เอกชนมีลุ้นเอี่ยวงบวิจัยหมื่นล้าน
ศ.น.พ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพเอกชนเตรียมเฮ รัฐจ่อเปิดทางขอทุนสนับสนุนวิจัยได้ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติผนึก 5 องค์กร ยกร่างกฎหมายอิงประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ขอทุนไปวิจัยต่อยอดพัฒนาธุรกิจได้ เผยงบวิจัยรัฐบาล 10,000 ล้านบาทต่อปี
ศ.น.พ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศไทยใช้งบสำหรับงานวิจัยประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 0.2-0.25% ของจีดีพี โดยเป็นงบวิจัยหน่วยงานของรัฐราว 10,000 ล้านบาท งบวิจัยภาคเอกชน 8,000 ล้านบาท
ปัญหางานวิจัยของภาครัฐส่วนใหญ่วิจัยแล้วไม่ได้นำไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจเศรษฐกิจ ทำให้สูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ขณะที่ภาคเอกชนนั้นจะไม่ค่อยลงทุนงานวิจัยเพราะต้องใช้เงินลงทุนวิจัยสูงเป็นต้นทุนธุรกิจ ดังนั้นเวลานี้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จึงได้ร่วมกับ 5 องค์กรวิจัยได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สมาคมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งประเทศไทย (สวทน.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน)(สวก.)และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ยกร่างกฎหมายให้เอกชนสามารถขอทุนสนับสนุนงานวิจัยจากงบของรัฐบาลได้
"ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา สามารถให้เอกชนนำเงินของรัฐไปใช้ในงานวิจัยต่อยอดธุรกิจของตัวเองได้ โดยมีกฎหมายที่เรียกว่าเบโดแอค (Bahy Dole Act)รองรับ สหรัฐฯเริ่มให้เอกชนของบรัฐไปใช้งานวิจัยตั้งแต่ปีค.ศ.1990 (พ.ศ.2533)ขณะที่ญี่ปุ่นให้เอกชนของบรัฐไปใช้งานวิจัยปี 2543 หรือหลังสหรัฐฯ 10 ปี ปรากฏว่าญี่ปุ่นเริ่มช้างานวิจัยเอกชนของญี่ปุ่นจึงไม่สามารถสู้สหรัฐฯได้เลย กฎหมายอเมริกาเขาชี้ให้เห็นว่างานวิจัยของเอกชนจะแตกต่างจากงานวิจัยรัฐ เพราะเอกชนมีความมุมานะจะวิจัยกระทั่งสามารถขายผลิตภัณฑ์ได้ หากเอกชนทำสำเร็จการจ้างงานก็เพิ่มขึ้น รัฐบาลหมดภาระดูแลคนว่างงาน บริษัทมีกำไรต้องเสียภาษีนิติบุคคล 30%เมื่อมีปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีอีก 15% แต่งานวิจัยของนักวิจัยรัฐนั้นจบแล้วจบเลย"
ศ.น.พ.สุทธิพรกล่าวว่าสำหรับความคืบหน้าการยกร่างกฎหมายของประเทศไทยได้ประมวลเนื้อหากฎหมายของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและยุโรป และยกร่างกฎหมายไทยโดยอิงกฎหมายของทั้งสามประเทศดังกล่าวและได้ส่งให้นักวิจัย ผู้ประกอบการ หน่วยงานให้ทุนดู ทุกหน่วยงานได้ให้ความเห็นมาครบหมดแล้ว ขั้นต่อไปส่งให้นักกฎหมายร่างเป็นกฎหมาย ขณะเดียวกันได้เสนอประเด็นสำคัญให้คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว ชี้ให้เห็นว่าเอกชนใช้ทุนรัฐในการวิจัยไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างไรก็ดีขอบข่ายผู้ประกอบการที่จะขอใช้ทุนต้องมีขนาดธุรกิจไม่ใช่รายใหญ่ ซึ่ง 85% ของผู้ประกอบการคนไทยเป็นเอสเอ็มอีอยู่แล้ว
เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ให้ความเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยในประเทศไทยวิจัยแล้วไม่ถูกนำไปพัฒนาต่อยอด สาเหตุเป็นเพราะว่านักวิจัยส่วนใหญ่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำงานวิจัยเพื่อความอยากรู้อยากเห็น เพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ เป็นการตีพิมพ์ผลงานวิชาการนำมาปฏิบัติได้น้อย ทั้งที่นักวิชาการล้วนมีศักยภาพสูงมากแต่ไม่มีการชี้นำให้วิจัยไปในทิศทางไหน
อย่างไรก็ดีความร่วมมือระหว่างวช.และองค์กรสนับสนุนงานวิจัยทั้ง 5 องค์กร นอกเหนือจากร่วมกันยกร่างกฎหมายให้เอกชนขอทุนสนับสนุนงานวิจัยได้แล้ว ยังได้ร่วมกันโฟกัสงานวิจัยไปยังเรื่องสำคัญ 3 เรื่องคือ 1.ผลผลิตสินค้าเกษตร 3 ชนิดได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา 2.โลจิสติกส์ 3.การท่องเที่ยว ซึ่งหลังจากให้ทุนวิจัยไปแล้วจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เช่นลงทุนในข้าวเท่าไร ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่าไร การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเท่าไร สร้างรายได้ให้กับประเทศยั่งยืนหรือไม่ ทำอย่างไรให้เกิดการกระจายรายได้อย่างสมดุล เป็นต้น เพราะที่ผ่านมาการให้ทุนวิจัยกระจายวงกว้างเกินไป ทำให้ไม่สามารถนำมาต่อยอดธุรกิจได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,611 20 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
Items details
- Hits: 427 clicks
- Average hits: 28.5 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



