ประกาศพระบรมราชโองการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี

งานบริหารงานทั่วไป สำนักผู้อำนวยการ ขอแจ้งเวียนหนังสือซึ่งได้รับมาจาก สป.วท. เรื่อง ประกาศพระบรมราชโองการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ซึ่งตามประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี เช่น

๑. ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
– นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.วท. พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
๒. ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี
– นายพีรพันธุ์ พาลุสุข เป็น รมว.วท.

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ มิ.บ.๒๕๕๖ รายละเอียดตาม file แนบ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ/เพื่อทราบ

(ชาญกรณีย์ แก้วประจุ)

เอกสาร PDF

การอภิปรายพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2557

การอภิปราย พิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2557 วาระที่ 1 ระหว่างวันที่ 29-31 พ.ค. 2556

การอภิปรายพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2557 วาระที่ 1 วันที่ 29 พ.ค. 56

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายการจัดสรรงบประมาณปี 2557 ไม่เห็นยุทธศาสตร์และทิศทางของประเทศที่กำลังจะขับเคลื่อนไปที่ชัดเจน เป็นการจัดงบประมาณที่ไม่รับผิดชอบต่อปัญหาและความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต ไม่สะท้อนการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือการรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นอกจากนี้ รัฐบาลมีการกู้เงิน 2 ล้าน ล้านบาท แต่โครงสร้างการจัดสรรงบประมาณ โดยร้อยละ 80 เป็นรายจ่ายประจำ ร้อยละ 17 เป็นรายจ่ายลงทุน และร้อยละ 2 เป็นชำระคืนต้นเงินกู้ ไม่ได้มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงการจัดงบประมาณ เพื่อรองรับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของประเทศ

นายอภิสิทธิ์ฯ ได้อภิปรายต่อว่า การจัดสรรงบประมาณไม่ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ หากต้องการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ สิ่งสำคัญ คือ ด้านการศึกษา และการวิจัยและพัฒนา สำหรับในประเด็นเรื่องการวิจัยและพัฒนา น่าเสียดายในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ได้ลดงบวิจัยและพัฒนาไปร้อยละ 20 ทั้งที่การอภิปรายในสภาฯ มีการพูดกันเสมอว่าประเทศไทยมีการวิจัยและพัฒนาน้อยเกินไป แต่ปัจจุบันหน่วยงานวิจัยหลายหน่วยได้งบวิจัยน้อย ลง เช่น สวทช. เป็นต้น นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ฯ ได้กล่าวถึงโครงการสำคัญภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดที่แล้ว คือ การผลักดัน “โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ” ให้เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วได้จัดสรรงบประมาณทั้งโครงการ 5 พันล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี (2554-2556) ต่อมาภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้มีการจัดสรรงบประมาณในโครงการนี้ลดลง เป็นการสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ในการพัฒนาประเทศโดยใช้กลไกการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ รัฐบาลชุดนี้ตั้งความหวังสูงอยากให้ประเทศเป็น Hub ในหลายๆ เรื่อง ซึ่งจะไม่สามารถทำได้หากไม่จัดงบวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมขึ้น เงินวิจัยที่ถูกตัดไป ฝ่ายค้านฯ อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่างบวิจัยหายไปไหน รัฐบาลควรต้องมาดูว่าจะวางรากฐานงานวิจัยและพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของ ประเทศได้อย่างไร งานในลักษณะนี้เป็นงานที่รัฐบาลต้องลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพของคนให้มีความพร้อมในการแข่งขัน เศรษฐกิจจึงจะเติบโตแบบยั่งยืนได้

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูแลรับผิดชอบด้านงานวิจัย ได้กล่าวชี้แจงในประเด็นที่ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญกับงานวิจัย โดยชี้แจงว่ารัฐบาลชุดนี้เห็นความสำคัญและต้องการเพิ่มงบวิจัยของประเทศให้เพิ่มขึ้น โดยได้มีการเพิ่มงบวิจัยมุ่งเป้าเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาท (ในปี 2555) และเพิ่ม 1,000 ล้าน บาท (ใน ปี 2556) แต่ปัญหาของประเทศ คือ การขาดแคลนนักวิจัย และผลงานวิจัยส่วนหนึ่งยังไม่สามารถนำมาพัฒนาประเทศได้ จะต้องเปลี่ยนเป็นงานวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์สอดคล้องกับการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนให้มากขึ้น นอกจากนี้ ได้มีการนำคณะนักวิจัยเดินทางเพื่อสร้างความร่วม มือในด้านการวิจัยกับหน่วยงานต่างประเทศ และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาประเทศ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อภิปรายในประเด็นที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรพงษ์ฯ) กล่าว ว่าการที่มีเงินวิจัยเยอะแต่ไม่มีคนทำวิจัย ไม่เป็นความจริง กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยเฉพาะ สวทช. มีนักวิทยาศาสตร์ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมาทำงานที่ สวทช. จำนวนมาก เน้นย้ำว่าการทำงานวิจัยต้องใช้เวลา โดยวิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการพัฒนาประเทศ ในปัจจุบันการไปตัดงบประมาณวิจัย เป็นการไปตัดความรู้ความสามารถของนักวิจัย ทำให้บั่นทอนกำลังใจของคนในกระทรวงวิทยาศาสตร์ อีกทั้ง นักเรียนทุนที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา ก็จะไม่เข้ามาทำงานที่กระทรวงวิทย์ฯ เพราะรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ และสร้างความยากในการดึงดูดเยาวชนให้สนใจงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีปรากฎการณ์ที่คนระดับปัญญาชนต้องแต่งชุดดำมาประท้วงผู้บริหารกระทรวงฯ นอกจากนี้ คุณหญิงฯ ชี้แจงต่อว่า งานวิจัยต้องอาศัยใช้ระยะเวลา 5 – 7 ปี กว่าจะแสดงผล เสียใจที่รัฐบาลนี้ประกาศว่าจะผลักดันส่งเสริมงบวิจัยและพัฒนาให้ไปถึง 2 %GDP แต่พบว่าจากที่ไทย เคยมีงบวิจัยและพัฒนา 0.25 %GDP แต่เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารผ่านมา 2 ปี ขณะนี้งบวิจัยและพัฒนาเหลือเพียง 0.22 %GDP

นอกจากนี้ คุณหญิงกัลยาฯ อภิปรายต่อในประเด็นที่รัฐบาลบอกว่านักวิจัยทำงานวิจัยแล้วขึ้นหิ้ง ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาประเทศ ไม่เป็นความจริง โดยขอกล่าวถึงผลงานของกระทรวงวิทย์ที่ผ่านมาเด่นๆ ที่ได้มีการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างจริงจัง เช่น เรื่องข้าว ซึ่งนักวิจัยได้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวต่างๆ เรื่องยางพารา ซึ่งสามารถพัฒนาเตาอบรมควัน ประหยัดพลังงานและไม่เป็นอันตราย และการวิจัยที่สามารถนำเศษน้ำยางไปพัฒนาเป็นเครื่องสำอางค์เพิ่มมูลค่าสูงได้ เรื่องมันสำปะหลัง ซึ่งสามารถแปรรูปเพิ่มคุณภาพมาทำเป็นอาหาร เพิ่มคุณค่าของมันสำปะหลังให้กับเกษตรกรไทยได้ ซึ่งผลงานวิจัยต่างๆ ต้องใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนาหลาย 10 ปี จึงจำเป็นต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้คนที่ทำดีอยู่แล้วให้ทำดีมากขึ้น ในประเด็นที่รัฐบาลบอกว่าจะส่งเสริมให้เอกชนมาทำงานวิจัยมากขึ้น แต่รัฐบาลกลับไม่ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ กล่าวถึงงานด้านไบโอเทคโนโลยีมีความสำคัญและประเทศไทยมีความได้เปรียบเพราะเป็นประเทศเกษตรกรรม มีการจัดงบประมาณผิดฝาผิดตัว แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาอย่างแท้จริง โดยได้กล่าวทิ้งท้ายว่าต้องมีการแปลญัตติอย่างน้อยให้เอางบเท่าเดิมมาให้ สวทช.

การอภิปรายพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2557 วาระที่ 1 วันที่ 30 พ.ค. 56

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการชี้แจงประเด็นที่ผู้นำฝ่ายค้านได้กล่าวถึงว่ารัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์การจัดสรร งปม. ที่ชัดเจน โดยยืนยันว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของประเทศที่ได้วางไว้ ซึ่งการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศมีที่มาจากการระดมสมองและตั้งจากปัญหาที่สำคัญของประเทศ โดยยุทธศาสตร์ประเทศ แบ่งเป็น 4 ด้าน (งบประมาณที่ จัดสรรในส่วนยุทธศาสตร์ประเทศ เท่ากับ 759,113.9 ล้านบาท) ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีการจัดสรรงบประมาณ 107,383.5 ล้านบาท (14.15%) โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานและงานวิจัย ในส่วนของงบวิจัยและพัฒนาปี 2557 (17,731 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 25% และอยากเห็นงานวิจัยได้นำไปสู่ภาครัฐ เอกชน เพื่อการใช้ประโยชน์ รวมทั้งได้มีความพยายามในการผลักดันให้เกิดการบูรณาการงานวิจัยเพื่อลดความซ้ำซ้อน ยุทธศาสตร์ ที่ 2 คือ เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ มีการจัดสรรงบประมาณ 553,938 ล้านบาท (72.97%) ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ยุทธศาสตร์ ที่ 3 คือ การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม งบประมาณ 69,086 ล้าน (9.10%) ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณในการจัดการน้ำ ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม การจัดการทรัพยากรป่าไม้ และธรรมชาติ และยุทธศาสตร์ ที่ 4 การสร้างสมดุลและปรับระบบบริหารจัดการภายใน งบประมาณ 28,706 ล้านบาท (3.78%) ซึ่งในส่วนนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณสูงแต่จะเน้นการบูรณาการ และได้เพิ่มงบประมาณสำหรับการดูแลปัญหาความไม่สงบในชายแดนเพิ่มขึ้นกว่าปี 2556 ประมาณ 22% โดยสรุปการจัดสรรงบประมาณในส่วนยุทธศาสตร์ประเทศ จะเน้นเรื่องการลดความเลื่อมล้ำสูงสุด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า ได้รับการรายงานจาก IMD World Competitiveness ชี้ให้เห็นว่า ศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยเดิมที่อยู่ในลำดับที่ 30 (ปี 2555) ซึ่งมีปัญหาอุทกภัย กลับมาเป็นลำดับที่ 27 (ใน ปี 2556) จากประเทศทั้งหมด 60 ประเทศ

สุดท้าย นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในประเด็นการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ว่าเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบโจทย์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก่อให้เกิดรายได้ ประโยชน์จากการลงทุนนี้ มีทั้งผลตอบแทนทางตรง ได้แก่ มีคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง ผลตอบแทนทางอ้อม ได้แก่ คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ระยะเวลาเดินทางน้อยลง ครอบครัวมีโอกาสเจอกันมากขึ้น เกิดความเจริญโดยรอบ

การอภิปรายพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2557 วาระ ที่ 1 วันที่ 31 พ.ค. 56

ที่ประชุมได้มีการลงมติรับหลักการ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 โดยมีจำนวนผู้เข้าประชุม 478 ท่าน รับหลักการ จำนวน 292 ท่าน ไม่รับหลักการ จำนวน 155 ท่าน งดออกเสียง 27 ท่าน และไม่ลงคะแนน 4 ท่าน

นางสาวนิภา ประดิษฐ์เทียมผล
บันทึก ประเด็นการประชุม

ศรัทธาของชาว สวทช.

แด่ความรักและศรัทธาในผลงานการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและคุณงามความดีที่ชาวสวทช.ทุกคนได้สร้างไว้ให้กับพื้นแผ่นดินนี้

วีดิทัศน์ชุดนี้ ทีมผู้ผลิตได้จัดทำขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อความรัก ความสามัคคีของชาว สวทช. มิได้มุ่งหวังให้ทุกท่านกระทำการใดๆโดยไร้สติและปัญญาครับ

เนคเทคกับมหาอุทกภัย 2554

เนื้อหาสกู๊ปข้อมูลการสัมภาษณ์ ดร. พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการเนคเทค ในประเด็นมหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554

การเตรียมความพร้อมของเนคเทคกับมหาอุทกภัย 2554

เนคเทค ได้ศึกษา วิเคราะห์ ประเมินข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ รวมทั้งจากการที่ได้ลงพื้นที่ที่ประสบภัยจริงในจังหวัดอยุธยา โดยพบว่าปริมาณน้ำในปี 2554 มีปริมาณมาก แต่ด้วยปัจจัยอื่นเช่น ความสูงของน้ำ เส้นทางผ่านของน้ำที่ต้องผ่านหลายจังหวัด ทำให้การประเมินยังไม่ชัดเจนมากนัก อย่างไรก็ดีเนคเทคได้เตรียมความพร้อมในการรับมือ โดยเริ่มจากการศึกษาสภาพแวดล้อม สภาพอาคารสถานที่ และกำหนดแนวทางปฏิบัติหากเกิดเหตุน้ำท่วมไว้ว่า “หากน้ำท่วม ขอให้การทำงานยังคงดำเนินการได้” รวมทั้งการจัดทำแผนโยกย้ายกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยไม่สามารถปฏิบัติงานที่ตั้งสำนักงานได้

เมื่อมีคำสั่งจากผู้บริหาร สวทช. ว่าให้บุคลากร สวทช. ทั้งหมดอพยพออกจากพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ อันส่งผลให้บุคลากรในสังกัดเนคเทคต้องออกจากพื้นที่ เนคเทคได้นำแนวปฏิบัติ “หากน้ำท่วม ขอให้การทำงานยังคงดำเนินการได้” มาใช้ทันที โดยการติดตั้งและเปิดระบบไอซีทีในส่วนการทำงานของเนคเทคใหม่ทันที ณ ที่ทำการชั่วคราว เพื่อให้บุคลากรเนคเทค สามารถปฏิบัติงานต่างๆ ได้เป็นปกติ

นอกจากนี้มีการสื่อสารกับบุคลากรเนคเทคในการกำหนดแผนปฏิบัติการรับมือ เช่น ห้องปฏิบัติการที่มีอุปกรณ์หนักอย่างห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ให้มีการเตรียมขนย้ายอุปกรณ์ไปชั้น 2 ของอาคาร โดยหากมีอุปกรณ์ใดไม่สามารถขนย้ายได้ ขอให้เตรียมการป้องกันให้ดีที่สุด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมหาอุทกภัย 2555 ต่อเนคเทค

โดยภาพรวมแล้ว นอกจากมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภูมิทัศน์ และสภาพภายนอกอาคารเนคเทคแล้ว ตัวอาคารหลัก และอุปกรณ์ไอซีที อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดไม่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง คือ กำลังใจของบุคลากรอันส่งผลต่อการปฏิบัติงานในช่วงภาวะน้ำท่วม ถึงแม้ว่าจะมีการจัดทำระบบไอซีทีสำรองให้บุคลากรปฏิบัติงานได้ แต่ด้วยเหตุการณ์น้ำท่วมได้เกิดในวงกว้าง กระทบต่อบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของบุคลากรเนคเทคด้วย ทำให้การปฏิบัติงานภายใต้ระบบสำรองที่เปิดขึ้นใหม่ จึงยังไม่สามารถปฏิบัติได้จริง รวมทั้งห้องปฏิบัติงานในด้านฮาร์ดแวร์ก็ไม่สามารถเข้ามาทำงานได้

งานวิจัยของเนคเทคเพื่อป้องกัน ฟื้นฟู บรรเทาภัยพิบัติ

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม นักวิจัยของเนคเทค โดยเฉพาะทีมที่ดูแลเรื่องระบบสารสนเทศ ได้ร่วมกันย้ายระบบไปปฏิบัติงานที่อาคาร สวทช. โยธี ทำให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนงานด้านวิจัย เช่น ระบบ Traffy ที่ใช้ติดตามปริมาณน้ำ ระดับน้ำผ่านกล้องวงจรปิดบนเส้นทางสำคัญหลายสายก็เร่งให้บริการแก่สาธารณชนด้วย

นอกจากนี้หลังเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัย เนคเทคได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานหลายหน่วย เช่น โครงการ Thai Flood เพื่อประสานกิจกรรมอันเกิดจาก Social Networking การมีส่วนร่วมสนับสนุน Data Warehouse และระบบจำลองข้อมูลร่วมกับทีม ดร.รอยลฯ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) เพื่อติดตามและประเมินข้อมูลภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยด้านไอซีที และการพัฒนาเครื่องมือวัดต่างๆ เช่น ระบบเตือนภัยน้ำป่าหลากและโคลนถล่มที่การติดตั้งจริงในเขตจังหวัดเชียงใหม่แล้วการคาดการณ์ในปี 2555
ในปี 2555 และปีต่อๆ ไป มหาอุทกภัย 2554 เป็นบทเรียนที่ดีและน่าสนใจ ทำให้สามารถประเมินการณ์ได้หลายมิติ ตั้งแต่การติดตามข้อมูล การวิเคราะห์ประมินผล การเตรียมการด้านสถานที่ การเตรียมการด้านไอซีที การนำระบบประชุมทางไกลมาประยุกต์ใช้ การปรับปรุงแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) การสื่อสารกับบุคลากร การให้ความรู้ในการรับมือ และการกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานในขณะเกิดเหตุการณ์

รวมทั้งการต้องเปลี่ยนทัศนคติ “อะไรที่ไม่เคยเกิดก็เกิดได้” โดยการให้ความรู้ต่อบุคลากรเพื่อการเตรียมพร้อม เช่นน้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว ไม่เคยมีก็อาจจะมีได้

แนะนำ สวทช.

Featured

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2534 โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ชาติ (กวทช.) สวทช. มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดยการนำความสามารถอันเหนือชั้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยให้ภาคการ เกษตรและภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินงานได้ดี มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่ง สวทช. ได้ดำเนินงานผ่านการทำงานร่วมกันของศูนย์ทั้ง 5 ศูนย์

มติ ครม. การพัฒนาข้าราชการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต : หลักสูตรการวางแผนกลยุทธ์

มติ ครม. การพัฒนาข้าราชการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (HRD e-Learning) : หลักสูตรการวางแผนกลยุทธ์ วันที่ ๒๖ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๖

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ โดยรับทราบรายงานผลการดำเนินโครงการพัฒนาข้าราชการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (HRD e-Learning) สรุปได้ว่า สำนักงาน ก.พ. ได้ดำเนินการเรื่องนี้ร่วมกับโครงการเรียนรู้แบบออนไลน์ แห่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยพัฒนาบทเรียนแบบออนไลน์ หลักสูตร “การวางแผนกลยุทธ์” และเปิดทดลองดำเนินการฝึกอบรมโดยมีการสื่อสารระหว่างผู้เรียน ผู้สอน ผู้รับผิดชอบโครงการผ่านช่องทางการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต ได้แก่ Webboard Chatroom และ e-Mail ซึ่งจากการประเมินผลโครงการ ฯ ผู้เข้ารับการอบรมมีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าสู่ระบบจากที่ทำงาน จำนวน ๓๗๔ คน และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน จำนวน ๓๔๒ คน ข้าราชการส่วนใหญ่รับรู้ เข้าใจและสามารถปฏิบัติงานสนองนโยบายรัฐบาล อีกทั้งยังสามารถปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นชอบให้ส่วนราชการทุกแห่งเร่งเตรียมความพร้อมข้าราชการให้มีความสามารถในการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการปฏิบัติงานราชการและสนับสนุนส่งเสริมให้ข้าราชการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยให้สำนักงาน ก.พ. เป็นผู้ประสาน รวมทั้งเป็นแม่ข่ายการพัฒนาในหลักสูตรออนไลน์ที่เป็นความต้องการร่วมของส่วนราชการ เพื่อเพิ่มศักยภาพข้าราชการให้สามารถปฏิบัติงานภายใต้ระบบบริหารจัดการแนวใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ก.พ.รับความเห็นของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่เห็นควรให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ฯ สำนักงาน ก.พ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะรายละเอียดเนื้อหาหลักสูตรที่จะพัฒนาต่อ ๆ ไป ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

มติ ครม. การจัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

มติ ครม. การจัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ วันที่ ๑๓ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๖

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ ๓ ที่มีมติเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอการจัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติให้เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อกำหนดแนวทางมาตรการและแผนการดำเนินการด้านนาโนเทคโนโลยี การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศ รวมถึงแผนพัฒนาศักยภาพของบุคลากร/นักวิชาการด้านนาโนเทคโนโลยีและการสร้างผลลัพธ์ที่เสริมซึ่งกันและกัน (synergism) โดยการประสานและร่วมมือกับมหาวิทยาลัย และกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง สำหรับการจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการ ฯ ให้ สวทช. จัดทำแผนแม่บทด้านการพัฒนานาโนเทคโนโลยี ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ ให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วยว่า ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติควรจะใช้รูปแบบการบริหารจัดการให้ยืดหยุ่นแบบธุรกิจเอกชนให้มากขึ้น  [๑๓/๐๘/๒๕๔๖]

มติ ครม. แนวทางการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนและการปฏิรูปที่ดิน

มติ ครม. แนวทางการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนและการปฏิรูปที่ดิน วันที่ ๔ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแนวทางการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนและการปฏิรูปที่ดิน และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยในเรื่องของการจัดตั้งสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน มอบให้รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) รับไปพิจารณาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหน่วยงานที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลให้เหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจที่จะต้องปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง สำหรับเรื่องของการจัดทำศูนย์ข้อมูลกลาง โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์จัดเก็บข้อมูลเอกสารสิทธิของสินทรัพย์ทั้ง ๕ ประเภท ได้แก่ สินทรัพย์ที่เป็นที่ดิน ทรัพย์สินทางปัญญา สินทรัพย์ประเภทเครื่องจักร ที่สาธารณะ และสิทธิการเช่า ซึ่งกำหนดให้สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั้น โดยที่ภารกิจดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่วน สวทช. (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ – NECTEC) ตามภารกิจใหม่ จะรับผิดชอบเกี่ยวกับการวิจัยพื้นฐาน [๐๔/๐๓/๒๕๔๖]

มติ ครม. โครงการอุทยานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

มติ ครม. โครงการอุทยานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันที่ ๑๑ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๕

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ ๓ (คกก.๓) ที่มีมติอนุมัติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินโครงการอุทยานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยระยะแรกให้กู้เงินจาก Export Credit จำนวน ๘๖๐ ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ ๓ ปี (พ.ศ. ๒๕๔๖ – ๒๕๔๘) ในการจัดหาครุภัณฑ์ ฯ สำหรับใช้ในอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว ๗ อาคาร ส่วนที่เหลืออีก ๔๔๐ ล้านบาท ให้ สวทช. จัดทำรายละเอียดแผนงานดำเนินการ ผลประโยชน์ที่ได้รับ โดยคำนึงถึงการประหยัดงบประมาณ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง รวมทั้งอนุมัติให้นำเข้าครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในโครงการอุทยานวิจัย ฯ จากต่างประเทศได้ โดยให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๔ เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศ และการจ้างที่ปรึกษาไทย และให้ สวทช. รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประเด็นอภิปรายของ คกก.๓ (เกี่ยวกับกรณีที่ได้รับเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการ ฯ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ – ๒๕๔๘ แล้ว ควรมีการติดตามประเมินผลการปฏิบัต [๑๑/๐๖/๒๕๔๕]