ก้าวของโลก ก้าวของชีวิต
Last Updated on Monday, 17 January 2011 13:06
จากการทบทวนสถานการณ์ในรอบปีมีเหตุการณ์ที่สะเทือนโลก และชีวิตอย่างไรบ้าง แล้วปีหน้าเราจะก้าวต่อไปอย่างไร
เมื่อโลกค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกลไกธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์ หลายคนพยายามตั้งคำถามคือ เราจะอยู่ในโลกนี้ต่อไปอย่างไรให้สมดุล แม้โลกจะไม่ล่มสลายในยุคสมัยของเรา เหมือนเช่น "ดร.นำชัย ชีววรรธน์" นักวิชการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เคยตอบคำถามผู้เขียนเรื่องหายนะของโลกว่า "ผมคิดว่าปี ค.ศ.2012 จะผ่านไปและไม่มีอะไร ที่น่าขำคือ ก่อนหน้านี้มีหนังสือออกมากว่าสิบเล่มบอกว่า ปี ค.ศ.2012 จะเป็นวาระสุดท้ายของมนุษย์ และเมื่อเร็วๆ นี้ผมเห็นหนังสือที่ออกมาบอกว่า ปีค.ศ.2012 มนุษย์จะอยู่รอดปลอดภัย โดยความรู้ที่เรามีอยู่ โอกาสทีอุกกาบาตชนโลกจะเวียนมาเกิดแบบนั้นอีกเป็นเรื่องยาก เพราะประวัติศาสตร์ของโลกสามพันกว่าล้านปีเพิ่งมีอุกกาบาตลูกใหญ่ลงบนโลกลูกเดียวและทำให้ไดโนเสาร์ตาย เพราะฉะนั้นในช่วงชีวิตของเรา โอกาสที่จะเกิดน้อยมาก"
เราห่วงว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น เราและลูกหลานจะอยู่บนโลกต่อไปอย่างไรจึงไม่แปลกที่มีคนบางส่วน เตรียมพร้อมที่จะขนย้ายเพราะหวั่นเกรงกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะมีข้อมูลออกมาเรื่อยๆ ว่า ในอนาคตกรุงเทพฯ จะจมน้ำ แม้จะไม่ใช่การพูดแบบลอยๆ ไร้เหตุผล แต่ก็ยากที่จะคาดคะเน เช่นเดียวกับการออกมาคาดคะแนนการเกิดสึนามิครั้งที่ 2 มีกระแสออกมาว่า ปลายปีนี้จะเกิดเหตุการณ์นั้นอีก
ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เคยทำนายว่าประเทศไทยจะเกิดสึนามิอีก เพราะรอยเลื่อนแผ่นดินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2547 ยังมีส่วนรอยเลื่อยที่ยังไม่เกิด ถ้าแผ่นดินมันค่อยๆ เลื่อน ก็จะมีปัญหา เพราะมันจะขยับเข้าชายฝั่งประเทศไทย
การพยากรณ์ตามแนวทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับว่า บางครั้งอาจคลาดเคลื่อนได้บ้างตามเหตุปัจจัยของธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะรอยเลื่อนของเปลือกโลก ทิศทางลม หรือเรื่องใดก็ตามที่ยากจะคาดการณ์ แต่ที่น่าสนใจ คือ การพยากรณ์เหตุการณ์ร้ายๆ ในธรรมชาติของบ้านเรา มักจะผนวกกับเรื่องโหราศาสตร์ ซึ่งเพิ่มความหวั่นไหวในใจคนมากขึ้น เมื่อไม่นานนี้เองสตีเฟน ฮอว์กิง ให้สัมภาษณ์ในไทม์แกกาซีนว่า ถ้ามีพระเจ้า เขาเชื่อว่าน่าจะเป็นกฎต่างๆที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ
"สิ่งที่เราทำคือ พยายามหาคำตอบว่า มีกฏอะไรในธรรมชาติที่จะทำให้ตัวเราสอดคล้องกับธรรมชาติ" นั่นหมายถึงว่า เราต้องก้าวไปพร้อมๆ กับโลกที่เปลี่ยนแปลง เพราะเราทำตัวไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ เหมือนเช่นเหตุการณ์ร้ายๆ ในรอบปีนี้ อาทิ เรื่อง การปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาไฟเมราปีในอินโดนีเซีย แผ่นดินไหวที่เฮติ พรากชีวิตคนจำนวนมาก ฯลฯ ยิ่งทำให้น่าคิดว่า หากเราแหกกฎที่มีอยู่ในธรรมชาติ เราย่อมได้รับสิ่งตอบแทนเหมือนเช่นในหนังสือ "เมื่อโลกเอาคืน" ของเจมส์ เลิฟล็อก นักวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนมุมมองของเราเกี่ยวกับโลก
เราคงต้องหันมามองว่า เราเองก็มีส่วน คนละเล็กคนละน้อยในการทำลายโลกทั้งการใช้ชีวิตและการพัฒนาอุตสาหกรรม ปล่อยสารพิษในชั้นบรรยากาศ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ย้อนกลับมาทำร้ายเรา
แอนนี่ เลนนาร์ด นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกัน ในปี 2553 เธอเดินทางมาพูดให้คนไทยฟัง หลายคนคงได้อ่านเรื่องราวของเธอบ้างแล้ว ตอนนั้นเธอนำภาพยนตร์สารคดี แอนิเมชันของตัวเอง เรื่อง The Story of Stuff ภาพเคลื่อนไหวของการ์ตูนลายเส้นประกอบการบรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตและสิ่งแวดล้อมมาเล่าให้ฟัง ซึ่งสามารถเข้าไปดูในเว็บไซต์ www.storyofstuff.com/international/
การอธิบายให้เห็นถึงวงจรสินค้าแต่ละชิ้นที่มีวันหมดอายุ และในที่สุดผู้บริโภคก็ต้องโยนทิ้งเป็นขยะของโลก รวมถึงวิธีการตลาดที่ชาญฉลาดทำให้คนรู้สึกว่า ถ้ายังใช้สินค้าชิ้นนั้นอยู่จะกลายเป็นคนเชยๆ ในสังคม เรื่องเหล่านี้เราต่างมีส่วนสร้างปัญหาในโลกทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว แม้บางครั้งเราจะตระหนักรู้ แต่กระแสของสังคมก็ทำให้เราละเลยในหลายๆ เรื่อง
ในปีใหม่นี้ เราจะก้าวเดินต่อไปอย่างห่วงใยโลก หรือรีบใช้สมบัติของโลกโดยไม่สนใจใคร ก็เป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องตระหนักรู้ด้วยตัวเอง
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, คอลัมน์: โลกในมือคุณ หัวข้อ ก้าวของโลก ก้าวของชีวิต วันที่ 30 ธันวาคม 2553
Items details
- Hits: 583 clicks
- Average hits: 36.4 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



