โพล NECTEC เผย คนไทยใช้เน็ตมากขึ้น

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      นับแต่ปี 2542 NECTEC จัดให้มีการสำรวจลักษณะ และพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงการใช้ และพฤติกรรมการใช้ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสนอแนะนโยบายด้านอินเทอร์เน็ต สำหรับประเทศไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

      ในการสำรวจประจำปี 2553 ซึ่งดำเนินการในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา โดยสรุปจากยอดผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ทั้งหมด 14,067 คน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 30-39 ปี โดยเป็นกลุ่มที่ทำงานแล้ว ขณะที่รูปแบบในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนไปจากปีก่อนที่เชื่อมต่อผ่านสาย LAN ของที่ทำงานและสถานที่ศึกษา เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน ADSL คิดเป็น 52.1% ซึ่งแสดงถึงความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้น

      ด้านพฤติกรรมการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่แตกต่างจากปีก่อน คือ เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตในช่วงเวลา Primetime หรือตั้งแต่ 2 ทุ่ม - เที่ยงคืน มากที่สุด คิดเป็น37.3% โดยส่วนใหญ่ยังใช้งานอินเทอร์เน็ตจากที่บ้านและที่ทำงาน ขณะที่กิจกรรมที่ทำบนอินเทอร์เน็ตมากที่สุดยังเป็นรับ-ส่งอีเมล์คิดเป็น 27.2% ค้นหาข้อมูล 26.1% ติดตามข่าว 14.1% และ e-Learning 8.2%

      สำหรับปัญหาที่พบจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ ไวรัสยังคงเป็นปัญหาที่มาแรงเป็นอับ 1 โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 40.2%รองลงมาคือปัญหาเน็ตช้า 36.4% และอีเมล์ขยะ 24.2%

      ในส่วนของไวรัส จากที่เคยสอบถามผู้ใช้คอมพิวเตอร์มานั้น ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ และบางส่วนยังมองข้ามปัญหานี้ไป หรือกล่าวได้ว่า ประมาท ซึ่งในกลุ่มของผู้ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ โดยมากมักจะเชื่อว่าการมีแอนตี้ไวรัสติดตั้งภายในเครื่องก็เพียงพอแล้ว ด้านกลุ่มที่มองข้ามปัญหานี้หรือกลุ่มประมาท โดยมากจะพบในกลุ่มที่นิยมเสพคอนเทนต์ที่ล่อแหลม และมีบ้างที่ถูกหลอกจากไวรัส โดยอาศัยชื่อเมล์บุคคลที่รู้จัก

      สำหรับการซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรจากสาเหตุใหญ่ๆ คือ ไม่ไว้ใจเพราะไม่เห็นสินค้า โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามว่าเคยซื้อเพียง 57.2% สาเหตุที่ไม่ซื้อ เพราะไม่เห็นหรือจับต้องสินค้าได้ 60.5% ไม่ไว้ใจผู้ขาย 56.8%ไม่ต้องการให้หมายเลขบัตรเครดิต 49.9% ไม่มั่นใจในระบบชำระเงิน 46.2% และขั้นตอนการสั่งซื้อยุ่งยาก 35.4% ทั้งนี้ สินค้าที่ซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตมากที่สุด คือ หนังสือ 34.7%การสั่งจองบริการ 31.3% เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย 26.7%

      ในส่วนนี้ ถือเป็นเรื่องปกติของคนไทยที่นิยมซื้อขายสินค้าแบบพบปะเห็นหน้าผู้ขายและเห็นสิ่งของก่อน กอปรกับความไม่คุ้นเคยกับระบบการชำระเงินออนไลน์ และยังไม่มีความมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัย ว่าจะสามารถปกป้องข้อมูลของตนได้ดีพอ

      อย่างไรก็ตาม การใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ มีผู้ที่ใช้มากกว่า 3 ปี49.1% ผู้ที่ไม่ใช้ เพราะราคาแพงเกินไป 60%ไม่จำเป็น 43.5% ไม่ครอบคลุมพื้นที่พักอาศัย28.5%

      นอกจากนี้ ในการสำรวจปีนี้ได้มีการเพิ่มคำถามพิเศษเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้โปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือ โมบายล์แอพพลิเคชั่น ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกจากกระแสการผลักดันทางด้านของอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างเช่นสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตพีซีส่งผลให้การพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นกลายเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญและมีโอกาสทางการตลาด

      การใช้โมบายล์แอพพลิเคชั่น ผลสำรวจรายงานว่า ไม่เคยใช้ 58% เคยใช้ 42% ในขณะที่อุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้มากที่สุดคือสมาร์ทโฟน 91.6% จีพีเอส 22.8% พ็อกเก็ตพีซี 14.2% อีกทั้งยังจำแนกได้ว่าเพศหญิงลงโปรแกรมผ่านผู้ให้บริการมากกว่าเพศชายในขณะที่เพศชายนิยมดาวน์โหลดผ่านแอพสโตร์

      ในส่วนของความต้องการใช้งานโมบายล์แอพพลิเคชั่น ขณะนี้ ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค 24.2% ประสิทธิภาพการทำงาน 19.2%ติดตามข่าวสารประจำวัน 17.3% บันเทิง16.9% ศึกษาหาความรู้ 13.4% และทำธุรกิจ9% โดยแอพพลิเคชั่นเพื่อการติดต่อสื่อสารและมัลติมีเดียเป็นที่นิยมมากที่สุด แบ่งเป็นอีเมล์ 33.5% โซเชียลเน็ตเวิร์ค 20.2%โมบายล์เว็บเบราเซอร์ 20.2%

      ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการ NECTEC  กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตปีหน้า ความนิยมของการใช้แอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาอุปกรณ์สื่อสารให้มีความทันสมัยและรองรับการใช้งาน แอพพลิเคชั่นที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะกระแสของเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ และแท็บเล็ตพีซี ที่กำลังได้รับความสนใจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยข้อมูลที่สำรวจสามารถนำไปใช้ในการดำเนินการนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติได้

      ผอ.เนคเทค กล่าวต่อว่า ผู้ใช้แอพพลิเคชั่นมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นเป็นอย่างดี ด้วยสัดส่วนผลดี คือ เพิ่มความสะดวกในการสื่อสาร 52.8% เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 20.7% เข้าถึงแหล่งความรู้ 17.3% ผลเสีย คือ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย 41.5% ความปลอดภัยของข้อมูล23% ไวรัส 16.1%

      ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า จากผลการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปี 2553 ของเว็บไซต์ทรูฮิต พบว่ามียอดผู้ใช้งานจำนวน 21 ล้านคน ทั้งนี้ จากผลการสำรวจดังกล่าว สามารถช่วยรัฐบาลกระจายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึง ขณะที่ 60% มีใช้งานเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกทั้ง ยังลดค่าใช้จ่ายในราคาแพง ตามแผนนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ที่กำหนดให้ใช้อินเทอร์เน็ตราคา 199 บาท ความเร็ว2 เมกะบิต ที่จะเริ่มใช้งานได้ช่วงเดือน ม.ค.2554

      ทั้งนี้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จากการสำรวจของเนคเทค พบว่ามีผู้ตอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และผู้ตอบแบบสอบถามมีแนวโน้มเป็นหญิงมากกว่าชาย อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นหลัก มีระดับการศึกษาขั้นต่ำคือ ปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัท พนักงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ

      ที่สำคัญพบว่าผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้อินเทอร์เน็ตน้อยกว่า 2 ปี มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ขณะที่การใช้บรอดแบนด์ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน

      จากผลสำรวจของ NECTEC ในครั้งนี้ ทำให้เราคาดการณ์ได้ว่า ในปี 2554 เทรนด์ของการใช้อินเทอร์เน็ต น่าจะไปอยู่ที่การใช้งานบนอุปกรณ์พกพาต่างๆ มากขึ้นเนื่องจากมีราคาที่ถูกลง ในขณะที่ประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

      ที่มา: หนังสือพิมพ์เทลคอม เจอร์นัล ฉบับวันที่ 27 ธ.ค. 2553 - 2 ม.ค. 2554

        Items details

        • Hits: 1499 clicks
        • Average hits: 93.7 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 2
        น้อยมากที่สุด