iTAP หนุนความรู้ 'วัสดุสีเขียว' ขยายโอกาสทางการค้าผ่านบรรจุภัณฑ์สิ่งแวดล้อม
Last Updated on Tuesday, 09 November 2010 13:17
กระแสโลกร้อนส่งผลให้หลายคนหันมาให้สนใจ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่หลายคนมองว่าเป็นตัวการสำคัญในการก่อให้เกิดปัญหาด้านมลพิษทางสิ่งแวดล้อมการปรับตัวของอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากอาจไม่ได้เป็นแค่ความตระหนักอย่างเดียว แต่อาจกลายเป็นข้อกีดกันทางการค้า กฎหมาย หรือภาพลักษณ์ที่จะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์นั้นๆได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสนองตอบกระแสผู้บริโภค ที่หันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น วัสดุสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือ Green Material จึงได้รับความสนใจเช่น เป็นวัสดุชีวภาพ สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติ หรือวัสดุที่หมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ฯลฯ
การทำงานเพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถสร้างบรรจุภัณฑ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อมหรือหันมาให้ความสำคัญกับวัสดุสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในโครงการเพิ่มขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (XCEP) ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) โดยครั้งนี้ เป็นการฝึกอบรมในหัวข้อ "Green Material : วัสดุสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม" เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการเผยแพร่ความรู้ไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ให้ตระหนักในการผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมและขยายโอกาสทางการค้า
น.ส.ชมพูนุท วีรกิตติ ผู้อำนวยการห้องสมุดวัสดุเพื่อการออกแบบ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (Thailand Creative & Design Center: TCDC)กล่าวในการอบรมครั้งนี้ว่า กระแสอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมกำลังได้รับความสนใจ แนวทางการนำบรรจุภัณฑ์สีเขียวมาใช้ประโยชน์จึงมีเพิ่มขึ้น และเป็นแนวทางที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ
ข้อมูลจากTCDC รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้บรรจุภัณฑ์ทั่วโลก อาทิ บังคลาเทศเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกทั่วประเทศอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ปี 2545, ร้านค้าในประเทศจีน ทุกร้านต้องคิดค่าถุงพลาสติก และห้ามผลิต จำหน่ายและใช้ถุงพลาสติกที่บางกว่า 0.025 มิลลิเมตรเนื่องจากนำมาใช้ซ้ำไม่ได้ หรือในประเทศอังกฤษมีหน่วยงานรับร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น, ตั้งแต่ปี2554 เป็นต้นไป หน่วยราชการไทยทุกแห่งจะซื้อเฉพาะสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น, ประเทศไทยมีขยะโฟมปีละไม่ต่ำกว่า 2,900 ล้านชิ้น แต่รีไซเคิลได้เพียง5% เท่านั้น, พลังงานที่ใช้ผลิตขวดพลาสติกใหม่ 1 ใบ ใช้รีไซเคิลขวดพลาสติกได้ถึง 8 ใบเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่ทุกคนต้องหันมาตระหนักและให้ความสำคัญกับการใช้บรรจุภัณฑ์
ผู้อำนวยการห้องสมุดวัสดุฯ TCDC กล่าวอีกว่า ตัวอย่างความพยายามในการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์สีเขียวสำหรับต่างประเทศมีตัวอย่างที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ประเทศอินเดียนำกาบหมากมาทำเป็นภาชนะใส่อาหาร การนำแป้งข้าวโพดมาทำถาดช็อกโกแลตแทนกระดาษ
นอกจากนี้ยังมีการผลิตโฟมจากเศษพืชทางการเกษตร โดยใช้เมล็ดฝ้าย เปลือกข้าวเปลือกถั่วที่มีลิกนินสูงและเพาะราชนิดหนึ่งที่ปลอดภัยไม่เป็นพิษ ราจะผลิตเส้นใยสีขาวจำนวนมากซึ่งจะห่อหุ้มและย่อยเปลือกข้าวทำให้ทั้งราและเปลือกข้าวติดกันเป็นก้อนที่มีความแข็งแรง โดยเป็นการผลิตวัสดุแทนโฟมที่ใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตโฟมจริงถึง 10 เท่า และยังสามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้
การผลิตกล่องมีชีวิต ซึ่งเป็นกล่องที่สามารถนำมาปลูกเป็นต้นไม้ได้ โดยทำจากกระดาษรีไซเคิลที่ บรรจุเมล็ดพืชหลายชนิดถึง100 เมล็ด พร้อมกับสปอร์ของราชนิดหนึ่งโดยราจะช่วยปกป้องและให้อาหารกับเมล็ดพืชนอกจากนี้กล่องดังกล่าวยังเก็บได้ถึงสองปีก่อนที่จะนำไปปลูก ฯลฯ สำหรับประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะทำบรรจุภัณฑ์สีเขียวและกระแสการหันมาให้ความสนใจวัสดุสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมมีเพิ่มขึ้น เช่น หน่วยงาน KU-GREEN ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งทำผลิตภัณฑ์โฟมใส่อาหารจากมันสำปะหลังหรือบริษัทพาโนรามาซอยอิงค์ จำกัด ซึ่งผลิตหมึกพิมพ์จากน้ำมันถั่วเหลือง และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกสำหรับวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อย่างผลิตภัณฑ์ภาชนะสำหรับบรรจุอาหารจากชานอ้อย
นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์กรรมการผู้จัดการ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด เปิดเผยด้วยว่า ผู้ใช้บรรจุภัณฑ์สีเขียวมีเพิ่มขึ้นโดยบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว จะสนับสนุนทั้งเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแม้ราคาจะสูงกว่าบรรจุภัณฑ์ทั่วไป แต่หลายคนเริ่มเข้าใจและมีการนำมาใช้มากขึ้น
บริษัทมีกลุ่มลูกค้าอย่างนักท่องเที่ยวซึ่งต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ต้องการสร้างขยะเพิ่มขึ้นในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ กลุ่มสถาบันการศึกษา หรือกลุ่มผู้ซื้อทั่วไปที่คำถึงสุขภาพเนื่องจากหากบริโภคบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจก่อให้เกิดโรค รวมทั้งกลุ่มสถานที่สำคัญทางศาสนาอย่างวัดเนื่องจากหากมีงานกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ จำเป็นต้องใช้ภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาขยะตามมา นอกจากนี้ยังสามารถใช้ซ้ำได้ 2-3 ครั้ง บางคนอาจใช้ซ้ำได้ถึง 5 ครั้ง วิธีทำความสะอาดคือ ล้างเหมือนภาชนะทั่วไปแต่รูปทรงอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
กรรมการผู้จัดการ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด กล่าวอีกว่า สำหรับภาชนะต่างๆ ที่ทำจากชานอ้อยนั้นยังมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นตลาดต่างประเทศโซนยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นนอกจากนี้ยังมองว่า "ชานอ้อย" เป็นวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรที่บ้านเรามีมากเหมาะสมสำหรับการนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์
"เนื่องจากบ้านเรามีโรงงานน้ำตาลเป็นจำนวนมากจึงมีวัตถุดิบเพียงพออดีตยังมีการนำชานอ้อยไปทำแผ่นไม้อัดผสมทิสชู่ ฯลฯ แต่เหล่านี้สร้างมูลค่าเพิ่มไม่มากเท่าการนำมาทำภาชนะ โดยภาชนะชานอ้อยนี้มีบริษัทเราเพียงเจ้าเดียวในไทยที่นำมาทำผลิตภัณฑ์และในโลกมีเพียงไม่กี่ราย และยังมองหาโอกาสไปสู่วัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรอื่นๆ ในประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การจัดอบรมให้ความรู้ของ iTAP ยังมองว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งช่วยสร้างแนวทางการนำของเหลือทางการเกษตรเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมสุขภาพของผู้ใช้เอง รวมถึงการนำมาสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ต่อไป"นพ.วีรฉัตร กล่าว
ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า คอลัมน์: รายงานพิเศษ: iTAP หนุนความรู้ 'วัสดุสีเขียว' ขยายโอกาสทางการค้าผ่านบรรจุภัณฑ์สิ่งแวดล้อม วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน 2553
Items details
- Hits: 908 clicks
- Average hits: 50.4 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



