วิสัยทัศน์ ผอ.สวทช.คนใหม่กับภารกิจหนุนเทคโนโลยี

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      เปิดใจ ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผอ.สวทช.คนใหม่ พร้อมโชว์วิสัยทัศน์ผลักดันวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีประเทศไทยรอบด้าน ขณะที่รัฐเทงบกว่า 4 พันล้าน หนุนวิจัยและพัฒนา ตั้งเป้าทยานสู่เวทีโลก...

      จากผลงานหลักในกลุ่มของการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลายกลุ่ม อาทิ งานวิจัยและพัฒนาระบบภาษาไทยบนคอมพิวเตอร์ พัฒนาและผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยเป็นผู้ริเริ่มสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยร่วมกับบุคคลสำคัญอีกหลายราย ในโครงการไทยสาร และสคูลเน็ต นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการยกร่างกฎหมายต่างๆ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่าน และเป็นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางคอมพิวเตอร์ จึงทำให้วันนี้ นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการ สวทช. ส่วนนโยบาย และภาระกิจจะเป็นอย่างไรลองมาฟังคำตอบได้ ณ บัดนี้...

      นโยบายในการบริหารงาน สวทช.

      สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นองค์กรที่เน้นการวิจัย และพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งมี นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทย์ฯ เป็นประธานกรรมการฯ  การทำงานของ สวทช. มุ่งผลักดันให้ประเทศแข็งแกร่ง และเจริญบนเวทีเศรษฐกิจโลก โดยนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเสริมสร้างให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรสามารถดำเนินงานได้ดี มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยการทำงานที่ประสานกันของนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ของ 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (ทีเอ็มซี) นอกจากนี้ สวทช. ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับส่วนราชการและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงให้นักวิจัยได้ทำงานใกล้ชิดและเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการในภาคการผลิตต่างๆ

      ในฐานะองค์กรวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ  สวทช. ได้กำหนดเป้าหมายและมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพัฒนางานวิจัยที่สามารถรับมือกับสภาพปัญหาได้ทันเหตุการณ์ ปัจจุบัน มีโครงการวิจัยและโครงการที่เกี่ยวข้องในความรับผิดชอบกว่า 1,700 โครงการ โดยครอบคลุมทั้งภาคการเกษตร ตลอดจนภาคอุตสาหกรรม

      ภาระกิจเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ และโครงการที่สำคัญ

      1.การส่งมอบผลงานที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งเป็นโครงการวิจัยและโครงการที่เกี่ยวข้องกว่า 1700 โครงการให้นำไปสู่การใช้งานให้มากที่สุดทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยผ่านกลไกหลัก 6 ประการคือ

      1.1 การอุดหนุนและบริการให้คำปรึกษาภาคเอกชน โดยมีโครงการ ITAP หรือ Industrial Technology Assistant Program ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการผลิต การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้งที่เป็นนักวิจัยจาก สวทช.และหน่วยงานภายนอก

      1.2 แรงจูงใจทางภาษี สำหรับเอกชนรายใดที่สนใจการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ถึงแม้ไม่มีหน่วยงานวิจัยเป็นของตนเองก็สามารถใช้บริการของสถาบันวิจัย หรือ ศูนย์วิจัยฯ ที่มีอยู่ โดยค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น สามารถนำมาขอยกเว้นภาษีได้ถึง 2 ต่อ เมื่อนำค่าใช้จ่ายมาขอหักภาษีเงินได้แล้ว ยังสามารถนำมาหักรายได้ก่อนคำนวณภาษี นั่น หมายถึง ได้รับการยกเว้นภาษีถึง 200% เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้จะต้องผ่านการรับรองจาก สวทช. ก่อนจึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวปัจจุบันได้มีการหารือร่วมกับกรมสรรพากรในการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกและรวดเร็วแก่ภาคเอกชนในการยื่นโครงการวิจัยให้สามารถตรวจสอบและรับเงินได้โดยไม่ต้องรอให้จบโครงการ

      1.3 มาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ บริการสนับสนุนด้านการเงินของ สวทช. จะอยู่ในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แก่เอกชนในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ในการค้นคว้า วิจัยและพัฒนาเพื่อใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตตาม ความต้องการของบริษัท วงเงินให้กู้สูงสุด 30 ล้านบาท และไม่เกิน 75 % ของงบประมาณโครงการ สนใจเข้าร่วมโครงการ
      ติดต่อ โครงการสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรมภาคเอกชน (CD:Company Directed Technology Development Program) หมายเลขโทรศัพท์ 0-2564-7000 ต่อ 1334-1339 เว็บไซต์ www.tmc.nstda.or.th/cd

      1.4 ร่วมมือกับ BOI ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการสนับสนุนเงินเข้ากองทุนเพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ยืดสิทธิประโยชน์ภาษีเครื่องจักรได้อีก 1-2 ปี

      1.5 การอุดหนุนการวิจัยในภาคเอกชน โดย สวทช.จะสนับสนุนสูงถึง 75% ของงบวิจัยในโครงการ

      1.6 กลไกการทำงานเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรที่จะนำงานวิจัยพัฒนาไปขยายผลในวงกว้างและใช้ได้จริงหลังจากประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการ อาทิ การทำงานร่วมกับกรมการข้าว หรือกรมวิชาการเกษตรเพื่อขยายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ อาทิ ข้าวทนเค็ม ทนแล้ง ทนน้ำท่วม ฯลฯ

      2.สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน สวทช. มุ่งมั่นสร้างงานวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้เอกชน ตลอดจนชุมชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ทำให้ลดต้นทุนได้ มีรายได้มากขึ้น และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในที่สุด

      3.ร่วมเป็นหน่วยงานหลักในด้านนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปพัฒนาสาธารณสุขของประเทศ โดยอาศัยองค์ความรู้และงานวิจัยต่างๆที่ สวทช.ได้ริเริ่มดำเนินการไว้ อาทิพัฒนาชุดทดสอบทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคต่างๆ เช่น ชุดตรวจไข้หวัดนกที่สามารถรู้ผลได้ภายใน 15 นาที ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่แบบครบวงจร ชุดตรวจคัดกรองผู้ป่วยธาลัสซีเมีย รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ ThermScreen ที่ช่วยคัดกรองผู้ป่วยโดยดูจากอุณหภูมิโดยไม่ต้องสัมผัสตัว สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้หลายคนพร้อมกัน โดยใช้เวลาในการตรวจเพียง 0.03 วินาทีต่อครั้ง ซึ่งได้นำไปใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ผ่านมา

      วิสัยทัศน์ ในการบริหารงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

      การที่ประเทศจะพัฒนาและแข่งขันในเวทีโลกได้ จำเป็นต้องมีการลงทุนทำวิจัยและพัฒนา ตามเกณฑ์ของ องค์การ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก หรือ ยูเนสโก้ (UNESCO) แต่ละประเทศควรลงทุนด้านการวิจัยประมาณ 1% ของจีดีพี แต่ประเทศไทยลงทุน เพื่อการวิจัยเพียง 0.21% ของ จีดีพีที่น้อยมาก ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วมีงบประมาณ สำหรับการวิจัยถึงราว 5% ของ จีดีพีในฐานะองค์กรหลักด้านการวิจัย จึงต้องพยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนทำวิจัยมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคเอกชน ที่ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมจากภาคส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันภาคเอกชนลงทุนทำวิจัยอยู่ที่ประมาณ 40% ของค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ ส่วนอีก 60% เป็นค่าใช้จ่ายของภาครัฐจะพยายาม สนับสนุนให้ภาคเอกชน มีสัดส่วนการวิจัยเพิ่มขึ้นเป็น 50% และด้วยศักยภาพและความพร้อมของ สวทช. ทั้งบุคลากร เครื่องมือและห้องปฏิบัติการ สวทช. จะเปิดให้บริการกับเอกชน และภาครัฐ อย่างเต็มที่โดยไม่หวังกำไร นอกจากนี้ ยังต้องหาความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ เพื่อจูงใจให้เอกชนหันมาลงทุนทำวิจัยเพิ่ม โดยล่าสุดบีโอไอ ก็ได้เพิ่มสิทธิในมาตราการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ STI (Skill Technology & Innovation) โดยเอกชนที่สนับสนุนกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. ก็สามารถนำไปใช้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้

      ยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน

      ในส่วนของยุทธศาสตร์การวิจัย มุ่งเน้นใน 5 ด้าน ได้แก่ อาหารและการเกษตร พลังงานและสิ่งแวดล้อม สุขภาพและสาธารณสุข อุตสาหกรรมการผลิต และชุมชนและผู้ด้อยโอกาส โดยยังคงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัยอื่นๆ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งจะทำให้การวิจัยและพัฒนามีความชัดเจนและตอบสนองโจทย์ในการพัฒนาประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ชุมชน ให้เกิดการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาชุมชนหรือแก้ปัญหา ซึ่งนักวิจัย สวทช. เองก็จำเป็นต้องลงพื้นที่หรือเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมในแต่ละด้าน เพื่อให้ได้ข้อมูลและความต้องการที่แท้จริง และนำไปสู่โจทย์งานวิจัยที่ชัดเจนที่สร้างผลกระทบต่อประเทศได้มากขึ้น  

      งบประมาณปี 2553

      สวทช.มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาสวทช.มีขนาดโตขึ้นมีขอบข่ายการทำงานที่เติบโตขึ้นมากสามารถมองเห็นได้จากปริมาณ งบประมาณที่เราใช้จ่ายในปี สวทช. บริหารจัดการงบประมาณ ประมาณ 4,000 ล้านบาทเป็นงบที่มาจากแผ่นดินประมาณ 3,000 ล้านบาทและมาจากภาคเอกชนและผู้รับบริการประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลข2-3 ปีสุดท้าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเน้นในการดำเนินการ คือ การขยายการส่งออกผลงานวิจัยให้กับภาครัฐและภาคเอกชนให้มากขึ้น พร้อมกับเตรียมกลไกสนับสนุนภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมงานกับ สวทช.มากขึ้น นอกจากปัจจุบันที่ให้คำปรึกษากับภาคเอกชนกว่า 2,000 บริษัทอยู่แล้ว โดยมีกลไกทั้งหมด 6 กลไก

      6 กลไกประกอบด้วย อะไรบ้าง

      1.การให้คำปรึกษาด้านเอกชนซึ่งโครงการที่รับผิดชอบคือโครงการ ITAP  คอยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่บริษัทเอกชนที่ประสบกับปัญหาด้านต่างๆ เช่น การผลิต การควบคุณคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยการส่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากทั้งสวทช..และภายนอกให้การช่วยเหลือสนับสนุน

      2.แรงจูงใจด้านภาษี แรงจูงใจด้านภาษี ที่จะให้ภาคเอกชนสนใจต่องานวิจัย กลไกนี้ได้มีการออกกฎระเบียบที่กรมสรรพากรว่า บริษัทใดก็ตามที่มีค่าใช้จ่ายทางวิจัยและพัฒนาเกิดขึ้น ถ้าหากได้ทำบัญชีแล้วได้มีการการตรวจสอบ และมีการจัดการตามกติกาที่ทางกรมสรรพากรกำหนด ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการวิจัยสามารถ Declare เป็นค่าใช้จ่าย 2 เท่าที่ใช้จริง

      3.สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับภาคเอกชน เพื่อการค้นคว้า วิจัย และพัฒนา เพื่อใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิตตามความต้องการของบริษัท

      4.การให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ  SKILL  TECHNOLOGY AND INNOVATION (STI) เป็นสิทธิประโยชน์ที่สามารถยกเว้น ให้กับบริษัทสามารถเข้าร่วม  STI ได้ ด้วยการบริจาดเงิน เข้าสู่กองทุนพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี วงเงินต่ำสุดที่จะต้องบริจาคคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์

      5.การให้เงินอุดหนุนการวิจัยแก่ภาคเอกชน โดยสวทช.จะสนับสนุนถึงร้อยละ 75 ของโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นเงินอุดหนุนที่ถือว่าสูงมาก แต่ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะต้องถูกติดตามตรวจสอบโดยสวทช. โดยเงินกำไรส่วนหนึ่งที่ได้จากโครงการต้องกลับคืนสู่สังคม เป็นต้น

      6.อยู่ระหว่างการปรึกษากับกรมสรพพากร ในเรื่องของการอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนในการยื่นโครงการวิจัยพร้อมส่งเงินมาเข้ากองทุน อาจหักค่าบริการไม่กี่เปอร์เซ็นต์ วิธีดังกล่าวสามารถให้ภาคเอกชนยื่นค่าใช้จ่าย 200% ตั้งแต่ต้นที่จ่ายเงินเข้ากองทุน โดยไม่ต้องรอจนจบโครงการ แ ละไม่ต้องรอตรวจสอบ เนื่องจาก สวทช. ตรวจสอบขณะการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ได้เชิญให้กรมสรรพากรเป็นคณะกรรมการร่วมด้วย

      พันธมิตรของสวทช.

      ขณะนี้สวทช.ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยต่างๆ ในประเทศไทยทั้งหมด ประกอบด้วย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะจัดตั้งศูนย์ข้อมูลด้านงานวิจัยของประเทศขึ้น โดยมีสวทช.เป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ เพื่อให้การบริการด้านฐานข้อมูลงานวิจัยทั้งหมดถือเป็นงานที่สำคัญมาก โดยรูปแบบจะเหมือนห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าภายใน 1-2 เดือนข้างหน้าจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้  การรวมตัวของสถาบันวิจัยของประเทศครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นว่างานวิจัยของประเทศมีการซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน และไม่สามารถใช้งานวิจัยได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการรวมพลังของสถาบันวิจัยของประเทศครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่างานวิจัยของประเทศมีความสำคัญต่อการประเทศมาก

      ฝากถึงผู้อ่าน

      ในปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตถือเป็นปัจจัยสำหรับการทำงานที่สำคัญยิ่งกว่าโทรศัพท์ ในโลกแห่งมหาอำนาจทางอินเทอร์เน็ตทำให้ท่องเว็บแบบได้ทั้งสาระความรู้ และความบันเทิง มีทั้งภาพและเพลง จุดเด่นในการเป็นสื่อประเภทเรียลไทม์ ที่สามารถนำเสนอเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที ดังนั้นการรับรู้ข่าวสารทางออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญของการสื่อสารมวลชนยุคใหม่ การหลอมรวมของสื่อ เครื่องมือที่มีมากมาย  ทำให้คนทั่วไปค้นหาสิ่งที่ต้องการได้แค่ปลายนิ้ว รายการโทรทัศน์เสนอข่าวที่มาจากเว็บ ดูวีดีโอทีวีได้ทางเว็บ พูดโทรศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตประหยัดสตางค์ ดูหนังฟังเพลงผ่านมือถือ ส่งข้อความให้เพื่อนผ่านทางเว็บ ส่งภาพจากกล้องมือถือไปออกรายการโทรทัศน์ ทุกสิ่งดีและสะดวกหมด แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็มีสิ่งที่พึงระวัง และพิจารณาทั้งในเรื่องการ

      ระบุและเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว สิทธิของเนื้อหาและการระบุแหล่งที่มา เขียนและนำเสนอในสิ่งที่มีความหมาย น่าเชื่อถือ เวลาแสดงความเห็นขัดแย้งทุกครั้งต้องสุภาพ และเหมาะสม ที่สำคัญต้องเคารพในความลับของข้อมูลขององค์กร และต่อผู้อื่นจะทำให้เป็นหนึ่งในชุมชนที่มีคุณค่าและประสิทธิภาพในโลกออนไลน์

      ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 22  กรกฎาคม  พ.ศ. 2553

        Items details

        • Hits: 2277 clicks
        • Average hits: 108.4 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 2
        น้อยมากที่สุด