถุงชนิดนี้เพิ่มขึ้น นอกจากเราจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว จะช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกมะม่วงของไทย นำเงินตราเข้าประเทศเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย นอกจากนี้ การที่ถุงพลาสติกชนิดนี้สามารถคัดเลือกแสงในช่วงที่เหมาะสมสำหรับการเจริญ เติบโตของผลมะม่วงได้ จึงทำให้มะม่วงสามารถรักษาคุณภาพของเนื้อมะม่วง และรสชาติที่เป็นธรรมชาติซึ่งอร่อยกว่าไว้ได้ โดยจะทำให้มะม่วงที่ห่อด้วยถุงโพลีเทคมีค่าความหวานสูงกว่ามะม่วงที่ห่อด้วย ถุงกระดาษนำเข้าถึง 8%” ดร. วีระศักดิ์ กล่าว
ดร. ศักรินทร์ กล่าวว่า ในปี 2551 สวทช. ได้ยื่นจดสิทธิบัตรจำนวน 137 รายการ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ที่มีเพียง 92 รายการ และสำหรับในปี 2552 นี้ สวทช. ตั้งเป้าว่า เร่งสร้างนวัตกรรมเพื่อให้สามารถยื่นขอจดสิทธิบัตรได้เพิ่มขึ้นอีก 200 รายการ
“ในปี พ.ศ. 2551 นักวิทยาศาสตร์ของ สวทช. ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นพันธมิตร มีโครงการวิจัยพัฒนาทั้งสิ้น 1,550 โครงการ” รศ. ดร. ศักรินทร์กล่าว
“การประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับหลายๆ มหาวิทยาลัย กระทรวง และสถาบันวิจัยต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเร่งกระบวนการพัฒนานวัตกรรมของประเทศให้ก้าวหน้าอย่าง รวดเร็วขึ้น” รศ. ดร. ศักรินทร์ กล่าว
รศ. ดร. ศักรินทร์ ได้กล่าวว่า นอกจากงานวิจัยและพัฒนา 3 ชิ้นข้างต้น ที่เป็นไฮไลท์ของงาน NAC 2009 ในครั้งนี้แล้ว ยังมีการสัมมนาและแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับงานวิจัยอื่นๆ อาทิ นิทรรศการโครงการเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่โครงการพระราชดำริ การวิจัยพัฒนาผ้าฝ้ายและผ้าไหมป้องกันแบคทีเรีย กันน้ำ ให้สีติดทนนานด้วยนาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีเซรามิกส์ขั้นสูงเพื่อฟังก์ชั่นที่หลากหลายขึ้นของวัสดุ ความก้าวหน้าในการวิจัยฉลากสินค้าอัจฉริยะระบุอุณหภูมิได้ระหว่างขนส่ง และการสัมมนาเรื่องเทคโนโลยีการใช้เซลล์เป็นแหล่งผลิตสารตั้งต้นเพื่อใช้ใน ทางการแพทย์และสุขภาพ และเทคโนโลยีระบบ Smart Health ฐานข้อมูลระบบสาธารณสุขอัจฉริยะของประเทศ เป็นต้น
งานประชุมและแสดงผลงานประจำปีของ สวทช. หรืองาน NAC มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงจัดแสดงผลงานและโครงการวิจัยที่ สวทช. ได้ดำเนินการ โดยภายในงานจะมีการสัมมนา นิทรรศการแสดงผลงาน การเจรจาธุรกิจ โดยมุ่งให้เกิดการวิจัยต่อยอด และการนำงานวิจัยไปใช้ในเชิงธุรกิจ
###
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
สวทช.: พินทิพย์ เอี่ยมนิรัตน์ โทรศัพท์ (02) 564 7000 ต่อ 1466 หรือ
บริษัท บางกอก พับบลิค รีเลชั่นส์ จำกัด: พรวดี สถิตยางกูร หรือ ปานตา พูนทรัพย์มณี
โทรศัพท์ (02) 664 9500 ต่อ 117 หรือ 116 โทรสาร (02) 664 9515ครั้งแรก เนคเทค ไซส์ไทยแลนด์ เปิดตัว มาตรฐาน 'SizeThai'
Items details
- Hits: 2909 clicks
- Average hits: 80.8 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



