'ไพรัตน์ เอื้อชูยศ'ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแอร์
Last Updated on Thursday, 27 January 2011 23:23
อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551 - 2552 ที่ผ่านมาโดยข้อมูลการส่งออกล่าสุดของประเทศไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2553 ที่มีมูลค่าสูงถึง 44,226.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าเครื่องปรับอากาศเป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวเป็นอันดับต้นๆ ทั้งในตลาดอาเซียน จีน และสหภาพยุโรป อันเป็นผลมาจากคำสั่งซื้อที่คืนกลับมาหลังจากชะลอตัวไปในปี 2552 ขณะที่ตลาดในประเทศได้รับอานิสงส์จากราคาเครื่องปรับอากาศที่ปรับลดลงจากที่มีการยกเว้นภาษีสรรพสามิตแอร์จากเดิม 15% เหลือ 0% ซึ่งนับเป็นผลงานหนึ่งของกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ทั้งนี้ ทิศทางของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศในปี 2554 ยังคงสดใสและเป็นตัวนำในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยแบบจำลองดัชนีชี้นำภาวะอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์คาดการณ์ว่ากลุ่มเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และคอมเพรสเซอร์จะมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.88%, 11.91% และ 7.20% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศยังคงต้องเติบโตและเผชิญกับการแข่งขันรุนแรงจากประเทศคู่แข่ง ท่ามกลางกระแสการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นายไพรัตน์ เอื้อชูยศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ ส.อ.ท. ได้ให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางของภารกิจหลักที่จะเสริมความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศของไทยไว้อย่างน่าสนใจ
อุตสาหกรรมแอร์ขยายตัวต่อเนื่องโดยประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ ส.อ.ท. ได้มองถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศในปี 2554 ว่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าตลาดในประเทศจะมียอดขายเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 1 ล้านชุด ใกล้เคียงกับปี 2553 ที่ผ่านมา ส่วนตลาดส่งออกนั้น จะขยายตัวราว 5-10% เนื่องจากขณะนี้กำลังการผลิตยังไม่เกินความต้องการของตลาด (Over supply) เพราะตลาดในปัจจุบันเชื่อมโยงทั่วโลก ขณะเดียวกันการขยายตัวด้านการลงทุนและอุตสาหกรรมทำให้ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือแรงงานเข้ามาทำงานมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวและมีความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าตลาดของเครื่องปรับอากาศจะอยู่ในภาคที่อยู่อาศัยและภาคอุตสาหกรรมในสัดส่วน 70-80% และ 10% ตามลำดับ แต่อีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจและมียอดการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ภาคเกษตรกรรม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิในการเพาะปลูกหรือรักษาสมดุลในการเก็บรักษาผลผลิตค่อนข้างมาก เช่น การเพาะเห็ด หรือ ไซโลเก็บอาหารสัตว์ เป็นต้น
ผนึกองค์กรระดับโลกทำ R&D
นายไพรัตน์ เล็งเห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศจำเป็นต้องเติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อม วิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนับจากนี้จึงเน้นหนักที่การวิจัยและพัฒนาให้เครื่องปรับอากาศมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ล่าสุด ได้มีการหารือร่วมกับธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ เพื่อหาแนวทางในการเปลี่ยนระบบน้ำยาทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศให้ลดการทำลายชั้นบรรยากาศและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้อยที่สุด ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศในประเทศไทยใช้สารฟรีออน รหัส R410 เป็นหลัก นับเป็นสารตัวใหม่ที่เชื่อว่ามีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังคงต้องวิจัยและพัฒนาต่อไป เพราะในภาพรวมแล้วฟรีออนยังคงเป็นสารที่ตกค้างในบรรยากาศ ขณะที่บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและยุโรปมีการใช้สารฮาโลคาร์บอน แต่มีปัญหาเรื่องการติดไฟง่าย ส่วนสารโพรเพน แอมโมเนีย และ CO2 มีการใช้เป็นสารทำความเย็นเช่นกันโดยมีข้อดีข้อเสียต่างกันออกไป และต้องพิจารณาถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับคอมเพรสเซอร์ด้วย
"ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้น้ำยาชนิดใดจึงจะดีที่สุด โดยคุณสมบัติสำคัญของสารทำความเย็นที่ต้องคำนึงถึงคือ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และ ไม่ติดไฟหรือมีความดันสูงจนเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ทั้งนี้ เป็นเป้าหมายของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศที่จะวิจัยและพัฒนาต่อไป เวิลด์แบงก์อาจจะเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านงบประมาณบ้าง แต่เราจะเดินหน้าเรื่องการวิจัยและพัฒนาโดยไม่รอความช่วยเหลือจากคนอื่นเพียงฝ่ายเดียว เราต้องพัฒนาตัวเองด้วย" อีกส่วนหนึ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไปคือการพัฒนาบุคลากร ซึ่งในจุดนี้กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศมีความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ (UN) ในการที่จะฝึกอบรมและพัฒนาคนในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้และทำลายสารทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้การใช้และซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศมีความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศยังได้มีการหารือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีการออกใบประกาศนียบัตรสำหรับช่างแอร์ด้วย
จับมือ สวทช. สร้างคลัสเตอร์
สำหรับแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศไทยนั้น ส.อ.ท. ได้มีการทำงานร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในโครงการพัฒนาสินค้าใหม่ ได้แก่ การพัฒนาใบพัดในเครื่องปรับอากาศให้เบา ไม่มีเสียง แต่ให้ลมแรง พร้อมทั้งพัฒนาคอนโทรลเลอร์ มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ คอยล์ร้อน คอยล์เย็น ให้ประหยัดไฟฟ้า รวมถึงพัฒนาแม่พิมพ์พลาสติกเพื่อใช้ร่วมกันในกลุ่มผู้ผลิตด้วย
การพัฒนาดังกล่าวจะต่อยอดให้คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศมีความเข้มแข็ง ในอนาคตผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ของไทยซึ่งเป็นสมาชิก ส.อ.ท. เช่น สตาร์, อามีน่า, เซ็นทรัลแอร์, ยูนิแอร์ ฯลฯ อาจร่วมกลุ่มกันเพื่อซื้อพลาสติกส่วนที่เป็นบอดี้ของเครื่องปรับอากาศ หรือมอเตอร์จากสมาชิกในกลุ่มที่ผลิตอุปกรณ์หรือวัสดุดังกล่าว เป็นการทำงานในลักษณะคลัสเตอร์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ช่วยให้เกิดการรวมตัวที่เข้มแข็งของภาคการผลิต ส่งผลต่อการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ภายใต้ต้นทุนที่ถูกลง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนงานร่วมกับสมาชิกและ สวทช. โดยเชื่อว่าจะสำเร็จเป็นรูปธรรมภายในปี 2554 นี้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,604 วันที่ 27-29 มกราคม 2554
Items details
- Hits: 804 clicks
- Average hits: 50.3 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



