มูลนิธิโนเบล ทูลเกล้าฯ ถวายพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2553 ที่ผ่านมา มูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ทูลเกล้าฯ ถวายพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ดำรงตำแหน่ง “วุฒิสภากิตติมศักดิ์ (สภาสูง)” ของมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ในพิธีเปิดการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ครั้งที่ 60  ซี่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.-3 ก.ค. 2553  ณ หอประชุมอิน เซลฮัลเล เมืองลินเดา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

      การถวายตำแหน่ง วุฒิสภากิตติมศักดิ์ (สภาสูง) ครั้งนี้ เนื่องจากมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล เห็นว่าพระองค์ทรงได้ทำคุณประโยชน์อย่างเด่นชัดมากมาย แก่การประชุมที่ลินเดา และแก่มูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล  นอกเหนือจากทรงเสียสละและทุ่มเทให้กับงานทางด้านวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะทรงผลักดันนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากไทย ก้าวสู่เวทีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสากล เพื่อถ่ายทอดความรู้และสามารถนำมาต่อยอดในงานด้านวิทยาศาสตร์ในอนาคต ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลงานที่ประจักษ์ชัดและน่าชื่นชมยิ่ง ซึ่งสามารถสรุปด้วยคำกล่าวเพียงสาม คำคือ การศึกษา (Education) ความเชื่อมโยง (Communication) และทรงทำให้เกิดการบูรณาการ (Integration)

      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับการยกย่องและชื่นชมอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะการทรงงานเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทรงใช้ความรู้และพระปรีชาสามารถอย่างเต็มพระกำลัง ไม่ใช่เพื่อพระองค์เอง แต่เพื่อทำให้เกิดการศึกษาและวิจัยค้นคว้าที่ก้าวหน้า ทรงประยุกต์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางแก่สังคม เหนืออื่นใด ทางเมืองลินเดาได้ขอบพระทัยที่ทรงเสียสละเวลาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมหรือพันธกิจด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ของเมืองลินเดา โดยทรงสนับสนุนเชื่อมโยงและชักนำให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากประเทศไทยได้ เข้ามาร่วมการประชุมที่จัดขึ้นทุกปี และยังทรงผลักดันและสนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากประเทศไทย ได้เข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์ระดับสากล มีการแลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
         
      หลังจากมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ทูลเกล้าฯ ถวายพระเกียรติแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำรัสขอบคุณแก่มูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ความว่า ทรงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งและขอรับเกียรตินี้ไว้ด้วยความยินดี การค้นพบทางวิทยาศาสตร์นั้นได้ทำให้มนุษย์มีการกินอยู่ที่ดีขึ้น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังทำให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญด้านสุขภาพ สาธารณสุขและยา ทำให้มนุษย์เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างผาสุกยืนยาว และมีสุขภาพที่ดี อย่างไรก็ดีเราต้องพยายามผลักดันให้วิทยาศาสตร์มีประโยชน์แก่ประชากรโลก อย่างทั่วถึง ต้องพยายามช่วยกันยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในสังคมโลกโดยไม่คำนึง ถึงความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เชื้อชาติและศาสนา “ปัญหาที่ท้าทายของโลกเราในปัจจุบัน เราต้องมุ่งมั่นที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาของโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะโลก ร้อน การขาดแคลนพลังงาน การจัดการทรัพยากรน้ำ ความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร โรคที่อุบัติขึ้นมาใหม่ และสังคมของผู้สูงวัยในอนาคต ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจที่การประชุมที่ลินเดา ได้หยิบยกปัญหาและความท้าทายดังกล่าวให้นักวิทยาศาสตร์ได้ช่วยกันรับผิดชอบ เพื่อพัฒนาสังคมโลกให้เป็นสังคมยั่งยืน และในการประชุมครั้งนี้ควรจะทำให้วิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งเดียว และมีความยั่งยืนในโลก”
         
      อนึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นผู้สนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของไทยได้เข้าร่วมประชุมกับ บรรดานักวิทยาศาสตร์โลกที่ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา ต่อเนื่องมา เป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 โดยทรงเป็นผู้คัดเลือกนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพื่อเดินทางเข้าร่วมการประชุมด้วยพระองค์เอง นับเป็นน้ำพระราชหฤทัยงดงามและเปี่ยมด้วยพระเมตตาอย่างยิ่ง สำหรับในปี 2553 ซึ่งเป็นปีสำคัญเพราะมีการจัดประชุมพร้อมกันใน 3 สาขา ได้แก่ เคมี ฟิสิกส์และการแพทย์ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงคัดเลือกตัวแทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากเมืองไทยให้เดินทางมาร่วม ประชุมทั้งสิ้น 5 คน ได้แก่

      1. นายสุธีรักษ์ ฤกษ์ดี นักศึกษาปริญญาโท-เอก ที่สหรัฐอเมริกา
      2. น.ส.นิธิวดี ไทยเจริญ นักศึกษาปริญญาโท สาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
      3. นายสิขริณญ์ อุปะละ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
      4. นายสุรเชษฐ หลิมกำเนิด อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
      5. นายฉัตรชัย เหมือนประสาท อาจารย์ภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

       
      สำหรับการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา เริ่มจัดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 โดยมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลกับเยาวชนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่รวมทั้งนักวิจัยจากทั่วโลก โดยการประชุมจะมีช่วงระหว่างปลายเดือน มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค. ของทุกปี โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามสาขาได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี และสรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมาเป็นปีไอน์สไตน์ ซึ่งทางมูลนิธิได้จัดการประชุมขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 สาขา ขณะที่ปีแรกที่ประเทศไทยส่งนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุม คือ ปี พ.ศ. 2551 ในสาขาฟิสิกส์
         
      การที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงสนับสนุนและพระราชทานโอกาสแก่เยาวชนไทยในการเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติ ทรงเคยมีพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า เพราะทรงอ่านพบเกี่ยวกับรายละเอียดงานประชุมนี้และทรงเห็นว่ามีเยาวชนจาก นานาประเทศเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก รวมทั้งตัวแทนจากเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย จีน แต่ไม่เคยมีเยาวชนไทย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการประสานงานจนกระทั่งสามารถจัดส่งตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุม ดังกล่าว

      JavaScript is disabled!
      To display this content, you need a JavaScript capable browser.


      แหล่งที่มาข้อมูล :
      เดลินิวส์. ปีติมูลนิธิโนเบลถวายพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ. http://www.dailynews.co.th.[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2553
      เดลินิวส์. ทูลเกล้าถวายพระเกียรติให้ดำรงตำแหน่งวุฒิสภากิตติมศักดิ์. ttp://www.dailynews.co.th. [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2553

        Items details

        • Hits: 1610 clicks
        • Average hits: 73.2 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 3
        น้อยมากที่สุด