ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. "ผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ"
Last Updated on Wednesday, 20 October 2010 16:53
ในยุคที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เติบโตมากขึ้น ในปีหนึ่ง ๆ บริหารงบประมาณถึง 4,000 ล้านบาท มีพนักงาน 2,000 คน นักวิจัย 1,500 คน การบริหารงานองค์กรนี้ให้ขับเคลื่อนและตอบโจทย์การใช้งานภาคเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้ง เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของผู้บริหารคนใหม่ไม่ใช่น้อย
แต่ด้วยความที่เป็นลูกหม้อของ สวทช. คร่ำหวอดและทำงานที่องค์กรนี้ถึง 18 ปีเต็มล่าสุดเป็นรองผู้อำนวยการ สวทช. ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลการขยายผลงานของ สวทช. สู่ภาคเศรษฐกิจโดยอาศัยกลไกการลงทุนที่สำคัญ การพัฒนาระบบการบริหารจัดการความรู้ (Knoledge Management) ให้แก่ สวทช. เป็นโอกาศดีที่ทำให้ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คนปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งหมาด ๆ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ได้เรียนรู้ภาพกว้างของ สวทช. เห็นวิธีการทำงานของทุกศูนย์ อีกทั้งประสบการณ์ครั้งเคยดำรงตำแหน่ง เป็นอำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) 2 วาระ ตั้งแต่ พ.ศ.2542-2549 รวมระยะเวลา 8 ปี ทำให้ผู้อำนวยการ สวทช. คนใหม่นี้เข้าใจภารกิจขององค์กรนี้เป็นอย่างดี
"พอมารับตำแหน่งมองเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความท้าทายกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน สถานการณ์ที่เราได้พัฒนามาเยอะแล้ว เห็นอนาคตว่าผลงานวิจัยที่ดี ๆ ไม่ได้ออกไปสู่การใช้งานในภาคเศรษฐกิจและเราหาทางให้เกิดผลลัพธ์ที่แรงอย่างไร"
ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า หน้าที่ของ สวทช. คือ ส่งมอบผลงานที่มีอยู่ปัจจุบันออกไปสู่การใช้งานมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ไปสู่ภาครัฐและเอกชนมากขึ้น ผ่านกลไกในการผลักดัน กลไกแรก โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistant Program : iTAP) เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าหากบริษัทไทยที่มีปัญหาในการผลิต มาตรฐาน และความสะอาดวิทยาศาสตร์แก้ไขได้ โดย สวทช. จะไปดูโจทย์ของผู้ประกอบการและหาผู้เชี่ยวชาญแก้ปัญหาให้ซึ่งอาจจะเป็นที่ปรึกษาทั้งจาก สวทช. เองและที่ปรึกษาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเล็กและบริษัทจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ที่ปรึกษาอาจจะมีเงื่อนไขให้งานเสร็จก่อน แล้ว สวทช.ให้เงินทุนช่วยเหลือได้ 50% ซึ่งใช้เวลาคืนทุนประมาณ 3-6 เดือน เห็นผลและทำสำเร็จแล้ว 2,000 บริษัท บางบริษัทมาให้เป็นครั้งที่ 3 ให้เราช่วยงานที่ยากขึ้นและกลายเป็นโจทย์วิจัยและพัฒนาออกแบบถึงผลลัพธ์นำไปใช้งาน
2. กลไกทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนสนใจทำงานวิจัยมากขึ้น ตามกฎระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนดว่า บริษัทมีค่าใช้จ่ายทางวิจัยและพัฒนาเกิดขึ้นตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร สามารถ Declare ค่าใช้จ่าย 2 เท่าของการใช้จริงได้ เท่ากับว่าภาษีที่บริษัทจ่าย 30% ของกำไร หากบริษัทมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เทียบเท่ากับว่าลดภาษีน้อยลง เป็นกลไกกระตุ้นให้ภาคเอกชนต้องการทำงานวิจัยมากขึ้น
3. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นกลไกที่มีขึ้นตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง สวทช. หากภาคเอกชนจำเป็นจะต้องทำงานวิจัย แต่ว่ามีเงินไม่เพียงพอ ซึ่งจะต้องไปยื่นธนาคารขอกู้เป็นงานวิจัย ธนาคารไม่อนุมัติ เพราะไม่มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจะจำหน่ายได้หรือไม่ เป็นจุดอ่อน ทั้งนี้ สวทช. จะเข้าไปอุดช่องโหว่ โดยให้บริษัทที่มีโครงการวิจัยมายื่นเงินกู้ธนาคารผ่าน สวทช. จากนั้นเราพิจารณาโครงการ ถ้าเห็นว่าโครงการใดน่าจะสำเร็จ คือ มีเงินจ่ายหนี้คืนจะให้กู้ โดยที่เราจะมีงบประมาณอุดหนุนดอกเบี้ยบางส่วน ทำให้ผู้ที่กู้สามารถกู้เงินธนาคารในดอกเบี้ยที่ต่ำลง
สำหรับกลไกที่ 4 ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ได้ทำสำเร็จแล้วเมื่อปลายปี พ.ศ. 2552 ที่บีโอไอ ดำเนินมตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรมหรือ STI (Skill, Technology & Innovation) ซึ่งช่วยเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ของบริษัทที่ได้รับยกเว้นทางภาษี โดยที่ผู้ประกอบการบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. สามารถนำใบเสร็จรับเงินที่ สวทช. ออกให้ไปยื่นสิทธิประโยชน์ของการยกเว้นภาษี 1-2 ปี วิธีนี้ช่วยให้บริษัทที่อยู่ในบีโอไอได้รับสิทธิประโยชน์นานขึ้น และวงการวิจัยจะมีงบประมาณในการวิจัยมากขึ้น เป็นแรงจูงใจทำให้เกิดการวิจัยในภาคเอกชน สำหรับเงินที่เข้ากองทุน สวทช. สวทช. จะนำไปอุดหนุนงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน
กลไกที่ 5 เงินอุดหนุนวิจัยในภาคเอกชน สำหรับภาคเอกชนที่เตรียมงานวิจัยเพื่อผลิต ผลิตภัณฑ์ไว้แล้ว สวทช. สามารถให้เงินอุดหนุนโครงการจำนวนมากถึง 75% ของโครงการ โดยที่ สวทช. จะติดตามจนสร้างออกมาเป็นผลิตภัณฑ์และจัดตั้งเป็นธุรกิจ หากประสบความสำเร็จให้บริษัทคืนเงินสู่สังคมตามกติกาที่ สวทช. ได้ตั้งไว้ ขณะเซ็นสัญญา เพื่อนำเงินคืนกลับสู่สังคม ทั้งนี้จะมีระบบตรวจสอบความโปร่งใสของการให้เงินอีกชั้นหนึ่ง
"เราพร้อมจะใส่เงินกับผู้ประสงค์จะทำวิจัยจริงจัง และพร้อมจะใส่เงินในงานวิจัยร่วม ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขต้องเซ็นสัญญากัน กลัวปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา สำเร็จจดสิทธิบัตรได้แบ่งรายได้ตามสัดส่วนที่ใส่เงินลงไป"
ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวถึง กลไกที่ 6 ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่ สวทช. ต้องการผลักดันมาก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชน เดิมทีภาคเอกชนที่ทำงานวิจัยจะต้องจัดทำบัญชีและส่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบว่าสามารถเคลมเป็นค่าใช้จ่าย 200% ซึ่งเป็นภาระสำหรับบริษัท ขณะนี้กำลังปรึกษากับอธิบดีกรมสรรพากร ให้กรมสรรพากรอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนที่กำลังทำวิจัยและพัฒนาด้วยตนเองหรือจ้างมหาวิทยาลัยวิจัยยื่นโครงการวิจัยพร้อมส่งเงินมาที่กองทุน โดยที่กองทุนอาจจะหักค่าบริการ 5% และจัดการบริหารงานวิจัย พร้อมทั้งทำเรื่องบัญชีที่จะยื่นกรมสรรพากรให้ถูกต้อง และจะเชิญสรรพากรเป็นกรรมการ
"ผมมองว่าจะเป็นวิธีรุกไปล่วงหน้ามีโอกาสทำให้สามารถยื่นค่าใช้จายได้ 200% ตั้งแต่ต้นที่จ่ายให้กองทุนไม่ต้องรอจนจบไม่ต้องรอตรวจสอบ เป็นกลไกใหม่ที่ สวทช. กำลังเสนอ เชื่อว่าเป็นวิธีผลักดัน Spending ด้านวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก สวทช. มีหน้าที่ผลักดันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของทั้งประเทศ ช่วยกันไปทั้งภาครัฐและเอกชน"
นอกจากกลไกในการผลักดันทั้ง 6 กลไกแล้วจากการที่ ดร.ทวีศักดิ์ ได้มีเวลาเข้ามาศึกษางานก่อนที่จะรับตำแหน่งถึง 6 เดือน ได้มีการแลกเปลี่นความเห็นกับผู้บริหารชุดที่ผ่านมา ทำให้ได้ข้อสรุปถึงการเปลี่ยนแปลงการทำงานใน 4 เรื่องหลัก ๆ ด้วยกัน เริ่มจาก การจัดทำยุทธศาสตร์งานวิจัยจากในยุคที่ผ่านมาที่มี 8 คลัสเตอร์ ซึ่งมีจำนวนมากเกินไป ทำให้ไม่โฟกัส ในปีงบประมาณ 2554 เป็นต้นไปจะจัดกลุ่มคลัสเตอร์เหลือเพียง 5 กลุ่มใหญ่ ที่ตรงกับปัญหาประเทศและโอกาสของประเทศ และกระทบกับคนส่วนใหญ่ ประกอบด้วย คลัสเตอร์อาหารและการเกษตร ซึ่งยังคงเดิมไว้ โดยใช้การเรียนรู้ในคราวที่ผ่านมาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น คลัสเตอร์พลังานและสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องตรงชั่งที่ต้องอาศัยความพอดี หากให้ความสำคัญแก่พลังงานมาก อาจจะไปกระทบสิ่งแวดล้อม ถ้ารักษาสิ่งแวดล้อมดีอาจจะไม่มีพลังงาน ทั้งนี้จะต้องใช้เทคโนโลยีหาพลังงานใหม่ที่พอเพียง แต่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งคลัสเตอร์นี้สามารถช่วยอุตสาหกรรมทุกสาขาคลัสเตอร์สุขภาพและสาธารณสุข ความสำคัญด้านนี้อยู่ในอันดับต้น ๆ เพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับทุกครอบครัวทุกคน ถ้าคนสุขภาพดีไหมต้องเสียค่าใช้จ่ายและมีเวลาหาเงินเพิ่มขึ้น คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิตในไทย ซึ่งมีมากหลายรูปแบบ เราทำเฉพาะเรื่องที่อุตสาหกรรมการผลิต ประกาศใช้เทคโนโลยีใน 4 สาขาที่เราถนัด คือ วัสดุศาสตร์ Bio Technology อิเล็กทรอนิกส์ นาโนเทคโนโลยี เราทำให้ภาคเอกชนทราบว่าเรามีขีดความสามารถด้านใดบ้าง เอกชนภาคการผลิตต้องการวิจัยปรับปรุงติดต่อมาที่ สวทช. ได้ โดยที่เราจะทำตามโจทย์เอกชน พร้อมเชิญชวนให้ภาคเอกชนลงทุนทำวิจัยด้วย เพื่อให้งานวิจัยภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของการวิจัยทั้งประเทศจากปัจจุบันนี้ที่ภาครัฐลงทุน 60% และเอกชนลงทุน 40% เพื่อให้ภาพรวมตัวเลขงานวิจัยของไทยเพิ่มขึ้น
"สิ่งที่ได้มากกว่านั้นนักวิจัยใน สวทช. ถึงแม้จะเก่งทางวิชาการแต่ขาดประสบการณ์ในชีวิตจริงกับภาคอุตสาหกรรม เขาจบปริญญาถ้าไม่จัดให้ไปพบภาคอุตสาหกรรม ก็จะวิจัยอย่างที่อยู่ในมหาวิทยาลัย เราอยากให้บางส่วนไปสัมผัสกับปัญหาภาคอุตสาหกรรม คลัสเตอร์กลุ่มที่ 4 อุตสาหกรรมการผลิตจึงสำคัญเป็นพิเศษ" ดร.ทวีศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ สวทช. ยังได้เปิด Lab ทดสอบเพื่อให้ภาคเอกชนนำผลิตภัณฑ์เข้ามาทดสอบให้ได้มาตรฐานก่อนที่จะส่งออกไปต่างประเทศ โดยคิดค่าบริการเท่าทุน ได้แก่ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC รวมถึง ห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอเทคโนโลยี (DNA Technolgy Laboratory) ที่ สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดตั้งขึ้น ขณะนี้ได้โอนให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว รวมถึง Lab ทดสอบกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ทดสอบเซลล์แสงอาทิตย์ และทดสอบคลื่นวิทยุ
ส่วน คลัสเตอร์ชุมชนและผู้ด้อยโอกาส เป็นกิจกรรมต่าง ๆ จากอุตสาหกรรม สำหรับปัญหาชุมชนต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ และใช้เงินเล็กน้อย และให้เวลาแก่การเรียนรู้จากชุมชน จึงจะย้ายเทคโนโลยีไปชุมชนสำเร็จ ขณะนี้นักวิจัยสามารถดัดแปลงสร้าง Lab กลางทุ่งนาแล้ว ทำให้ชาวบ้านมีความสุข เห็นผลในช่วงเวลาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ดร.ทวีศักดิ์ บอกว่ายังมีเวลา Reform คลัสเตอร์ทั้ง 5 กลุ่มใหญ่ถึงเดือนตุลาคมนี้
นอกจากยุทธศาสตร์งานวิจัยแล้ว การเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่ 2 คือ เน้นการส่งมอบผลลัพธ์สู่ภาคเศรษฐกิจและสังคมผ่าน NSTDA Commercialization Process ซึ่งจะเป็นกลวิธีปรุงแต่งงานวิจัยให้เข้าใจง่าย สู่กระบวนการเผยแพร่ที่เข้าถึงภาคเอกชน นำกิจกรรมที่สนับสนุนภาคเอกชนทั้งหมด ทั้งผลงาน R&D ทำให้เข้าใจง่ายอบรมนักวิจัยให้เข้าใจวิธีคิดทางธุรกิจ จัดกิจกรรมตัวคูณประเภทใหม่ ๆ เช่น จัดนักวิจัยพบภาคธึรกิจ Lab to Market จัดงาาน Investor Day ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้นักวิจัย และผู้ประกอบการมาก 3. ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กระทรวงอุตสาหกรรมและสภาอุตสหากรรมแห่งประเทศไทย ผลักดันกิจกรรมทางอุตสาหกรรม ร่วมกับโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) ซึ่งเริ่มต้นมาระยะหนึ่งแล้ว ในอุตสาหกรรมระบบราง (รถไฟ)อุตสาหกรรมก่อสร้าง เหล็ก ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ยางและเฟอร์นิเจอร์
ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ 4 ที่จะเห็นในยุคนี้คือ สวทช. จะร่วมมือกับสถาบันวิจัยอื่น ๆ ในประเทศไทย ประกอบด้วย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สกสช.) หรือกองทุน 30 บาท สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา สกอ. ดูแลมหาวิทยาลัยทุกแห่งจัดตั้งระบบการวิจัยของประเทศ โดยจะเริ่มต้นที่ศูนย์ข้อมูลการวิจัย โดยมีศูนย์กลางที่ สวทช. ขณะนี้จัดประชุมทุก ๆ 2 เดือน เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นเอกภาพมากขึ้น
คัดลอกจาก:
สุรีย์พร วงศ์ศรีตระกูล. "ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. "ผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ"." Engineering Today. 8, 93 (ก.ย. 2553) : 32-33.
Items details
- Hits: 1143 clicks
- Average hits: 60.2 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



